ช่วงโค้งริมโขงตรงเชียงคาน
posted on 07 Nov 2009 01:07 by lonelysyndrome in VW-OnTheWay
“Can't you see that it's just raining
Ain't no need to go outside...”
“คุณจะไม่เห็นอะไร เพียงเพราะแค่ฝนตก
จนไม่อยากออกไปไหน”
Jack Johnson
Banana Pancakes-In Between Dreams, 2005
Musician
.
.
.
.
In Between Dreams อัลบั้มที่เกิดในปี 2005 ของแจ็ค จอห์นสัน
วนซ้ำรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้เมื่อมาถึงทางหลวงหมายเลข 21
ที่ผ่านเพชรบูรณ์มุ่งหน้าไปสู่อำเภอหล่มสักในเช้าแรกของการเดินทาง
.
ฝนมาเหมือนกรมอุตุฯ พยากรณ์ล่วงหน้าเอาไว้ไม่มีผิด
ทั้งๆ ที่เป็นปลายเดือนตุลาที่ฝนควรซ่าลง
เต่าสีขาวที่เราขับมายังฝ่าสายฝนไปตามถนนโล่ง
เป็นการเดินทางที่ไกลขึ้น ด้วยความฮึกเหิม
ที่ต้องขับรถยาวสิบกว่าชั่วโมงนับจากกรุงเทพฯ
ถึงปลายทางระยะทางร่วม 700 กิโลเมตรโดยมีเมืองน่าพักเป็นแรงดึงดูด ‘เชียงคาน’
เมืองที่มีสายน้ำโขงเป็นฉากหลัง
.
.
.
รุ่งเช้าที่เพชรบูรณ์ บรรยากาศน่ามอง เห็นหมอกเช้าระเรี่ยเทือกเขาไกลๆ
ถนนลาดยางมะตอยสีดำเรื้อยไหลไปตามทุ่งทางสีเขียวสดของต้นข้าว
บางทุ่งเหลืองรวงข้าวอุ่นตาคุมโทนสีได้บาดใจ
เป็นเพราะความเชื่องช้าของรถเต่าเราทำให้ได้ ‘กิน’ บรรยากาศอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
ถนนไหลตัวขึ้นเทือกเขา มุดตัวเรื้อยไหลใต้พุ่มไม้ที่มีแดดอ่อนๆ แต้มดอกไม้พุ่มเหลืองสดใส
อากาศเย็นร้อนไม่เท่าใจที่ตื่นเต้นเมื่อยานพาหนะอย่างเต่าสีขาว
เคลื่อนตัวไปให้เห็นฉากข้างทางที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ
.
.

.
.
เสียงเครื่องยนต์เจ้าเต่ายังคงคลานไปอย่างราบรื่นบนถนนที่เงียบสงบ
ทั้งๆ ที่โดยทั่วไปน่าจะใช้เวลาน้อยกว่านี้
แต่เราก็ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับหนึ่งรอบนาฬิกาพอดิบพอดีที่ใช้ไปบนเส้นทางจนมาถึงเมืองเชียงคาน
เชียงคาน อำเภอเล็กๆ แต่เก่าแก่ยืนรออยู่เนิ่นนาน
ผู้คนต่างถิ่นอย่างเราๆ เดินทางมาก็เพื่ออะไรบางอย่าง
อย่างน้อยก็ตรงกันตรงที่ต้องการมาเห็นความเรียบง่ายกับฉากเมืองและความเป็นเมืองเล็กๆ
แม้ความคึกคักจะมาเยือนในยามที่เมืองเลื่องชื่อดึงดูดผู้คนให้ต้องมาแวะพักค้างคืน
เดินดูเมืองเก่าแก่ที่ยังคงชีวิตชีวาไว้อยู่บ้าง
.

.

