สิ่งที่หล่นหายไปในชีวิต

posted on 11 May 2006 21:17 by lonelysyndrome  in Dust-words

 

 

-1-

เมื่อสามวันก่อน รุ่นน้องคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ สลบไปนับแต่วินาทีนั้น ข่าวร้ายเดินทางไปไม่ถึงผู้ที่เป็นพ่อและแม่ มีเพียงพี่สาวที่เก็บความทุกข์และคาดหวังว่า การฟื้นตัวจะนำพาข่าวนี้ไปบอกกับบุคคลทั้งสอง แต่สถานการณ์มีแต่ทรงกับทรุด ทำให้พี่สาวต้องส่งข่าวร้ายนี้ไปถึงแกบุคคลทั้งสองก่อนร่างกายน้องจะปราศจากดวงวิญญาณ แพทย์ลงความเห็นว่า ไม่สามารถรักษาได้แล้ว เพียงแต่รอโชคหรือความหวังให้ร่างกายรักษาและมีลมหายใจด้วยตัวเอง

 

ทุกคนเฝ้ารออยู่หน้าห้องไอซียูอย่างมีความหวัง

 

 

 

-2-

ขณะที่ในห้องไอซียูต็มไปด้วยผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ กราฟเส้นชีวิตวิ่งไปอย่างไม่รู้จุดหมาย แต่ห้องถัดจากนั้นไป มีชีวิตใหม่ที่กำลังจะออกมาสู่โลกใบเดียวกัน ห้องสูติ

 

การรอคอยของคนที่อยู่หน้าห้องทั้งสองอยู่ต่างกันคนละขั้ว แต่มีกำแพงของผนังห้องสีขาวขั้นเป็นเส้นบางๆที่การเกิดและการดับสดับฟังเสียงของกันและกันอยู่

 

ชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิดกับอีกชีวิตที่ร่างกายบอบช้ำมักนำพาญาติของบุคคลทั้งสองฝั่งมาสนทนากัน

 

คนที่สิ้นหวังกำลังได้รับการเยี่ยวยาด้วยรอยยิ้มจากชีวิตใหม่ เสมือนเมล็ดนุ่นที่กำลังแตกเป็นฝ้ายที่รอการถักสานให้เป็นด้ายบางสีขาว และคนที่กำลังพบกับชีวิตใหม่ก็ได้สัมผัสความเปราะบางของชีวิตที่เสมือนเส้นด้ายสีดำที่เปื่อยยุ่ยขาดหวิ้น

 

-3-

ผ้าผืนใหญ่ถูกทอขึ้นจากด้ายเส้นเล็กๆทอต่อๆกัน สีและความสมบูรณ์ของผืนผ้าให้ความรู้สึกต่อผู้ที่สัมผัส ร่องรอยการต่อของเส้นด้าย อาจไม่แนบสนิทเพราะเกิดจากปมบางอย่างที่คลายคลี่ไม่ได้ในบางโอกาส แต่ก็ต้องถักทอต่อไป กระทั่งหลงลืมมันในบางเวลา

 

-4-

คนเราหลงลืมความทรงจำบางช่วงบางตอน แม้แต่ชื่อของใครบางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่แปลกบางคนที่เราไม่คุ้นเคยแต่จดจำได้ไม่ลืม แต่สำหรับคนที่ลืมและนึกชื่อไม่ออก ความคิดไม่สามารถสาวกลับไปถึงชื่อพวกเขาได้ เคยใช้เวลานั่งนึกนานนับเป็นชั่วโมงๆเป็นวันๆแต่ก็นึกชื่อไม่ออกอยู่ดี

 

แปลกกว่าคือยิ่งผืนผ้าที่กว้างใหญ่แต่ไม่สามารถเก็บห่อความทรงจำได้ทั้งหมด

 

แต่สิ่งที่ขาดหายไป หล่นหายระหว่างทาง ความทรงจำกลับทำงานได้ดีและคอยทวงถามอยู่เรื่อยๆจนกลายเป็นปมบางอย่างที่คอยย้ำเตือนให้เราหวนรำลึกถึง มีบ้างบางครั้งความทรงจำนั้นเราก็ไม่อยากจดจำและบางครั้งก็ทำให้เราอิ่มเอมใจหากได้หวนคิดถึง

 

