เก็บไว้นานๆ
posted on 08 Oct 2006 23:06 by lonelysyndrome in Dust-words..
.

เด็กสามคนรอเข้าเรียนตอนเช้า,ฮานอย 2006
..
..
ได้ทำงานที่ตนรัก ทำตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ
คบหาเพื่อนรู้ใจสัก 2-3 คน มีหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้
เพียงเท่านี้อาจถือได้ไหมว่า เป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ
พจนา จันทรสันติ
ชัยชนะ, พค.2526
-1-
ในโลกนี้มีคนทำงานอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือ คนที่ทำงานเพราะรัก ประเภทที่สองคือ คนที่ทำงานเพื่อความจำเป็น ถ้าการเริ่มต้นอาชีพด้วยตำแหน่งวิศวกร ใครๆมักคิดว่าข้าพเจ้าคงรักและภูมิใจในตำแหน่งนั้น
แต่ข้าพเจ้าเป็นประเภทหลัง คือทำด้วยความจำเป็น ไม่ได้ทำเพราะความรัก ในที่ทำงาน ก็มีคนสองประเภทด้วยชัดเจน แต่ส่วนใหญ่เป็นประเภทหลัง
ส่วนประเภทแรกมีคนๆหนึ่งข้าพเจ้าพบเขาในวันที่มาสัมภาษณ์งาน เขาเป็นเด็กหนุ่มซื่อๆ ถามไปตอบมา จะมี ครับ ติดท้ายประโยคทุกครั้ง ก่อนกลับวันนั้น ข้าพเจ้าถามว่า ถ้าข้าพเจ้าสั่งให้ไปชงกาแฟ ทั้งๆที่ยังมีงานอยู่ในมือจะทำอย่างไร และคำตอบสุดท้ายในวันนั้น ถือเป็นผลตัดสินใจได้เลยว่าจะรับเด็กหนุ่มคนนั้นเข้าทำงานหรือไม่
เขาทำทุกอย่างที่เป็นคำสั่ง ไม่เคยมีคำว่า "ไม่" นำหน้าหรือตามท้าย ไม่เคยทำให้รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ ส่วนคนอื่นๆ มักมีเงื่อนไขเสมอ ไม่รู้ทำยังไง ทำไม่เป็นครับ หรือไม่มีเวลาครับ และที่สำคัญส่วนใหญ่คิดว่าถ้าไม่ใช่งานของตัวเองนอกหนือจากหน้าที่ยิ่งต้องปฏิเสธ
แต่เด็กหนุ่มคนนั้น แม้จะเป็นงานที่เหนื่อยแต่ก็ไม่เคยอารมณ์เสีย ยิ้มและอารมณ์ดีตลอดเวลา ได้ครับพี่...ตลอด งานที่ใส่ใจ ก็เกิดความผูกพัน พิถีพิถัน เข้าใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ เขาเรียนรู้งานเร็ว และไม่เคยหยุดลังเล เขาพร้อมที่จะรับคำสั่งใหม่ๆอยู่ตลอด
..
ไม่เคยใช้เขาไปชงกาแฟหรือทำงานอย่างอื่นใดๆที่เพื่อตัวข้าพเจ้าเองอย่างที่เคยถามในห้องสัมภาษณ์ แต่การรับว่าจะทำให้แม้นอกเหนือหน้าที่นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเราจะทำงานกันได้สะดวกขึ้น หากหน้าที่มีอยู่ร้อยเปอร์เซนต์แต่เขาทำได้ร้อยยี่สิบ เขาก็ควรได้รับการพิจารณาก่อนคนอื่นเมื่อถึงเวลาที่เขาจะได้อะไรตอบแทน
คำตอบของเด็กหนุ่มในวันที่สัมภาษณ์ กับการทำงาน คือผลที่ทำให้ข้าพเจ้าจัดกลุ่มให้เขาเป็นประเภทที่หนึ่ง ข้าพเจ้าคิดเอาเองว่าเขารักงานที่เขาทำ เพราะงานที่เขาทำมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอยู่ตลอดทุกครั้ง งานจะดีหรือเสีย เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบเสมอ
-2-
ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องๆหนึ่งสมัยทำงานใหม่ๆ ผู้จัดการที่ข้าพเจ้านับถือเล่าเรื่องๆนี้ให้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า...
ลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านแห่งหนึ่ง
ด้วยความหิวจึงรีบสั่งอาหารกับพนักงานคนหนึ่ง
พนักงานคนนั้นก็รับออเดอร์และหายเข้าไปในครัว
ผ่านไปสิบห้านาที...อาหารที่สั่งยังไม่มีวี่แวว
..
เขากระสับกระส่าย เผอิญมีพนักงานคนที่สองเห็นลูกค้าท่าทางไม่พอใจ
ท่านครับ ได้สั่งอาหารไปหรือยัง สั่งได้เลยนะครับ
หรือสั่งไปแล้ว ถ้าท่านสั่งแล้ว ท่านสั่งอะไรครับ ผมจะไปตามให้
ลูกค้าต่อว่าด้วยความหิวทันที
ก่อนเดินจากโต๊ะลูกค้ามา พนักงานคนที่สองบอกว่า
ท่านรออีกไม่เกินห้านาทีนะครับ
และก็เดินจากโต๊ะลูกค้านั้นไป
..
เขาลองรอดูอีกครั้ง
พนักงานคนแรกกลับมา
ขอโทษด้วยนะครับ พอดีอาหารที่ท่านสั่ง วัตถุดิบอย่างหนึ่งหมดพอดี
ท่านเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม
ลูกค้าสวนทันที ไม่เอาแล้ว และก็ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้
พนักงานคนที่สองกลับมาพอดีพร้อมอาหารจานดังกล่าวมาด้วย
ด้วยความหิว ลูกค้าจึงไม่ได้ทันอะไรต่อก็รับอาหารและจัดการทันที
ผ่านไปจนอาหารหมดจาน
..
ลูกค้าเกิดนึกสงสัย เลยเรียกพนักงานคนที่สองมาสอบถาม
เธอไปเอาวัตถุดิบที่หมดไปมาจากไหน ในเมื่อเพื่อนเธอเขาว่ามันหมดไปแล้ว
ครับ ผมเห็นท่านอารมณ์ไม่ดีแล้ว ท่านอาจรอนานจนหิวและไม่พอใจ
ทางร้านผิดเองครับ และวัตถุดิบก็หมดจริงๆ
ผมเลยวิ่งไปร้านข้างๆขอซื้อมานิดหน่อยเพื่อพอทำให้ท่านนะครับ
อืมม์ นโยบายร้านนี่ดีจังนะ แล้วผู้จัดการร้านอยู่ไหนล่ะให้เงินเธอไปซื้อหรอ
เปล่าครับ นั่นมันเงินผมเอง ไม่เป็นไรหรอกครับ
ถ้ารอผู้จัดการท่านอาจไม่ได้กิน และโมโหเดินจากร้านนี้ไปและไม่กลับมาอีกเลย
ผมจึงแก้ไขไปก่อนนะครับ
แน่นอน ลูกค้าไม่พอใจก่อนหน้านั้น แต่เขาประทับใจพนักงานคนนี้
หลายเดือนต่อมาลูกค้ารายนี้มีโอกาสกลับมาใหม่ เขาเรียกหาพนักงานคนนั้น
ขอโทษนะครับ ตอนนี้เขาไม่ได้ทำอยู่ตรงนี้แล้วครับ พนักงานคนหนึ่งบอก
เขาลาออกไปแล้วหรอ
เปล่าครับ เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าไปทำงานข้างบนแล้วล่ะครับ
-3-
เด็กหนุ่มทำงานได้ไม่นานก็พบรักกับเพื่อนสาวในที่ทำงาน ผ่านไปเกือบปี เรื่องน่าจะดำเนินไปด้วยดี แต่จู่ๆฝ่ายหญิงขอลาจากไปสะอย่างงั้น
