ตัวอักษรเดินทาง
posted on 07 Dec 2006 22:04 by lonelysyndrome in Dust-words
ตัวอักษรซ่อน ปลูก ผูกความหวัง
ประดับดั่งดอกไม้ในอักษร
หล่อเลี้ยงเพียงหัวใจในบางตอน
ก็ยังเป็นเมล็ดอักษรอย่างนั้นเอง
ผมเชื่อว่าตัวอักษรที่ได้ผสมผสานขึ้นมานั้นมันก็ทำหน้าที่ของมันไป หนังสือหลายเล่มพูดให้ความหวังในจังหวะที่เรากำลังแย่ๆ ตัวหนังสือบางตัวกอบหัวใจที่แตกไปแล้วหลอมรวมขึ้นมาใหม่ บทกวีบางบทนำความจรรโลงใจมาให้ บางบทเพลงสร้างความสำราญใจได้อย่างน่าอัศจรรย์
เราอาจไม่รู้เลย ความจริงผู้อยู่เบื้องหลังที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆเหล่านั้น อาจเขี้ยวกรำงาน พิถีพิถันบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา จนเป็นรูปเป็นร่าง ใช้เวลาใช้เรียวแรงมากมาย จนได้เป็นเรื่องราว จนเกิดเป็นสิ่งที่จับต้องได้ บางครั้งไม่ง่ายที่จู่ๆจะเสกมันออกมาได้
ผมเชื่ออย่างนั้น เปรียบง่ายๆว่า ดอกไม้งดงามได้ก็มาจากการดูแลเอาใจใส่ที่ดี มอบความรัก ความไว้วางใจต่อกัน เรียนรู้ ส่งถ่ายความรักจนเกิดความผูกพันต่อกัน
ตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นเรื่องราว ก็คงไม่ต่างกัน
ในโลกนี้มีคนเขียนหนังสือเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวินาที เพียงคลิกไปตามหน้าต่างสี่เหลี่ยมที่เชื่อมถึงกัน ก็จะเจอเรื่องราวมากมาย
แม้แต่ผมเองที่เริ่มลงมือเขียนอะไรต่อมิอะไรในหน้าต่างแห่งนี้ นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนบัดนี้ครบหนึ่งปีแล้ว จากเคยเขียนในกระดาษ ด้วยปากกา ลงมือร่าง ขีด ฆ่า ลบ เพื่ออ่านเอง ในสมุดบ้าง เศษกระดาษบ้าง เมื่อได้มากดแป้น พิมพ์โน้นพิมพ์นี่แทน
ในหน้าต่างบานนี้ ผมปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในวันนั้น ได้แต่เขียนอะไรๆไปเรื่อยเปื่อย ทุกข์ก็เขียน สุขก็เขียน เศร้าก็เขียน เขียนไปอย่างคนไม่มีทักษะการเขียน แต่เมื่อได้เขียนนอกจากได้เรียนรู้การเขียนแล้ว ที่ได้มากกว่านั้น ก็ได้เรียนรู้จักตัวเองในหลายๆแง่มุม หลายๆอารมณ์
ใครๆก็บอกว่า การเขียนจะช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น
นอกจากนั้นแล้วยังมีคนมาช่วยอ่าน มาช่วยวิจารณ์ มาช่วยแนะนำ มาขยายความต่อ แลกเปลี่ยนกัน ต่างคนต่างมีมุมมอง เหมือนบ้าง ต่างบ้าง
ภาพบางภาพ เรื่องบางเรื่อง กลับสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นได้ก็ด้วยใครๆเหล่านั้นช่วยตบแต่งมัน และเรื่องราวเหล่านั้นก็ร้อยโยงเชื่อมนำไปสู่เรื่องอื่นๆอีกเยอะแยะมากมาย
จากเรื่องแรกสู่เรื่องที่สองที่สามเรื่อยมา
จากคนหนึ่งคนเข้ามา สองคนสามคนสี่คนและเพิ่มคนที่รู้จักกันมากขึ้น แลกเปลี่ยน ได้มุมมองมากขึ้น
