ตัวอักษรเดินทาง

posted on 07 Dec 2006 22:04 by lonelysyndrome  in Dust-words

 

ตัวอักษรซ่อน ปลูก ผูกความหวัง
ประดับดั่งดอกไม้ในอักษร
หล่อเลี้ยงเพียงหัวใจในบางตอน
ก็ยังเป็นเมล็ดอักษรอย่างนั้นเอง



ผมเชื่อว่าตัวอักษรที่ได้ผสมผสานขึ้นมานั้นมันก็ทำหน้าที่ของมันไป หนังสือหลายเล่มพูดให้ความหวังในจังหวะที่เรากำลังแย่ๆ ตัวหนังสือบางตัวกอบหัวใจที่แตกไปแล้วหลอมรวมขึ้นมาใหม่ บทกวีบางบทนำความจรรโลงใจมาให้ บางบทเพลงสร้างความสำราญใจได้อย่างน่าอัศจรรย์

เราอาจไม่รู้เลย ความจริงผู้อยู่เบื้องหลังที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆเหล่านั้น อาจเขี้ยวกรำงาน พิถีพิถันบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา จนเป็นรูปเป็นร่าง ใช้เวลาใช้เรียวแรงมากมาย จนได้เป็นเรื่องราว จนเกิดเป็นสิ่งที่จับต้องได้ บางครั้งไม่ง่ายที่จู่ๆจะเสกมันออกมาได้

ผมเชื่ออย่างนั้น เปรียบง่ายๆว่า ดอกไม้งดงามได้ก็มาจากการดูแลเอาใจใส่ที่ดี มอบความรัก ความไว้วางใจต่อกัน เรียนรู้ ส่งถ่ายความรักจนเกิดความผูกพันต่อกัน

ตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นเรื่องราว ก็คงไม่ต่างกัน

ในโลกนี้มีคนเขียนหนังสือเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวินาที เพียงคลิกไปตามหน้าต่างสี่เหลี่ยมที่เชื่อมถึงกัน ก็จะเจอเรื่องราวมากมาย

แม้แต่ผมเองที่เริ่มลงมือเขียนอะไรต่อมิอะไรในหน้าต่างแห่งนี้ นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนบัดนี้ครบหนึ่งปีแล้ว จากเคยเขียนในกระดาษ ด้วยปากกา ลงมือร่าง ขีด ฆ่า ลบ เพื่ออ่านเอง ในสมุดบ้าง เศษกระดาษบ้าง เมื่อได้มากดแป้น พิมพ์โน้นพิมพ์นี่แทน

 

ในหน้าต่างบานนี้ ผมปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในวันนั้น ได้แต่เขียนอะไรๆไปเรื่อยเปื่อย ทุกข์ก็เขียน สุขก็เขียน เศร้าก็เขียน เขียนไปอย่างคนไม่มีทักษะการเขียน แต่เมื่อได้เขียนนอกจากได้เรียนรู้การเขียนแล้ว ที่ได้มากกว่านั้น ก็ได้เรียนรู้จักตัวเองในหลายๆแง่มุม หลายๆอารมณ์

ใครๆก็บอกว่า การเขียนจะช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น

นอกจากนั้นแล้วยังมีคนมาช่วยอ่าน มาช่วยวิจารณ์ มาช่วยแนะนำ มาขยายความต่อ แลกเปลี่ยนกัน ต่างคนต่างมีมุมมอง เหมือนบ้าง ต่างบ้าง

ภาพบางภาพ เรื่องบางเรื่อง กลับสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นได้ก็ด้วยใครๆเหล่านั้นช่วยตบแต่งมัน และเรื่องราวเหล่านั้นก็ร้อยโยงเชื่อมนำไปสู่เรื่องอื่นๆอีกเยอะแยะมากมาย

จากเรื่องแรกสู่เรื่องที่สองที่สามเรื่อยมา

จากคนหนึ่งคนเข้ามา สองคนสามคนสี่คนและเพิ่มคนที่รู้จักกันมากขึ้น แลกเปลี่ยน ได้มุมมองมากขึ้น