ใครๆก็บอกว่าเขาไม่สดใส่ ร่าเริง อารมณ์ดีเหมือนก่อน อาการเสียศูนย์ทำให้เขาพร่ำออกมากับเพลง "ศาลาพักใจ" เขาอินกับเพลงนี้จนข้าพเจ้าได้ยินเรื่อยๆ เป็นอยู่อย่างนั้นสักพัก ไม่นานเขากลับสดใสอีกครั้งด้วยรยะหลังมีโทรศัพท์เรียกเขามาบ่อยๆ จนข้าพเจ้าต้องทำเป็นหูทวนลมและเอาตาไปไร่ เพื่อการเยียวยาและรักษาอาการเก่าๆ ยอมเสียงานนิดหน่อยไม่เสียหายมากหรอกครับ
-4-
ข้าพเจ้าผ่านช่วงทบทวนว่ารักงานที่ทำหรือไม่อย่างไรมาแล้ว ข้าพเจ้าเปลี่ยนงานจากบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานเกือบสามพันคน มาอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่มีเพียงร้อยกว่าคน เล็กๆที่ว่า กลับให้ความรู้สึกที่อยากไปทำงานมากกว่าแต่ก่อน บริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานออฟฟิศอยู่กันรอบตัวหันเพียงรอบเดียวก็เห็นกันครบ
ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ประธานบริษัทที่เป็นชาวญี่ปุ่น ก็เป็นพนักงานคนหนึ่ง ภาพเก่าๆที่ประธานนั่งอยู่ในห้องที่ไม่ค่อยออกมาพบโลกภายนอก แต่ที่นี่ หันหลังไปและเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงโต๊ะแล้ว
บริษัทที่ให้สิทธิเราได้มีโอกาสหลายๆอย่าง ข้าพเจ้าไม่รู้สึกว่าเป็นเพียงพนักงานบริษัท แต่มากกว่านั้นข้าพเจ้าอยากที่จะทำอะไรดีๆบ้าง สนับสนุนคนดี มากกว่าคนทำงานเก่ง สนับสนุนคนซื่อสัตย์ มากกว่าคนที่เห็นแก่ได้ส่วนตน ข้าพเจ้าเอาความเชื่อที่จริงใจนี้ใส่ไปในเนื้อหางานมากขึ้นทุกครั้ง
ในรอบปีข้าพเจ้าไม่เคยลาหยุดเลยสักครั้งเดียว
และเด็กหนุ่มคนนั้นยังสนุกอยู่กับงาน ไม่เคยหยุด ไม่เคยลา ไม่เคยสาย ไม่เคยขัดคำสั่ง เขาทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่า งานที่จำเป็นก็เป็นงานที่ทำด้วยความรักก็ได้ แม้มันจะเหนื่อย หรือหน่าย แต่ถ้าใส่ใจจริงจังกับมันอย่างตอนนี้ ข้าพเจ้าก็เชื่อตามอย่างที่เด็กคนนั้นทำให้ดูไปแล้ว
ข้าพเจ้าเคยเล่าเรื่องพนักงานในร้านอาหารให้ใครๆหลายคนฟัง เพราะมันเป็นเรื่องราวที่ใช้สอนให้คิด แต่มาวันนี้ เรื่องของลูกน้องข้าพเจ้าอาจต้องเป็นเรื่องที่ใช้อธิบายแทนเสียแล้ว และมันจะยิ่งสมบูรณ์ขึ้น ถ้าเขายังอยู่และทำอย่างที่เป็นอยู่เรื่อยไป ถ้ามีโอกาสข้าพเจ้าจะเลื่อนให้เข้าเป็นหัวหน้าโดยไม่ต้องลังเลใจโดยทันที
-5-
ถ้าถามใหม่อีกครั้งว่า ทำงานอยู่นี่ ทำเพราะรัก หรือทำเพราะความจำเป็น ข้าพเจ้าคงไม่เลือกตอบ แต่อยากเล่าเรื่องเด็กหนุ่มคนหนึ่งให้ฟังเพียงเท่านั้น
..
..
น้อยก็หนึ่ง,ศุ บุญเลี้ยง
ถึงแม้เหนื่อยแค่ไหน
#1 By alienboon on 2006-10-09 01:16