พวกเขาไม่เคยปล่อยให้เราเหงา
posted on 17 Nov 2006 01:55 by lonelysyndrome in Dust-words
-1-
ผมนึกและคิดถึงเสียงครกกระเดื่องไม้ดังสลับจังหวะกันในเช้ารุ่งวันหนึ่ง
หมอกสีขาวเคลือบคลุมท้องฟ้า บรรยากาศ หมู่บ้าน เนินเขา อากาศเย็น ละอองจากน้ำค้างเกาะสัมผัสพื้นดิน ต้นไม้ และใบหน้า
เด็กๆจับกลุ่มและผิงไฟจากท่อนไม้แห้งที่เก็บไว้ตั้งแต่ฤดูก่อน เสียงไฟเผาไม้แห้งๆแตกเสียงดังในกองไฟ เปลวแสงจากกองฟืนแตกกระพริบเล็กๆ กลิ่นไม้เนื้อแข็งแห้งดำเจือความอุ่นแทรกซึมบรรเทาอากาศหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี
เวลาของฤดูหนาวในปีนั้นดูยาวนานที่สุดสำหรับชีวิตของผม ผ้าห่มของเมื่อคืนอุ่นได้ไม่เท่าการผิงไฟในวงล้อมเดียวกันกับคนในหมู่บ้าน
หากอยู่บนบ้าน เรือนไม้ไผ่ เตาไฟจะอยู่กลางบ้าน ยามบ่ายวงน้ำชามักเกิดขึ้นบริเวณนั้น ชาของหมู่บ้านจะพูดไป กลิ่นคั่วใหม่ๆ ในเตาฟืนที่จุดเองหอมอุ่นใจเลยทีเดียว
หินสามก้อนเรียงตั้งในกระบะเตาไฟสำหรับวางหม้อต้มน้ำ อายุของหินสามเส้านานเกินกว่าอายุของเรือนไม้ไผ่หลังที่อาศัยอยู่มาก เรือนไม้ที่เค้าโครงเก่าแก่แต่ฝาเรือนและหลังคาเปลี่ยนใหม่ในช่วงเวลาที่ไม้ไผ่หมดอายุลง อย่างน้อยก็น่าจะฤดูหนาวปีหนึ่งถึงฤดูหนาวอีกปีหนึ่ง
หลังหมดหน้าเกี่ยวข้าว ย่างเข้าเดือนพฤศจิกา ใต้ถุนเรือนถูกดัดแปลงให้เป็นเรือนทอผ้าของสาวๆ เด็กผู้หญิงเรียนรู้จักการทอผ้าตั้งแต่เล็กๆ สีของผ้าทออย่างหมู่บ้านที่นี่เกิดขึ้นจากการค้นหาในธรรมชาติ
สีน้ำตาลส่วนใหญ่ไม่ใช่รากไม้ก็เป็นลำต้น ส่วนสีแดง สีม่วง มีหลากเฉดสีที่หาได้ในผืนป่ารอบหมู่บ้าน ฤดูหนาวเดือนพฤศจิกาอย่างนี้ จึงกลายเป็นฤดูกาลแห่งการทอผ้า
แรงบันดาลใจเพียงผีเสื้อที่มีบินอยู่มากมายในลำธารข้างหมู่บ้านก็ถูกบันทึกลงในบนผืนผ้า ย่าม เสื้อ ผ้าขาวม้า คือผลผลิตในฤดูหนาว
วงน้ำชาบนบ้าน และเรือนทอผ้าใต้ถุนบ้าน บรรยากาศที่ผมรู้สึกถึงความเรียบง่าย ไม่ว่าจะร่วมวงไหนก็ตาม
มักรู้สึกไปว่าทุกคนมีความสุขดี สุขในรูปแบบที่ไม่มีสิ่งอื่นใดมาเจือปน
เสียงนาฬิกาในหมู่บ้านกลางหุบเขา มีชีวิตชีวา ขันร้องส่งเสียงเช้าเย็นตีปีกอยู่บนกิ่งไม้ หลังคาบ้าน
แสงแดดสุดท้ายลับมุมหนึ่งของสันเขาลงไปในเวลาใดของเข็มนาฬิกานั้นไม่มีใครสนใจ