ได้คิดถึงอดีตมากขึ้น เคยทิ้งสีทิ้งกระดาษ ก็ได้ระลึกและลองกลับมาหัดวาดรูปใหม่อีกครั้ง ได้กลับมาเขียนบทกลอนบทกวีอีกครั้ง ได้คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาซึ่งได้เลื่อนหายไปกลับมาชัดเจนอีกครั้ง

ตั้งแต่เริ่มเอนทรี่แรกในวันนั้น จนถึงปัจจุบัน ตัวอักษรขี้หลิวขี้เหล่ก็ได้ทำหน้าที่ของมันไปมีคนสนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง แต่สำหรับผม นับตั้งแต่กดปล่อยเอนทรี่ไป ผมก็รู้สึกว่าตัวอักษรชองผมได้เดินทางไปแล้ว มันคงไม่ใช่ของผมต่อไปอีกนับตั้งแต่บัดนั้น

เพราะหน้าต่างที่เชื่อมต่อกันในนี้ ไม่มีทางที่เราจะเข้าใจได้ทั้งหมด ผมมาตัวเปล่า ผมก็ต้องอยู่หรือจากไปด้วยตัวเปล่าๆเช่นกัน

เมื่อตัวอักษรเดินทาง จะไปไหนหรือไม่ไปไหน ผมก็ไม่อาจทราบได้ มันคงตลกถ้าจะตีกรอบกักขังตัวอักษรของตัวเองไว้ และผมคงไม่ทำ เพราะมันไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากมายก็แค่ตัวอักษรที่ผสมผเสไปอย่างนี้แหละครับ

จุดที่ผมยืนอยู่ ผมรู้ว่าผมพอใจ สุขใจกับเรื่องที่เขียนไปได้แค่นั้นก็พอใจแล้ว มีนักคิดนักเขียนจำนวนไม่น้อยถูกล่วงละเมิดความคิด ความคิดเหล่านั้นสำคัญต่อเขา ผมเข้าใจและเป็นสิทธิที่จะเรียกร้องหรือขอร้องให้เคารพต่อความคิดของเขา

บางครั้งคนเราคงลืมอะไรไปบางอย่าง คำสอนของพระพุทธเจ้า เดินทางมากว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว ก่อนกฎหมายจะเกิดเสียด้วยซ้ำ แต่ความงดงามของคำสอนก็ยังคงอยู่ และจะอยู่เรื่อยไปโดยยังไม่เคยเห็นเจ้าของคำสอนมาทวงสิทธิ์

ส่วนตัวผม ความคิดผม ตัวอักษรของผมก็เป็นเพียงลมๆแล้งๆที่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายนักหากเปรียบกับคนอื่นๆ

เมื่อรับรู้ว่าใครบางคนได้นำเอาตัวอักษรของผมไปเรียบเรียงต่อ ไปทำใหม่ ผมก็คงไม่ไปท้วงอะไรทั้งนั้น เพราะตัวอักษรของผมมันเดินทางจากผมไปแล้ว หน้าที่ของผมจบลงไปแล้ว สิ้นสุดตั้งแต่วันที่ปล่อยเอนทรี่นั้นขึ้นหน้าต่างบานนี้

ใครคนที่ว่าเขาอยู่ในหน้าต่างบานนี้ครับ

http://myset.blogspot.com/2006/11/blog-post.html

ลองไปเยี่ยมเขาก็ได้ครับ ผมไปมาแล้วหลายรอบแต่ก็ได้แต่คิดไปต่างๆนานาว่าตัวอักษรที่ผมได้เขียนไป มันเดินทางไปเป็นส่วนหนึ่งของเอนทรี่หรือเรื่องหนึ่งของเขาได้อย่างไร

ผมคงไม่สอบถามเขาและไม่จำเป็นต้องไปค้นหาคำตอบอะไร

ส่วนอันนี้ เป็นต้นฉบับเดิมที่เขียนครั้งแรกที่หน้าต่างแห่งนี้ครับ

http://lonelysyndrome.exteen.com/20060824/entry

บทกวีที่ผมเขียนไว้ชื่อ "ไอฝันฟองอุ่น" กลายไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเรื่อง "การเดินทางของมันเทศ"

ได้แต่มองดูเพลินๆปนตลกหน่อยๆว่า เออ
แหะ! มันเดินทางไปได้....