ได้คิดถึงอดีตมากขึ้น เคยทิ้งสีทิ้งกระดาษ ก็ได้ระลึกและลองกลับมาหัดวาดรูปใหม่อีกครั้ง ได้กลับมาเขียนบทกลอนบทกวีอีกครั้ง ได้คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาซึ่งได้เลื่อนหายไปกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
ตั้งแต่เริ่มเอนทรี่แรกในวันนั้น จนถึงปัจจุบัน ตัวอักษรขี้หลิวขี้เหล่ก็ได้ทำหน้าที่ของมันไปมีคนสนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง แต่สำหรับผม นับตั้งแต่กดปล่อยเอนทรี่ไป ผมก็รู้สึกว่าตัวอักษรชองผมได้เดินทางไปแล้ว มันคงไม่ใช่ของผมต่อไปอีกนับตั้งแต่บัดนั้น
เพราะหน้าต่างที่เชื่อมต่อกันในนี้ ไม่มีทางที่เราจะเข้าใจได้ทั้งหมด ผมมาตัวเปล่า ผมก็ต้องอยู่หรือจากไปด้วยตัวเปล่าๆเช่นกัน
เมื่อตัวอักษรเดินทาง จะไปไหนหรือไม่ไปไหน ผมก็ไม่อาจทราบได้ มันคงตลกถ้าจะตีกรอบกักขังตัวอักษรของตัวเองไว้ และผมคงไม่ทำ เพราะมันไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากมายก็แค่ตัวอักษรที่ผสมผเสไปอย่างนี้แหละครับ
จุดที่ผมยืนอยู่ ผมรู้ว่าผมพอใจ สุขใจกับเรื่องที่เขียนไปได้แค่นั้นก็พอใจแล้ว มีนักคิดนักเขียนจำนวนไม่น้อยถูกล่วงละเมิดความคิด ความคิดเหล่านั้นสำคัญต่อเขา ผมเข้าใจและเป็นสิทธิที่จะเรียกร้องหรือขอร้องให้เคารพต่อความคิดของเขา
บางครั้งคนเราคงลืมอะไรไปบางอย่าง คำสอนของพระพุทธเจ้า เดินทางมากว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว ก่อนกฎหมายจะเกิดเสียด้วยซ้ำ แต่ความงดงามของคำสอนก็ยังคงอยู่ และจะอยู่เรื่อยไปโดยยังไม่เคยเห็นเจ้าของคำสอนมาทวงสิทธิ์
ส่วนตัวผม ความคิดผม ตัวอักษรของผมก็เป็นเพียงลมๆแล้งๆที่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายนักหากเปรียบกับคนอื่นๆ
เมื่อรับรู้ว่าใครบางคนได้นำเอาตัวอักษรของผมไปเรียบเรียงต่อ ไปทำใหม่ ผมก็คงไม่ไปท้วงอะไรทั้งนั้น เพราะตัวอักษรของผมมันเดินทางจากผมไปแล้ว หน้าที่ของผมจบลงไปแล้ว สิ้นสุดตั้งแต่วันที่ปล่อยเอนทรี่นั้นขึ้นหน้าต่างบานนี้
ใครคนที่ว่าเขาอยู่ในหน้าต่างบานนี้ครับ
http://myset.blogspot.com/2006/11/blog-post.html
ลองไปเยี่ยมเขาก็ได้ครับ ผมไปมาแล้วหลายรอบแต่ก็ได้แต่คิดไปต่างๆนานาว่าตัวอักษรที่ผมได้เขียนไป มันเดินทางไปเป็นส่วนหนึ่งของเอนทรี่หรือเรื่องหนึ่งของเขาได้อย่างไร
ผมคงไม่สอบถามเขาและไม่จำเป็นต้องไปค้นหาคำตอบอะไร
ส่วนอันนี้ เป็นต้นฉบับเดิมที่เขียนครั้งแรกที่หน้าต่างแห่งนี้ครับ
http://lonelysyndrome.exteen.com/20060824/entry
บทกวีที่ผมเขียนไว้ชื่อ "ไอฝันฟองอุ่น" กลายไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเรื่อง "การเดินทางของมันเทศ"
ได้แต่มองดูเพลินๆปนตลกหน่อยๆว่า เออแหะ! มันเดินทางไปได้....
