สั่นไหวจึงหยุดนิ่ง
posted on 08 May 2006 21:07 by lonelysyndrome in Dust-words-1-
ไข่ที่แตกแล้วไม่สามารถย้อนกลับคืนเป็นไข่ฟองเดิมได้ นี่คือเรื่องที่ใครๆก็รู้ แต่คนครุ่นคิดอย่าง นายวิลเลียม ทอมป์สัน เห็นว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา เขาจึงเริ่มต้นคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังในปี 1849
พลังงานไม่มีวันสูญสิ้นแต่จะเปลี่ยนรูปไปเท่านั้น นั้นคือ กระบวนการที่คืนรูปไม่ได้ นิยามที่อาจฟังดูง่ายที่สุดในกฎข้อที่สองของทฤษฎีเทอร์โมไดนามิค นายวิลเลียม ทอมป์สัน กว่าจะได้ข้อสรุปนี้ก็ในปี 1874 เขาใช้เวลานานถึงยี่สิบห้าปี
ในการคืนรูปไม่ได้ของสสารหรือพลังงานนี้มีความยุ่งเหยิงในตัวเอง (เอ็นโทรปี) หรือเรียกง่ายๆว่าความไร้ระเบียบ ไข่ฟองที่แตกจึงคืนเป็นไข่ฟองที่ยังไม่แตกไม่ได้!
-2-
ความยุ่งเหยิงไร้ระเบียบในธรรมชาติถูกอธิบายเป็นทฤษฎีของนักฟิสิกส์ ไม่มีอะไรมาก ความจริงคือสิ่งที่มนุษย์อยากเข้าใจมัน อยากเข้าใจในธรรมชาติ และมันก็ถูกค้นพบ แล้วเป็นแบบเรียนให้กับมนุษย์รุ่นใหม่ๆเยอะแยะมากมาย
ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร ไม่มีใครตามมันทันในยุคแบบนี้
ความทุกข์แบบอดีตกับปัจจุบันคงแตกต่างกันมาก ในยุคที่ไม่มีรถยนต์ ผู้คนคงไม่ต้องปวดหัวกับปัญหารถติด ในยุคที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ คนยุคนั้นคงไม่ต้องเจอความทุกข์แบบไม่มีขอบเขตของเวลา
โลกของความสั่นไหว มีแรงเหวี่ยงมากพอให้ความยุ่งเหยิงไร้ระเบียบเกิดขึ้นเป็นพายุในหัวและใจมนุษย์ ข่าวการฆ่าตัวตายของฝรั่งคนหนึ่ง ยิงตัวตายด้วยลูกปืนที่เป็นตะปูฝั่งกะโหลกนับร้อยตัว เขาทนอาการเจ็บปวดนั้นไม่ได้ จึงต้องพึ่งมือหมอในที่สุด ข่าวสรุปว่าเขารอดพ้นความตายอย่างหวุดหวิดและมีชีวิตอยู่ในโลกที่เขาคิดว่าบัดซบนี้ต่อไป
ดาบสองคมของการคิดค้นมันสั่นไหวให้โลกผจญปัญหามากมาย นิวเคลียร์ ฝนเหลือง....
-3-
ช่วงเวลาของการครุ่นคิด อารมณ์ที่สั่นไหว ศิลปินอย่างโกแกง (1848) ทำงานด้วยการสาดสีลงเฟรมผ้าใบ
นักปั้นอย่าง โอกุสต์ โรแดง (Auguste Rodin1872)หยิบดินขึ้นนวดและบีบป้ายจนเป็น ประติมากรรมชิ้นสำคัญ นักคิด(Thinking man)
และนาย
ผลพวงความสั่นไหวในใจศิลปินส่งพลานุภาพของศิลปะให้สะท้านยิ่งในยุคก่อนศตวรรษที่19จะมาถึง
-4-
หัวสมองมนุษย์มีทั้งด้านบวกและลบวิ่งขึ้นลงไม่หยุดนิ่ง
ความสั่นไหวของหัวใจถ่วงดุลน้ำหนักให้ความคิดอยู่หมัด ท่านหลวงพี่ไพศาล วิสาโลแห่งวัดสุคะโต เคยทักให้หยุดคิดแล้วหันมาดูใจตัวเองอย่างมีสติ การเกิดดับอย่างต่อเนื่องยาวนานของความคิด
วันที่หยุดนิ่งวันแรก บนเทือกเขาแห่งท่ามะไฟหวาน สงบยามกลางวันและสงัดนักยามกลางคืน ทำให้ความคิดแตกกระจายเป็นเสี่ยง ฟุ้งซ่านไม่เป็นชิ้นดี
ท่ามกลางความนิ่งเงียบของกระท่อมไม้กลางป่า ความคิดกระจัดกระเจิงถึงกรุงเทพ หลวงพี่ว่าอยู่ให้นิ่งไม่ได้ใช่ไหม มันคอยฟุ้งซ่าน เรายิ่งคิดมันยิ่งปรุงแต่ง และความอยากความทุกข์ตามมาไม่รู้ตัว
ความกระจ่างใสหัวใจเกิดขึ้นเฉียบพลัน
อ๋อ แค่นี้เอง สติ!
ติช นัท ฮันท์ พระชาวเวียดนามสอนว่า ล้างจานเพื่อล้างจาน, กินส้มเพื่อกินส้ม คนเรากินส้มหมดเป็นลูกแต่หัวสมองคิดแต่เรื่องโปรเจคต่างๆ ส้มหมดไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ถึงรสส้มนั้นเลย
-5-
ไข่ที่แตกแล้ว ย่อมกลับคืนสู่สภาพไข่ฟองเดิมไม่ได้
แต่ก่อนไข่จะแตกหากเรามีสติ หลายปัญหาคงไม่เกิดขึ้น
สั่นไหวเท่าใด หัวใจก็ยิ่งต้องหยุดนิ่ง
Paintings : The Starry Night โดย Van Goh ในปี คศ 1889 สงวนลิขสิทธิ์ โดย The Museum of Modern Art, New York
ฉันเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่เหมือนอยู่ตรงกลางหนังสติ๊กสองด้าน
พอฉันวิ่งหนีไปข้างหน้า มันจะยิ่งดีดฉันกลับไปข้างหลัง
....ด้วยแรงที่อาจจะเท่าหรือมากกว่าแรงที่ฉันใช้ในการดึงดัน
กระเด้งไปมาระหว่างอดีตและอนาคต
ซึ่งเป็นเพียงซากความทรงจำเท่านั้น
...แม้มันจะมีรสหวนก็ตาม
ยังไม่นิ่งร้อยเปอร์เซ็นนัก แต่รู้สึกดีที่ลองหยุด
#1 By จดหมายถึงหนูนุ่น on 2006-05-08 21:22