หรือเขาเขียนเองขึ้นมาใหม่ โลกนี้มีอะไรบังเอิญได้ขนาดที่คิดที่เขียนได้เหมือนกันขนาดนั้นเลยหรือ ผมภาวนาให้เป็นอย่างนี้มากกว่า แต่คงหลอกตัวเองมากเกินไป

ลองดูสิครับ บางทีตัวอักษรของคุณๆ ก็อาจเดินทางไปไหนมาไหนได้ทั้งๆที่คุณไม่รู้ตัว แต่ผมว่ามองกันสนุกๆ มันก็งดงามนะในตัวอักษรที่ไปสู่ที่อื่น

มองเพียงตัวอักษรนะครับ อย่ามองตัวคนที่นำพาไปเพราะใจใครก็ใจมัน เราคงไม่ไปตัดสินเขาแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวด้วยเพียงแค่ตัวอักษรที่เขาพาไป

โลกธุรกิจและกฎหมาย คงอีกไกลสำหรับผม มีค่ายเพลง ค่ายหนัง วงการหนังสือกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างไปมากมาย

สำหรับผมที่ไม่ใช่นักเขียน ตัวอักษรของผมมันยังเดินทางหนีไป ก็ปล่อยมันไปเถอะนะครับ

แต่จะผูกพันกันบ้างก็เท่านั้นเอง

 





หมายเหตู : เรื่องที่เขียนครั้งนี้ไม่ได้สนับสนุนการล่วงละเมิดความคิดหรืองานผู้อื่นนะครับ แต่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองที่ไม่ไปยุ่งไม่ไปเกี่ยวแม้จะถูกล่วงละเมิดเล็กๆน้อยๆก็ตาม

มีบางเสียงสื่อความคล้ายว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องเล่นๆ นั้นผมรู้สึกแย่กว่านะครับ มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม และอย่ามาบอกว่าให้ทำใจนะครับ

หากมีเสียงบางส่วนมองว่าให้ทำใจ ผมกลับอยากลุกขึ้นมาทวงถามเพื่อเคลียร์ให้ชัด

ผมไม่ต้องการความเห็นอกเห็นใจนะครับ แต่ผมอยากฟังความคิดเห็นมากกว่า

ไม่เศร้าด้วยครับเพราะพยายามเข้าใจมันมากกว่า

และก็ไม่ยืดติดด้วยเพราะบอกไปแล้วข้างบน แต่คงรื่นรมย์หรือให้มีความสุขแบบให้มันปล่อยผ่านไปเฉยๆ นั้นคงไม่ได้หรอกครับ

แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรครับ
แต่ขอโทษไม่ทำใจแน่นอนครับ...

...

 

เพิ่มเติม : (วันที่ 8 ธันวาคม 49,9.30น.)
บุคคลที่กล่าวถึง เขาปิดบล็อคหนีหายไปแล้ว
แต่ตามเข้าไปดูได้ที่ link ข้างล่างครับ ซึ่งเป็นหน้าเวปที่ google.com เก็บไว้เป็นสำเนา
ถึงแม้หน้าเวปจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เข้าไปตาม Link ตรงนี้ครับ เรื่องสั้นที่ชื่อ
"การเดินทางของมันเทศ"
ของ weblog
http://myset.blogspot.com

 

edit @ 2006/12/08 09:35:31

เวลาในขวดแก้ว, โชติ พึ่งอุดม


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เรียกว่า มหัศจรรย์ของอักษร ได้มั้ยนะ เป็นได้ทั้งส่วนตัวและสังคม มีความเป็นสากล เปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็สมารถคงความหมายเดิมไว้ได้เหมือนกัน

...

อยากเจอ "มันเทศน้อย" บ้างเหมือนกันค่ะ..