-5-

ในสิ่งที่ผูกพันแล้วยิ่งยากต่อการลืมเลือน วัยเด็กจำไม่ได้ว่าเคยขี่จักรยานมาแล้วกี่คัน แต่มีคันหนึ่งที่ต้องจำแล้วนำช่วงเวลาผจญภัยในวัยเด็กกลับเล่าให้กันฟังอีกนาน จักรยานคันนั้นไม่ใช่คันแรกที่เป็นเจ้าของ แต่เป็นจักรยานที่เก็บสะสมซื้อโครงเฟรม ล้อ อาน และอื่นๆด้วยเงินแต่ละก้อนที่เก็บไปซื้อแล้วแอบซ่อนไว้ในห้องนอนเป็นเวลาเกือบสองปี ทุกชิ้นส่วนคือการสะสมความฝันแบบเด็กๆที่รอวันจะได้ขี่มัน เมื่อทุกอย่างครบถ้วน วันที่ต้องนำลงมาประกอบ ใจมันตื่นเต้นจนอยากเก็บมันไว้ฝันอยู่อย่างนั้นอีกสักหน่อย แต่ก็อดใจไม่ไหวแล้ว

 

ไม่ถึงสองชั่วโมงก็ประกอบเสร็จ มันเป็นจักรยานรุ่นจีทีที่ประกอบอย่างประณีต ในเวลานั้นเป็นที่ตื่นเต้นในหมู่เพื่อนๆในหมู่บ้าน

 

และแล้ววันหนึ่งความฝันก็ถูกขโมยไปอย่างไร้ร่องรอย ในเวลานั้นไม่คิดที่จะประกอบหรือหาซื้อใหม่แล้ว เพราะเวลาที่ทุ่มเทไปนานเกือบสองปีกับความฝันนั้นมันไม่สนุกแล้ว

 

สิ่งที่หายไปคือจักรยานในวัยเด็ก แต่สิ่งที่หายไปไม่ได้ทำให้เราลืมเลือนเลย ความฝันแบบเด็กๆมันสวยงามดีนะ และยิ่งทำมันสำเร็จแม้สูญหายก็ตาม

 

-6-

ยังมีสิ่งที่หล่นหายไปหลายสิ่งแม้ไม่มีมูลค่าแต่มีคุณค่ายิ่ง จะแปลกกว่าคือมันเป็นภาพเขียน ไม่รู้ว่าใครคนอื่นสูญเสียภาพวาดไปบ้างหรือไม่ แต่บ่อยครั้งที่ต้องสูญเสียมัน ทุกภาพที่หายไปคือภาพของการเดินทาง ภาพหนึ่งที่หายไปคือภาพทางเดินในป่าพะโต๊ะ วันนั้นเป็นวันที่แสงสวยจนต้องรีบเข้าที่พักและกลับมาพร้อมอุปกรณ์ สีต่างๆ เก็บสีของแดด ทางเดินที่เป็นพื้นสีชมพู เต็มไปด้วยใบและดอกไม้ เก็บสิ่งเหล่านั้นลงในกรอบไม้ที่สวยงามประดับในห้องกิจกรรมของชมรม แต่แขวนไว้ไม่นานมันเก็บเหลือเพียงตะปูที่ตอกติดอยู่บนผนังตัวเดียว

 

อีกหลายภาพก็หล่นหายในสถานที่ที่ไปเยือน ไปเขียนเสียไกลแต่ไม่สามารถนำกลับมาถึงบ้านได้ ลืมบนรถไฟบ้าง รถทัวร์บ้าง ร้านอาหาร ที่พักก็บ่อย

 

และสุดท้ายเป็นภาพที่ไม่ได้วาดเองแต่ซื้อมาจากเมืองฮอยอันในเวียดนาม เป็นสีน้ำมันแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ เป็นรูปสะพานญี่ปุ่นในย่านเมืองเก่า ตัดใจซื้อด้วยเงินไม่น้อย ประคับประครองมาตลอดกลัวว่าจะเข้าสู่สถานการณ์เดิม แต่สุดท้ายมาหลงลืมที่สนามบินดอนเมือง ก็แค่ถอนหายใจยาวๆ ครั้งเดียวแล้วทำลืมๆมันไป

 

-7-

ชะตากรรมภาพเขียนเหล่านั้นไม่รู้ไปตกอยู่ที่ไหนบ้าง แม้ไม่ได้ใส่กรอบแขวนไว้ข้างฝาที่บ้าน แต่ในทุกครั้งที่มีโอกาสกลับไปเยือนสถานที่เก่าๆเหล่านั้น สายตากลับเห็นภาพอิมเพรสชั่นนิสม์สีระยับแล้วบอกเล่าให้คนไปด้วยกันฟังเสมอว่าภาพวันนั้นกับวันนี้แตกต่างกันอย่างไร

