น้ำเสียงของอักษร
posted on 01 Jun 2006 22:29 by lonelysyndrome in Dust-words..

-1-
ตั้งนานแล้วที่ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง
ที่บ้านของยายมีเครื่องพิมพ์ดีดอยู่หลายเครื่อง เครื่องภาษาไทยยี่สิบเครื่อง ภาษาอังกฤษสิบห้าเครื่อง ที่ยายมีเครื่องพิมพ์ดีดขนาดนั้นเพราะยายเป็นครูสอนพิมพ์ดีด ในช่วงหนึ่งผมต้องหัดพิมพ์ดีดให้ได้เพราะทุกคนในบ้านเป็นหมดแล้ว ที่สำคัญเป็นอาชีพที่ต้องช่วยที่บ้านได้ด้วยหากจำเป็น แต่ที่สุดผมก็พิมพ์ไม่เป็น เพราะไม่ชอบ แต่พี่สาวผมเก่งมากพิมพ์เป็นตั้งแต่เด็กๆ คล่องแคล้ว ไม่ต้องมองแป้นเลย เร็วและถูกต้องด้วย
เมื่อปิดเทอม แม่จะส่งให้ไปอยู่กับยาย ไปช่วยเปิดโรงเรียนเล็กๆของยาย เช็ด ปัดฝุ่นเครื่องทุกเครื่องทุกๆเช้า โต๊ะ เก้าอี้ ปัด ทำความสะอาดเรียบร้อย สายๆก็จะมีคนเข้ามาเรียน สมัยนั้น เด็กมัธยมมักเข้ามาเรียนเพื่อเป็นวิชาสอบเทียบ รุ่นเดียวกับเรานี่เหละ
แบบฝึกหัดแรกคือ ตั้งนิ้วให้ได้ก่อน ฟ ห ก ด ข้างซ้าย ส่วนข้างขวา ่ า ส ว และก็ ฝึกพิมพ์ไล่ไปตามแต่ละนิ้ว ทุกคนต้องฝึกแบบนี้ วันๆมีคนมาเรียนเกือบเป็นร้อยคนในบางวัน วิธีการสอนของยายเป็นขั้นเป็นตอน จนผมรู้หลักวิธีสอน และต้องช่วยสอนในยามจำเป็นที่ยายไม่อยู่ทั้งๆที่พิมพ์ไม่เป็น แต่ไม่มีใครที่มาเรียนรู้
-2-
เมื่อคนมาเรียนเยอะมาก สิ่งที่คนมาเรียนพิมพ์ไว้ก็มากมายจนยายที่อายุมากแล้วมาตรวจคงไม่ไหว ผมก็ตรวจแทนให้ ก็ไม่ยาก พิมพ์ผิดก็วงกลมด้วยปากกาแดง บางคนฝึกใหม่แดงทั้งหน้าเป็นวงๆก็มี สนุกในการตรวจงานในตอนกลางคืนหลังจากปิดโรงเรียนทุกๆวัน เช้าวันใหม่ คนที่มาเรียนก็จะมาคอยดูผลของการตรวจ ไม่มีใครรู้สักคนว่าที่วงๆไปนั้นฝีมือใคร
-3-
เครื่องพิมพ์ดีด อาศัยตัวโลหะที่มีอักษรกลับด้านดีดไปตามแรงที่ส่งด้วยปลายนิ้ว สัมผัสลงที่ริบบิ้นหมึกที่เป็นผ้าขวางอยู่หน้ากระดาษ เสียงที่ดังหลังสัมผัสลงบนกระดาษดังสลับกันไปมาในจำนวนเครื่องที่มีอยู่ทั้งหมด ส่งเสียงเปาะแปะๆๆๆๆทั้งวัน ตัวอักษรปรากฏไปตามหน้ากระดาษอย่างสนุกสาน หนึ่งบรรทัดที่ใกล้สุดจะมีเสียงกระดิ่งเล็กๆดัง กริ่ง เพื่อให้เตรียมตัวขึ้นย่อหน้าใหม่ เสียงดังอยู่อย่างนั้นตั้งแต่อักษรตัวแรกถูกดีดในยามเช้า จนถึงบ่าย ค่ำ อักษรตัวสุดท้ายก็ปรากฎพร้อมเสียงดัง แปะ เบาๆแล้วเงียบหายไป
-4-
ความสำคัญของเครื่องพิมพ์ดีดมีมากขนาดไหนผมไม่รู้ในตอนนั้น แต่วันหนึ่งขณะที่เรากำลังจะปิดประตู มีชายคนหนึ่งเดินรี่เข้ามา ร้องขอให้เราช่วยพิมพ์เอกสารให้ฉบับหนึ่ง มีร่างเป็นรายมือใส่กระดาษเอสี่มาหนึ่งแผ่น "วันนี้เราปิดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาไหมนะค่ะ" ยายบอกเขาไปอย่างนั้น "ช่วยหน่อยเถอะครับ แผ่นเดียวเอง คิดเท่าไรก็ได้" ชายคนนั้นว่าอย่างนั้น แต่ยายก็ปฎิเสธ ชายคนนั้นบอกว่า "งั้นให้แผ่นละสามร้อยเลย" ยายสวนกลับบอกว่า "ให้มากกว่านั้นเราก็ไม่ทำ พรุ่งนี้มาใหม่ดีกว่านะค่ะ"