#1 By maebin on 2006-12-07 22:11

เป็นคนที่คิดในแง่ดีจริงๆค่ะ ^^
ถ้าเป็นเรา คงโกรธจนตายไปแล้ว

#2 By ~himawari~ on 2006-12-07 22:19

เฮ้อ!!!!!!!!
ไม่แปลกใจเลยจ้ะ
นี่แหละคนล่ะ
คนดีปนคนไม่ดี
มันแยกกันไม่ได้ด้วยสิคะ
ต้องทำใจกันล่ะจ้ะ
ไม่งั้นเครียดแย่เลยเน๊าะ

ฝันดีค่ะ

#3 By P.Pu on 2006-12-07 22:20

" ก็ยังเป็นเมล็ดอักษรอย่างนั้นเอง "
ทั้งต้น ทั้งราก ทิ้งดอก ผล ใบ..ยังชูช่องอกงามอยู่ตรงนี้

ไม้ที่เติบโตจากเมล็ด จะแข็งแรง ..
ไม้ที่เกิดจากการทาบกิ่ง ต่อพันธุ์ไม่แข็งแรงนักหรอก

#4 By moodee on 2006-12-07 22:28

ปล่อยให้เดินทางไปเรื่อยๆ จงมีความสุขที่ได้เห็นตัวอักษรของตัวเองลอยล่องไป อย่ายึดติด

#5 By นายฉิม on 2006-12-07 22:37


เคยเจอกับตัวเองค่ะ แต่เป็นรูปถ่าย อืมม..เหตุเกิดในบ้านเราหลังนี้แหละค่ะ ปุ้ยวีนแตกในบลอกเลยค่ะ หลังจากนั้นเค้าก็ปิดบลอกไปเลย ...

#6 By 【all about PⓤY】 on 2006-12-08 04:51

จริงๆ มีพี่คนหนึ่งเคยบอกเหมือนกัน เรื่องผลงาน ความคิด ที่เราเขียนกันอยู่นี่ มันง่ายมากๆ ที่จะเกิดเหตุการณ์ในแบบที่คุณเจอ
แต่ก็คิดค่ะว่า
คนที่เขาขโมยอะไรไป เขาก็จะได้แค่สิ่งนั้นไป คุณค่า จิตวิญญาณ ของมันก็ยังอยู่กับเราเสมอ
มันเป็นสิ่งที่ยังไงๆ เขาก็ขโมยไปไม่ได้แน่นอน

#7 By rainyseason on 2006-12-08 08:14

ข้อแรก ปลูกฝัง หิริโอตัปปะ ให้มากขึ้น จะได้รู้สึกละอายเสียบ้าง เมื่อทำผิดบาป
มันไม่เห็นจะน่าภูมิใจเลย เวลาลอกใครมา
ข้อสอง ยังไม่ละอาย มันมีแง่กฏหมายลิขสิทธิ์อีก

เอาแค่ข้อแรกก็เถิด ไม่อายจริงๆหรอ
เฮ่อออ คนเรา สู้ๆนะท่าน
โอว

พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันครับ

#9 By filmsick on 2006-12-08 12:17

มันผลุบโผล่กันง่ายครับ

เปล่าการลากเมาท์และคลิ๊กขวามันช่างง่ายดาย

เกินกว่าจะได้ยินเสียงกระซิบแห่งความละลายที่ช่างแผ่วเบาเหลือเกิน .. ในหัวใจ

*เรื่องหนังสือ ผมเต็มใจตอบทุกคำถามนะครับผม
ยังคงว่ายวนมาที่นี่ แม้ไม่ทิ้งร่องรอย

#10 By praparkarn (58.137.48.4) on 2006-12-08 12:40

ทำใจ นะจ๊ะ ทำใจ

#11 By walk my own way ^^ on 2006-12-08 13:36


ขอแจม ค่ะ เพราะเห็นว่าคุณอยากได้ "ความคิดเห็น"

อย่าปล่อยให้ลอยนวลค่ะ เพราะงานของเรามีคุณค่าเกินกว่าจะถูกฉกฉวยด้วยคนไร้จรรยา คุณมีสิทธิ์นั้นค่ะ

เพราะ

.........................................

งานวรรณกรรม (สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์) เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองซึ่งผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน และเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้เช่า ฯลฯ ตาม พ.ร.บ ลิขสิทธิ์ 2537 มาตรา 6 วรรค 2 ซึ่งหากมีการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น นำออกจำหน่ายในท้องตลาด ย่อมถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

......................................