 

จักรยานคันนั้นนำพาความสำเร็จ อิ่มเอมใจ ในความฝันของเด็กคนหนึ่ง ขี่ข้ามห้วงเวลาที่ไม่มีจุดสิ้นสุดมาถึงทุกวันนี้

 

และในบางเวลาการทำงานของสมองทำงานไม่ได้เท่าหัวใจ นึกหน้าแต่นึกชื่อของใครคนหนึ่งไม่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อยู่นิ่งๆ ว่างๆ ปล่อยๆ และไม่ได้คิดถึง ความจำจู่ๆก็นึกขึ้นได้ฉับพลันอย่างประหลาดใจ ให้เราจดจำและย้ำว่าเราไม่เคยหลงลืมกัน

 

-8-

เมื่อชีวิตหนึ่งหยุดนิ่งไม่มีโอกาสแม้ขยับเปลือกตาหรือกระดิกนิ้วได้ ภาพบอบช้ำของร่างกายมันทรมานผู้เป็นที่รัก วันที่เสมือนสิ้นหวังไปเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ยังมีอีกเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ให้ต่อรองและยื้อยุดกับโชคชะตา

 

ผ่านมาถึงวันนี้ เก้าสิบหกชั่วโมงกับการหลับที่ยาวนานครั้งหนึ่งของชีวิตนั้น นิ้วๆหนึ่งเกิดขยับขึ้น เพียงแค่นั้นส่งผลให้จิตใจของผู้รอคอยมีความหวังขึ้นมาอีกมากมาย อนาคตที่เคยไร้ความหวังกลับมามีความหวังอีกครั้ง แม้ความหวังคืออนาคตที่เคยไกลสำหรับชีวิตในวัยนี้ แต่วันนี้อนาคตตกหล่นหาย มีแต่อนาคตที่แสนสั้น คือต่อทุกลมหายใจและอาการสั่นไหวของร่างกายเพียงน้อยนิด

 

เพียงนิ้วข้างหนึ่งขยับ แม้ไม่ใช่ทั้งหมดของร่างกาย นั้นคือการได้สิ่งสูญหายไปได้กลับคืนมาแม้ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

แต่แม้ต้องสูญเสียหรือสิ้นไป...

สิ่งที่หล่นสูญหายไปจากชีวิตหนึ่ง จะกลับคืนมาเสมอหากยังไม่สูญสิ้นไปจากความทรงจำ

............

 

 

แด่ดวงวิญญาณ์ที่หลับไหลและรอการฟื้นตื่นของน้องคนหนึ่ง


Painting : "Kiss" by Gustav Klimt (1862-1918)

 

Motigo Webstats - Free web site statistics Personal homepage website counter

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เพราะพอรู้เรื่องราวที่คุณกำลังเผชิญอยู่บ้าง วันนี้เราเลยเข้าบล็อกคุณมาและอ่านข้อความด้วยอาการแทบกลั้นหายใจ
...
ความเป็นและความตายแนบชิดกันเหมือนเป็นของสิ่งเดียว เพียงแต่อาจอยู่คนละด้านกันเท่านั้น
เพื่อนเราที่เรียนหมอเคยเล่าให้ฟังว่า ขณะที่อีกชีวิตกำลังจะเกิด น้อยคนที่จะรู้ว่าอีกชีวิตที่กำลังโอบอุ้มเขาอยู่ เฉียดใกล้ความตายแค่ไหน
แต่ในอีกแง่หนึ่ง เรากลับเห็นการอุ้มชูเกื้อหนุนกันของสองชีวิต พลังจากผู้โอบอุ้มที่ถ่ายทอดไปให้ชีวิตในท้อง จะทำให้ชีวิตนั้นสมบูรณ์ พลังจากชีวิตที่กำลังจะกำเนิดก็ส่งผลให้อีกชีวิตที่อยู่ในภาวะอ่อนแอพร้อมจะเดินหน้าต่อ

หวังให้หลายพลังใจพาสิ่งที่สูญหายไปกลับคืนมา

#1 By ระหว่างทาง on 2006-05-11 22:00

อืม เราคงเขียนเรื่องในเวลาไล่ๆกัน
ฉันเขียนเรื่องจักรยานและการก้าวล่วงแห่งวัย

พรุ่งนี้จะแวะมาเขียนใหม่
คุณระหว่างทาง
"การอุ้มชูเกื้อหนุนกันของสองชีวิต"
มันมีความหมายที่ดีมากนะครับ

#3 By อากาศกวี on 2006-05-11 22:21

เช้านี้ไม่อยากเศร้า
และต้องยอมรับมัน
น้องคนนั้นเสียชีวิตเมื่อประมาณ
ตีหนึ่งของเช้าวันนี้

กำลังจะเดินทางไปรพ.