ผมบอกยาย เราน่าจะรับนะ ยายไม่ตอบอะไรมาก เพียงแต่ยิ้มๆ เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้น งานของยายไม่ได้ต้องการทำเพื่อเงินอย่างเดียว การได้สอนได้แนะนำ และทำให้ใครคนหนึ่งพิมพ์ดีดได้ดีนับเป็นเรื่องที่ยายภูมิใจกว่า มีศิษย์ของยายกลับมาเยี่ยมยายด้วย เพราะยายมีเมตตาต่อคนที่มาเรียนเสมอ
-5-
ความสนุกกับโรงเรียนเล็กๆของยายได้ไม่นาน ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก็ชัดเจน เครื่องพิมพ์ดีดถูกลดบทบาทลง เข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ และยายก็ป่วยด้วยวัยชรา โรงเรียนของยายต้อนรับนักพิมพ์ดีดน้อยลงเรื่อยๆ ไม่นาน นักเรียนรุ่นสุดท้ายก็มาถึง
อักษรนับล้านๆตัววิ่งผ่านผ้าหมึกส่งเสียงให้ยายมีลมหายใจตั้งแต่ยายยังสาวส่งเสียเลี้ยงลูกเก้าคนให้โต เรียนจบชั้นสูงๆ จนมีลูกหลานไปหมดแล้ว ลมหายใจของยายเบาบางลงเรื่อยๆ จนวันแห่งวาระสุดท้ายก็มาถึง ยายสิ้นไปเสมือนการจากไปพร้อมๆกับตัวอักษรตัวสุดท้ายดีดลงบนแป้นหมึก อักษรตัวนั้นถูกดีดลงด้วยแรงเพียงเล็กน้อย ปล่อยให้อักษรกลับด้านตัวหนึ่งสัมผัสลงผ้าหมึกกดลงกระดาษสีขาวสะอาดปรากฏเป็นตัวอักษรจางๆตัวหนึ่งที่ไม่เป็นคำหรือประโยคใดๆต่อจากนั้น
-6-
เสียงกดบนแป้นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ส่งตัวอักษรลงบนหน้าจอที่มีหน่วยความจำมากกว่าสมองมนุษย์หลายล้านเท่าดังต่อเนื่องจากตัวอักษรของเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆที่ถูกทิ้งไว้เพียงสมบัติของยาย แต่ตัวอักษรโลหะเหล่านั้นของยายยังเป็นต้นทุนแห่งการสะกดคำในชีวิตต่อเนื่องจากนั้นมา
อักษรของยายส่งเสียงดังเป็นจังหวะให้ชีวิตเดินไปด้วยแรงดีดที่บอกว่า ค่อยๆน่ะหลาน ค่อยๆเดิน ไม่ต้องรีบร้อน เห็นตัวอักษรเหล่านั้นไหม จากแป้นพิมพ์ดีดนั้น ตั้งใจทำเหมือนค่อยสัมผัสแป้น อักษรก็จะถูกต้องประโยคก็จะถูกต้อง ชีวิตก็จะถูกต้อง เร็วๆแล้วผิดนะ ก็เสียเวลา ต้องแก้ไขเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก กระดาษขาวก็จะไม่สวยงามเปื้อนไปด้วยอักษรที่ไม่ต้องการ ชีวิตและอักษรทุกตัวของยายจึงเกิดขึ้นช้าๆแต่ถูกต้องมากกว่า
-7-
ทุกวันนี้เสียงของอักษรยังดังขึ้นเมื่ออักษรแต่ละตัวปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งขณะเขียนเรื่องนี้และตัวอักษรสุดท้ายของประโยคนี้!
...

...
เคยเรียนพิมพ์ดีดอยู่เหมือนกันค่ะ สมัยอยู่ม.ต้น
จำไม่ได้แล้วว่าวิชาอะไร ที่ที่เราเรียนเป็นพิมพ์ดีดอังกฤษ
อย่างที่คุณว่า ต้องค่อย ๆ เคาะ เคาะเบาไปอักษรก็จาง เคาะหนักเกินกระดาษก็บุ๋ม แถมเทื่อยนิ้วอีก กดเร็วมั่วซั่วก็พิมพ์พลาดทำให้กระดาษมีมลทิน
...
เราเรียนวิชานั้นอยู่ได้เทอมนึงมั้ง
ก่อนจบวิชาอาจารย์สอนให้พิมพ์ดีดเป็นรูปตามลายปักผ้า ยิ่งต้องตั้งใจหนักเข้าไปใหญ่ แต่ก็เป็นงานที่น่ารักดี
...
ช่วงที่เราเรียนพิมพ์ดีดเป็นช่วงเดียวกับที่คอมฯเพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ
หลังจากนั้นไม่นานคนก็ค่อย ๆ ใช้พิมพ์ดีดกันน้อยลง
เราไม่ได้ใช้พิมพ์ดีดอีกหลังจากนั้น แถมไม่มีวิชาการพิมพ์ใด ๆ ติดตัวมาเลย
แต่ยังชอบพิมพ์ดีดนะ
โดยเฉพาะแบบตัวอักษรที่พิมพ์ออกมา
ดูคลาสสิคดี
#1 By ระหว่างทาง on 2006-06-01 22:52