ดิฉันเป็นคนหนึ่ง ที่หลงรักตัวอักษรของตัวเอง คิดไกลด้วยซ้ำว่าจะพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม ขายได้หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น ขายไม่ได้ แจกเพื่อนก็ได้ (เฟ้ย) จะแถมลายเซ็นเก๋ๆ ให้ด้วย

จะส่งงานลงหนังสือบางเล่ม เขาจะขอแก้ไข ยังเลิกคุยเลย แบบว่า หวงค่ะ งานทุกชิ้นออกมาจากหัวใจ

ดังนั้นอย่าให้เห็นเชียว ว่าใครแอบมาลอกการบ้าน

ปล. อย่าตกใจนะคะ ว่าแกงส้มกุ้งคนขี้เล่น ที่ชอบเขียนอะไรหวานๆจะให้ความเห็นอย่างนี้ แบบว่า เป็นคนสู้คนค่ะ อิอิ

และคงช้ำในตาย(อุปมา) ถ้าเห็นงานของเราถูกตีพิมพ์ในชื่อคนอื่น

#12 By แกงส้มกุ้ง (61.47.30.68 /172.16.29.4) on 2006-12-08 14:54

มีคนเอางานของเราไปใช้ เอาความคิดของเราไปทำ ใจนึกก็คงนึกโกรธ ของที่เราใช้เวลาครุ่นคิด คิดค้น เอาไปได้ไม่บอกไม่กล่าว
อีกใจหนึ่งก็แอบดีใจ อย่างน้อยก็มีคนเห็นว่ามันดี ไม่งั้นเขาคงไม่แอบเอาไปใช้
ถ้าจะขอบคุณกันซะหน่อย หรือบอกให้ชัดๆ ว่าเอาของคนอื่นมาก็คงจะดีกว่าไม่น้อย
แต่ก็นั่นละ บางทีเขาก็อาจไม่ทันได้คิดถึงใจคนอื่น เหมือนที่ใครมากมายเป็นกัน ของมีอยู่ให้หยิบให้ฉวยกันได้ง่ายๆ ก็หยิบก็ฉวยกันไป
ยังไงก็อย่าปล่อยให้มันเป็นเหตุ ทำให้เสียกำลังใจไปซะล่ะครับ

#13 By [Greentale] on 2006-12-08 17:31

คนมันดังมั้งพี่

มีบล็อคผีด้วย

ประเทศไทย

ให้เครดิตคนเขียนนิดก็ไม่ได้

ผมเคยเจอบทละครของผมไปเป็นหนังสั้นเหมือนกัน
มิรู้เดินไปเองหรือเปล่า

#14 By a tell of wind on 2006-12-08 18:22

คลิกตามไปดู บลอคนั้นปิดไปแล้ว ..
ตัวหนังสือจากความคิด ความรู้สึก ที่ตัวเองเขียน
แบบนั้น .. ก็อึ้งๆ ล่ะคะ แม้ว่าจะไม่ตามไปทวงถาม
สิทธิอย่างที่บอกก็เถอะ ...
.. ไม่แน่ใจว่า คุณอารมณ์ไหน คุณว่าคุณไม่เศร้า
แต่เหมือนๆ ว่า คุณเสียใจนะคะ
.. อย่างไงก็ตาม อย่าท้อใจ หรือ ถอดใจที่จะเขียนนะคะ
เราคนนึงหละที่ยังอยากอ่านตัวหนังสือคุณอยู่ ..