#4 By อากาศกวี on 2006-05-12 07:49

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งค่ะ
ขอคงไปสงบแล้วค่ะ

#5 By .-+^melody^+-. on 2006-05-12 08:49

ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ

รุ่นน้องคุณกำลังเดินทางไกล
บางทีอาจจะเป็นเพียงการละอาภรณ์ของร่างกายเท่านั้น
มนุษย์มีความผูกพันธ์กันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ

เขาจะอยู่กับเราค่ะ ที่จากไปเพียงร่างกาย
เสียใจด้วยนะคะ
อย่างที่คุณบอกแหละค่ะ
เขาจะคงอยู่เสมอในความทรงจำ ของคุณ และใคร ๆ อีกหลายคน
...
ขอให้จิตใจผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยดีนะคะ

#7 By ระหว่างทาง on 2006-05-12 11:44

There is no cure for birth and death save to enjoy the interval.
George Santayana

#8 By walk my own way ^^ on 2006-05-12 12:35


ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ

#9 By Minigal on 2006-05-12 17:24

ขอบคุณทุกคนอีกครั้ง
ต่อสิ่งที่ส่งผ่านมาถึง

..ตอนนี้อยู่อ่าววงเดือน,เสม็ด
มาด้วยภาวะเร่งรีบ
เก็บเสื้อผ้าและกล้องตัวเดิม
หนังสือหนึ่งเล่ม
เรื่องข้างหลังโปสการ์ด
ล้อมวงสังสรรค์ใต้แสงจันทร์
กับมิตรปลกหน้า
ในคืนเดือนเต็มดวง
ระยิบเชียวครับแสงทองของพระจันทร์
แต่ปราศจากแอลกอฮอล์เนื่องจากคืนนี้
วันสำคัญของชาวพุทธ
รำลึกถึงการค้นพบความจริงในอดีตสู่วันนี้

แล้วพรุ่งนี้จะกลับสู่ความปกติอีกครั้ง




#10 By อากาศกวี on 2006-05-13 11:06

เขียนเอนทรีของตัวเองเกี่ยวกับ.. เสม็ดและข้างหลังโปสการ์ด ..วันนี้
คำตอบคุณ .. ทำให้ย้อนกลับมาหาเอนทรีของคุณที่พูดถึงเรื่องราวของคุณดูบ้าง
..

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ .. ผ่านมานาน 2 เดือนกว่าๆ แล้ว
สิ่งที่ผ่านไป ยังเก็บอยู่ในใจเสมอ บางเรื่องมันอาจจะลึกจนไม่อยากค้น
แต่หากมีสิ่งใด มาสะกิดซ้ำ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกันก็เลยตาม ทำไมเหตุการณ์เดิมๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรากลับถูกดึงขึ้นมาอย่างชัดเจนทุกทีไป ...
...

#11 By moodee on 2006-07-23 12:58

มีการเกิดย่อมมีการดับ
เพียงแต่ "เกิด" มันประกาศก่อนเท่านั้นเองและ "ดับ" ประกาศทีหลัง
มันเป็นเรื่องธรรมชาต ธรรมดา ที่เราต้องยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้
...แล้วโลกนี้ก็ไม่เลวร้ายเกินไปหรอก.
(ถึงจะเข้ามาอ่านรับรู้เหตุการณ์นี้ช้าไป แต่มั่นใจว่าน้องเค้าคงได้พบความสงบปลายทางออกของชีวิตแล้วละคะ)

#12 By รานละเอียดที่หายไป (58.9.121.41) on 2007-05-10 06:30

จะสรรค์หาคำใดมาพูดดี เอาแบบง่าย ๆ ดีกว่า นี่แหละคือชีวิตค่ะ จริง ๆแล้วพวกเราทั้งหลายก็แค่สิ่งเล็กน้อยในจักรวาล ถ้าคิดเช่นนี้แล้วเราจะพบว่าไม่เคยมีเรื่องใดที่มันหนักหนา หรือเป็นเรื่องใหญ่เลยในชีวิตเพราะเราก็แค่สิ่งเล็ก ๆ เท่านั้น มันก็แค่สิ่งที่ผ่านมาและผ่านไป

#13 By life in mono (124.120.172.32) on 2007-11-22 15:23


#14 By . on 2007-12-09 11:40