ควันไฟสีขาวๆลอยตัวขึ้นมาจากหลังคามุ่งแฟกในยามเย็น อาหารมื้อเย็นกำลังปรุงสดใหม่ในเรือนใต้หลังคานั้น แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันพริบสั่นไปตามแรงลม ฉากเงาสะท้อนภายในเรือนไม้ไผ่บันทึกลงบนฝาผนังของตัวบ้าน หมู่บ้านขนาดยี่สิบหลังคาเงียบสงบยิ่งในยามค่ำ
ความสงัดเกิดความสงบให้กับผู้คน บ้านบางหลังล้อมลงนั่งรอบเตาไฟ สามเส้าไม่เศร้าสมชื่อ อบอุ่นด้วยฟืนไฟอีกครั้ง ชาที่ปลูกเพื่อใช้ชงดื่มมีไม่มากพอที่จะทำเป็นการค้า กำไรหรือขาดทุนเป็นเรื่องที่อยู่นอกหมู่บ้านนี้
ราวสักสิบลำธาร ขึ้นลงเขาไม่รู้จักกี่ลูก เหนื่อยจนหายและเหนื่อยอีก ไม่น้อยกว่าสี่ชั่วโมงที่ใช้เวลาเดินถึงหมู่บ้าน นอกจากน้ำฝนและลำธารแล้ว ไม่มีก๊อกน้ำประปา มีแต่ประปาภูเขาที่ต่อเชื่อมกันยาวมาจากต้นน้ำด้านบนภูเขา น้ำใสและเย็นพอๆกับอุณหภูมิในตู้แช่เย็นแบบเมืองๆ ไหลเข้าหมู่บ้านดดยไม่เคยขาดสาย
นอกจากไฟตะเกียงน้ำมันแล้ว ไฟฟ้าที่เปิดปิดจากสวิทซ์นั้นไม่มี ต้องจุดต้องต่อเอา จากดวงนี้ไปดวงนั้น เชื่อมถึงกันด้วยพลังจากธรรมชาติล้วนๆ
ถนนที่เป็นเพียงทางเดินและรองรับมอเตอร์ไซด์ในหมู่บ้านเพียงไม่กี่คัน ก็กว้างกว่าแขนกางออกสองแขนไม่มากไปจากนั้นเท่าไหร่ ถนนที่อาจเรียกได้แค่ว่าเส้นทางเดินเข้าหมู่บ้าน จะเข้าจะออกเป็นเรื่องไม่ยากแต่ไม่ค่อยมีใครจะเข้าออกหมู่บ้านบ่อยๆ
ที่อยู่สุดทางเดินคือหมู่บ้านแห่งนั้น ใจกลางป่าผืนที่เรียกว่าเมืองปาน พื้นที่ติดต่อระหว่างสามจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ป่าผืนนั้นคลุมทั้งสามจังหวัด และสามารถเดินทะลุได้ถึงกันหมด
เทือกเขาเดียวกันล้อมรอบคลุมทั้งหมดของป่า จุดสูงที่สุดบนเทือกเขา มีต้นไม้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพรักษา บริเวณนั้นร่มรื่น เหนื่อยและเมื่อยก็จะหมดสิ้นเป็นปลิดทิ้ง ก้อนเมฆยามนั้นลอยมาจากทิศเหนือขึ้นไป กำลังจะพัดลงไปทางใต้ สายน้ำก็เช่นกัน ต้นลำธารเกิดผุดพรายจากผืนดินเล็กๆ ค่อยๆหลอมรวมเป็นน้ำและหล่นไหลไปตามหน้าผาและก้อนหิน เป็นลำธารสายหนึ่งๆขึ้น ไหลเรื่อยๆจากทิศเหนือเช่นกัน
เช้าจรดมืด นอกจากท้องฟ้าและลำธารแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ในหมู่บ้านคือเด็กๆ โลกแห่งความเป็นจริงของเด็กๆเกิดขึ้นที่นี่
เด็กๆผู้ชายเติบโตพร้อมมีดเล่มหนึ่ง ย่าม และความกล้าหาญ เมื่อพูดถึงป่าความฮึกเหิมของเด็กผู้ชายลุกใสในแววตา กระตือรือร้นที่จะเข้าไปเพื่อทดสอบจิตใจของตัวเอง เรื่องการปีนป่าย ยิงนก หรือเก็บลูกไม้ เป็นความเพลิดเพลินยิ่ง