#15 By moodee on 2006-12-08 21:55

เรียน คุณ Lonely Syndrome

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจปิด Blog แบบถาวร

ข้าพเจ้าในฐานะผู้ริเริ่ม Blog: http://myset.blogspot.com รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ฺBlog ดังกล่าวแม้ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ริเริ่ม แต่ก็มีผู้เขียนอยู่หลายคน จะเห็นได้จากสาระของบทความ หรือเรื่องสั้นที่แตกต่างหลากหลายออกไป ทั้งด้านการลงทุน ธรรมะ จีน ชีวิตวัยรุ่น และนิทาน
นอกจากนี้ เรื่องแต่ละเรื่องที่เขียน รวมทั้งเรื่องที่เป็นเหตุของความหมางใจกันอยู่นี้นั้น เกิดขึ้นเนื่องจาก วิธีการเล่าเรื่องที่ภายในเรื่องหนึ่งนั้น จะมีผู้ริเริ่มความคิด จากนั้นก็ส่งต่อไปให้อีกคนหนึ่งจินตนาการ และสานต่อตามแต่วัตถุดิบที่แต่ละคนมีอยู่ สำหรับเรื่องการเดินทางของมันเทศนั้น ข้าพเจ้าคาดว่าน่าจะมากกกว่า 5 คนที่สานต่อเรื่องนี้ขึ้นมา โดยจะเห็นว่า นามปากกาที่ใช้นั้นคือ Gangho ซึ่งหมายถึง แกงโฮ๊ะ ในภาษาเหนือ ซึ่งเป็นอาหารที่ทำมาจากกับข้าวค้างคืนหลายๆชนิดมาผัดรวมกัน
เรื่องสั้นขนาดสั้นหรือบทความบทหนึ่ง ก็เกิดจากการโฮีะกันของความคิด จินตนาการ ของหลายๆคนที่ไม่ได้กะเกน หรือตระหนักว่าคนที่เขียนย่อหน้าก่อนหน้านั้นต้องการจะสื่อสารอะไร

ด้วยวิธีการเขียนดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือที่มาของวัตถุดิบที่แต่ละคนใช้ได้
จึงเกิดเรื่องราวดังกล่าวขึ้นมา

ข้าพเจ้าก็เป็นเพียงนักเล่นหุ้นคนหนึ่งซึ่งสนใจวรรณกรรม
ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขในสิ่งที่ล่วงเกินท่านได้อย่างไร
ในฐานะผู้ริเริ่ม Blog ดังกล่าวจึงมาขอขมาท่าน
จึงต้องปิด Blog เป็นการถาวร

ด้วยความเสียใจ
ม้าเฉียว

#16 By ม้าเฉียว (202.57.133.247) on 2006-12-09 08:13

ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงช่วงเวลาแค่เดือนกว่าๆ นุ่นได้พบเหตุการณ์การคัดลอก/ดัดแปลงงานเขียนถึง 2 ครั้ง...

และที่น่าแปลกคือ...ไม่มีคำขอโทษใดๆ จากผู้ที่หยิบยืมตัวหนังสือของต้นฉบับไปใช้...เกิดอะไรขึ้นกับจิตใจคนพวกนั้นหนอ

และที่น่าแปลกกว่าคือกลับกลายเป็นผู้ที่ถูกกระทำที่ต้อง "ทำใจ" และให้อภัยในที่สุด

หดหู่จริง...

ป.ล. ทิ้งความเห็นไว้เท่านี้ก่อน...หากหายมึนแล้วคิดไรได้เพิ่มจะมาบอกค่ะ

#17 By นุ่น (124.120.233.102) on 2006-12-09 09:36

ผมม้าเฉียวครับ
กำลังรอคอยใจจดใจจ่อว่า เมื่อไหร่คุณอากาศกวี จะฟังคำชี้แจงของผมหรือไม่
ผมรออยู่นะครับ
เพราะผมเองก้ไม่สบายใจมาก
ต้องขอโทษด้วยเมื่อวานผมไม่ได้เปิดอีเมล์เลยไม่ทราบว่า คุณอากาศกวีติดต่อมา
เพราะผมเองก็ยุ่งกับการสืบสาวราวเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
และผมก็ได้รับปากกับคนที่เขียนท่อนเพลงที่ได้ลอกจากคุณไปแล้ว
ว่าจะขอโทษขอโพยคุณให้ในฐานะที่ผมควรเป็นผู้ดูแลเนื้อหาทั้งหมด

ผมรออยู่นะครับ

#18 By (202.57.133.247) on 2006-12-09 09:43

อ้อ ลืมบอกคุณไปนะครับ
ว่าคนที่เขียนเพลงท่อนนั้นลงไปในเรื่องสั้น
ชื่อ โอ๊ต ครับ
ตอนนี้เขาอยู่ออสเตรเลียครับ