หรือเขาเขียนเองขึ้นมาใหม่ โลกนี้มีอะไรบังเอิญได้ขนาดที่คิดที่เขียนได้เหมือนกันขนาดนั้นเลยหรือ ผมภาวนาให้เป็นอย่างนี้มากกว่า แต่คงหลอกตัวเองมากเกินไป
ลองดูสิครับ บางทีตัวอักษรของคุณๆ ก็อาจเดินทางไปไหนมาไหนได้ทั้งๆที่คุณไม่รู้ตัว แต่ผมว่ามองกันสนุกๆ มันก็งดงามนะในตัวอักษรที่ไปสู่ที่อื่น
มองเพียงตัวอักษรนะครับ อย่ามองตัวคนที่นำพาไปเพราะใจใครก็ใจมัน เราคงไม่ไปตัดสินเขาแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวด้วยเพียงแค่ตัวอักษรที่เขาพาไป
โลกธุรกิจและกฎหมาย คงอีกไกลสำหรับผม มีค่ายเพลง ค่ายหนัง วงการหนังสือกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างไปมากมาย
สำหรับผมที่ไม่ใช่นักเขียน ตัวอักษรของผมมันยังเดินทางหนีไป ก็ปล่อยมันไปเถอะนะครับ
แต่จะผูกพันกันบ้างก็เท่านั้นเอง
หมายเหตู : เรื่องที่เขียนครั้งนี้ไม่ได้สนับสนุนการล่วงละเมิดความคิดหรืองานผู้อื่นนะครับ แต่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองที่ไม่ไปยุ่งไม่ไปเกี่ยวแม้จะถูกล่วงละเมิดเล็กๆน้อยๆก็ตาม
มีบางเสียงสื่อความคล้ายว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องเล่นๆ นั้นผมรู้สึกแย่กว่านะครับ มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม และอย่ามาบอกว่าให้ทำใจนะครับ
หากมีเสียงบางส่วนมองว่าให้ทำใจ ผมกลับอยากลุกขึ้นมาทวงถามเพื่อเคลียร์ให้ชัด
ผมไม่ต้องการความเห็นอกเห็นใจนะครับ แต่ผมอยากฟังความคิดเห็นมากกว่า
ไม่เศร้าด้วยครับเพราะพยายามเข้าใจมันมากกว่า
และก็ไม่ยืดติดด้วยเพราะบอกไปแล้วข้างบน แต่คงรื่นรมย์หรือให้มีความสุขแบบให้มันปล่อยผ่านไปเฉยๆ นั้นคงไม่ได้หรอกครับ
แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรครับ
แต่ขอโทษไม่ทำใจแน่นอนครับ...
...
เพิ่มเติม : (วันที่ 8 ธันวาคม 49,9.30น.)
บุคคลที่กล่าวถึง เขาปิดบล็อคหนีหายไปแล้ว
แต่ตามเข้าไปดูได้ที่ link ข้างล่างครับ ซึ่งเป็นหน้าเวปที่ google.com เก็บไว้เป็นสำเนา
ถึงแม้หน้าเวปจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เข้าไปตาม Link ตรงนี้ครับ เรื่องสั้นที่ชื่อ "การเดินทางของมันเทศ"
ของ webloghttp://myset.blogspot.com
edit @ 2006/12/08 09:35:31
เวลาในขวดแก้ว, โชติ พึ่งอุดม


...
อยากเจอ "มันเทศน้อย" บ้างเหมือนกันค่ะ..
#1 By maebin on 2006-12-07 22:11