ส่วนเด็กผู้หญิง ตื่นเต้นเหมือนกันที่จะติดตามเฝ้ามองกลุ่มที่อยู่ข้างหน้า ลองชิมลูกไม้ที่พวกผู้ชายเก็บลงมา หรือแก่กระหายด้วยกระบอกรองน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ที่เด็กผู้ชายคอยบริการตัดให้
เมื่อยามค่ำคืนมาถึง วงของเด็กๆ มีกิจกรรมง่ายๆ เกิดขึ้นท่ามกลางแสงเทียนเล่มเล็กๆ เสียงเจื้อยแจ้วแว่วดังพอทำให้หมู่บ้านรู้สึกสดชื่นพร้อมๆกับเสียงเด็กๆ
พวกเขาไม่ปล่อยให้เราเหงา นอกจากเด็กๆแล้ว บางคืนพ่อเฒ่า แม่แก่ เข้าร่วมวงกับเรา กองไฟอาจถูกจุดในคืนนั้น เพราะเทียนไขเล่มเล็กคงไม่เพียงพอ
เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดตกถึงเด็กๆ แทรกซึมวิถี และการดำรงค์ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่เบียดเดบียนป่าเขาและลำธาร ซ้ำยังปลูกฝัง รักษาและดูแลด้วยวิธีการที่ตกทอดมาสืบต่อไป
เรื่องราวและคำสอนจึงซึมแทรกอยู่ในกองฟืนและวงน้ำชาเช่นนี้
แสงอุ่นจากท่อนไม้เบื้องหน้า มันอุ่น มันอินในหัวใจคนเมืองอย่างผมเป็นที่สุด คนที่ไม่ใช่ญาติ ผูกพันธ์กันพอสมควรก็เข้าใจได้ แต่เรารู้สึกถึงกันมากกว่านั้น จดหมายหย่อนลงตู้ตีตรามาจากหมู่บ้าน และถูกส่งกลับออกจากกรุงเทพ เวลาของการส่งจดหมายคุยกันเป็นช่วงที่กินเวลาเนิ่นนานพอสมควร
เด็กๆโตพอที่จะหาทางเดินและเลือกมากกว่ารุ่นพ่อแก่แม่แก่เท่าที่มีมา มีบ้างที่ออกไปทำงานในเมือง
ทีวี โทรศัพท์มือถือหลังคากระเบื้องเดินทางเข้าถึงหมู่บ้านหลังจากนั้นสามปีและนับจากปีนั้นมาการสื่อสารไร้พรมแดนกลับทำให้เราห่างกันมากกว่าเดิม
ผมนึกถึงในวันที่อยู่ในหมู่บ้าน อากาศพาลจะให้คิดถึงคนทางบ้านที่จากมา อากาศหนาวก็หนาว เย็นก็เย็น แต่ก็อุ่นในวงล้อมของพวกเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
และทุกลมหนาวมาเยือนผมก็ระลึกถึงหมู่บ้านกลางหุบเขาแห่งนี้เสมอๆ และไม่มีคำว่าเหงาเจือจานอยู่ในนั้นแม้แต่น้อย
-2-
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มาเมื่อวันก่อน เป็นสายของเพื่อนที่สมัยหนึ่งเราเคยไปค่ายด้วยกัน เธอกำลังจะกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านแห่งนั้นในปลายธันวาที่จะถึงนี้
..
....
บทเพลงใต้แสงดาว,ศุ บุญเลี้ยง
..
....

เล่าแล้วเราเห็นภาพบรรยากาศนั้นเลย...
#1 By นายฉิม on 2006-11-17 08:06