.
.
นอกเหนือจากผู้คนที่ผ่านมา
สำหรับบางคนไม่ผ่านไปเลย กลับมาลงหลักปักชีวิตในเมืองเล็กๆ แห่งนี้
ที่พอจะทำอะไรๆ ที่คล้ายๆ เมืองท่องเที่ยวทั่วไปทำกัน
สวยบ้างลงตัวบ้างยังดีสำหรับเกสต์เฮาส์ โฮสเทลเล็กๆ
แต่เยอะๆ ก็ไม่ไหว เพราะคนเก่าๆ จะต้องหนีย้ายขายหรือให้เช่าบ้านเรือนไม้ที่เก่าแก่
.
.
เสียดายทางเดินเล็กๆ ริมลำน้ำโขงที่เหมือนขาดการดูแล
ทั้งๆ ที่เสน่ห์ของเชียงคานน่าจะอยู่ตรงนี้ด้วย
ผ่านคืนแรกไปพร้อมกับความเมื่อยล้าจากการขับรถและเดินเล่น
ในเชียงคานเหมือนอยู่ในม่านหมอกยามเช้า
ลำน้ำโขงเบื้องหลังของเมืองไหลเอื่อยเฉื่อยไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก
จากเหนือลงสู่ใต้ขนานกันไประหว่างลาวและไทย
ถนนยางมะตอยสีดำเลื้อยไหลไปกับลำน้ำโขงเช่นกัน
.
.

.
.
ถนนสายนี้ชักชวนให้เราหลงเดินทางไปตามทางสายสวยสู่เมืองหนองคาย
เราทิ้งเชียงคานไว้ข้างหลัง และวิ่งไปบนทางสะดวก ถนนดี เส้นทางสวย
พร้อมทุ่งสีเขียวริมทางคู่ขนานไปกับถนนเส้นเล็กๆ และลำน้ำโขง
อากาศดีมากจนลืมคำพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ
เหมือนอย่างที่แจ๊ค จอห์นสันร้องไว้
“Can't you see that, Ain't no need to go outside...”
“ไม่เจอ ถ้าไม่ออกมา” - - จริง!! อย่างที่สุด
เรามาไกลกับเต่าขาวที่ยังเต็มใจทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์
พาสองชีวิตมาถึงหนองคายในบ่ายแก่ๆ ของวัน
เกสต์เฮาส์ที่เราพักชื่อ “มัดหมี่” ชื่อไท้ไทย แต่เจ้าของเป็นฝรั่ง
เข้าใจทำเข้าใจคิดสร้างที่พักริมโขงกลางเมืองหนองคาย
เพื่อรองรับกับการได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับเจ็ดของโลก
ส่วนในมุมมองของเราก็คงเป็นอีกอย่าง ที่เห็นหนองคายไม่มีอะไร
แต่ในเมื่อไม่มีอะไรนั้น ในความหมายของความน่าอยู่ในสายตาฝรั่งก็อาจจะว่าดี
เพราะความมีอะไรที่มากมายก็ไม่ได้ทำให้น่าอยู่เสมอไป
ฉลองมื้อค่ำกับตึกเก่าโบราณน่าอนุรักษ์ แล้วตรงกลับที่พักเพื่อนอนเอาแรง
.
.

กาแฟลาวที่เราสั่งยามเช้าเข้มข้นขึ้นใจ ยิ่งซดริมฝั่งโขง
เพิ่มความคึกคักก่อนออกสตาร์ทยามเช้าเพื่อเดินทางกลับบ้าน
“กลับบ้าน” คำๆ นี้เราไม่ค่อยอยากสะกดเท่าไหร่
แต่ไปไกลแค่ไหน ชั่วโมงสุดท้ายของการเดินทางก็มาถึง
ล่ำลาริมโขงออกจากเมืองหนองคายพร้อมฝนพร่ำๆ
.
.
.
“rain all day and I don't mind.” - - “ถึงฝนตกทั้งวัน แต่ฉันไม่สนใจ”
บางช่วงของถนนกับท่อนหนึ่งในเพลงบานาน่า แพนเค้ก
ที่ยังวนมาบอกอย่างนั้น เช่นเดียวกับการเดินทางครั้งนี้
ถ้ามั่วแต่กลัวฝนซะแต่ทีแรก ก็คงจะอดเห็นความสวยสดที่อยู่รายทางที่ผ่านมาทั้งหมด
Banana pancakes - Jack Johnson