ช่วยตอบผมหน่อยเถอะครับ
ผมร้อนใจ

#19 By (202.57.133.247) on 2006-12-09 09:54

ถึงคุณม้าเฉียว

ผมรอการติดต่อจากผู้ที่นำบทกวีของผม
ไปดัดแปลงอยู่สองวัน
แต่เมื่อวานวันที่ 8 ธค.
หลังจากที่ผมได้เขียนข้อความ
ลงในบล็อคต้นเหตุ(myset.blogspot.com)
ผลคือนอกจากจะไม่ได้รับการติดต่อกลับมาแล้ว
ยังปรากฏว่า มีการปิดบล็อคและเงียบหาย
เหมือนไม่ต้องการแสดงความรับผิดชอบใดๆ
ความรับผิดชอบที่ผมหมายถึง
เพียงแค่คำอธิบายเรื่องดังกล่าวเท่านั้น
เพราะต้องการเคลียร์เพื่อเข้าใจมากกว่า
เนื่องจากมันไม่ได้ไปอยู่เฉพาะในบล็อคคุณ
ยังไปปรากฏตามเวปบอร์ดอื่นๆด้วย

ผมไม่ได้หวงงานเขียนผมหรอกนะครับ
ผมเพียงแต่ไม่พอใจในส่วนที่ไม่มีการอธิบายเมื่อมีการติดต่อไป
ปัญหาทุกปัญหาแก้ไขได้ครับ
เพียงแค่มานั่งคุยกัน ชี้แจงกัน

เมื่อคุณม้าเฉียวมาแสดงตัวอย่างนี้
(ทั้งเมล์ที่เขียนตอบกลับมาเมื่อเช้า)
ผมก็ค่อนข้างแน่ใจว่าคุณก็ลูกผู้ชายพอ
และคุณจะแก้ปัญหากับเรื่องนี้ต่อกับคนต้นเหตุ
ขอเพียงคุณไปบอกเขา ตักเตือนเขา
ว่าเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
เพื่อให้เขาเข้าใจว่าทำอย่างนี้มันผิดอย่างไร
ยังจะมีผลกระทบไปสู่เรื่องอื่นๆได้อีก

และเมื่อเขาสำนึกผิดและตอบคุณว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้กับใครๆก็ตามอีก
ผมต้องการเพียงเท่านั้น

และผมก็คงจะไม่ติดใจอะไรกับเรื่องๆนี้แล้ว
ทุกคนเปลี่ยนแปลงเรียนรู้กันได้
มีเรื่องชีวิตเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้หลายเท่านัก
แต่ก็อย่าให้เรื่องเพียงเล็กๆนี้ไปกระทบ
และเกิดขึ้นอีกก็แล้วกันครับ

lonely syndrome/อากาศกวี

#20 By อากาศกวี on 2006-12-09 10:44

ถึงคุณ อากาศกวี

ผมได้อ่านสิ่งที่คุณตอบมา ผมถึงกับขนลุกซู่
คุณใจกว้างอย่างที่มันสะท้อนในงานเขียนของคุณจริงๆ

ขอบคุณสำหรับความเข้าใจและการอภัยครับ
เดี๋ยวผมจะอีเมล์ไปบอกเพื่อนคนนั้นครับ
ตอนนี้คงเดินทาง เค้าคงสบายใจขึ้นเหมือนๆกัน

แด่อวิชชา
ม้าเฉียว
(วันไหนที่นักเขียนอากาศกวี คิดอยากลงทุน เพื่อหาทุนรอนท่องที่ยว ก็อีเมล์หาผมได้ครับ ผมแนะนำได้ คุณมีอีเมล์ผมแล้วนี่ครับ)

#21 By (202.57.133.247) on 2006-12-09 11:25

โอ้ๆๆๆ
เรื่องราวในครั้งนั้น...มันเป็นอย่างนี้นี้เอง
" Courage make us seem larger than all obstacles. "

#22 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.128.28) on 2007-05-15 14:40

#23 By (202.12.97.115 /10.87.50.119) on 2007-09-12 18:27

อย่างน้อยก็แสดงว่าเขารู้สึกผิด
ผมคิดว่าคุณอากาศกวีก็คิดเช่นกัน

ก่อนมีเอนทรีนี้ขึ้นมา

อธิบายไม่ได้ แต่หวังว่าคิดตรงกัน

#24 By ars_magna on 2009-05-24 18:09