ลมหายใจของท่านจะอยู่กับเราตลอดไป
posted on 11 Jan 2007 22:09 by lonelysyndrome in India-Indream..

Windowof Rad Fort,Delhi
เมืองคลาคล่ำไปด้วยคลื่นมนุษย์ หลีกหลบเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งโบสถ์มุสลิมได้รับความสงบมาพอควร
เยื้องย่างสู่ป้อมปราการกลางเมืองที่มีสีแดงโดดเด่นเรียกตรงตัวว่า Red Fort ป้อมปราการสีแดงแดง
นี่คือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แรกแห่งอิสรภาพจากอังกฤษ โดยธงชาติอินเดียถูกชักขึ้นครั้งแรก ณ ป้อมปราการแห่งนี้
เอาฤกษ์เอาชัยด้วยการชักธงชาติด้วยมือนายกรัฐมนตรีคนแรก Pandit Jawaharlal ในวันที่ 15 สิงหาคม 1947
..

Rad Fort,Delhi
แผ่นดินอินเดียบอบช้ำมามาก ผ่านร้อนผ่านหนาว ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มากมาย ศักราชใหม่แห่งชมพูทวีปแปลงโฉมมาถึงปัจจุบัน เมืองบางเมืองโตอย่างก้าวกระโดด กระทั่งเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
แต่ก่อนหน้าประวัติศาตร์นี้จะเกิดขึ้น เรื่องราวช่างยาวนานยวนใจให้เลือกเรียนรู้ เดินทางไปดู ไปเที่ยว ไปค้นหาเพื่อสัมผัสบรรยากาศ แม้นระยะเวลาจะเลื่อนลางจางบางไปบ้าง แต่อย่างน้อยน่าจะหลงเหลือริ้วรอยอะไรบางอย่างให้ได้สัมผัส บางช่วงบางตอนอาจทำให้น้ำหูน้ำตาไหลจนต้องเกิดคำถามในใจ
เคยไปเที่ยวแล้วร้องไห้ไหม
ตอบตัวเองว่าเคยและครั้งนี้คงเป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพราะความเศร้าโศกเสียใจ ไม่ใช่เพราะความผิดหวังสิ่งใด แล้วก็ไม่ได้สูญเสียอะไร
ร้องห่มสะอื้นไห้ออกมาจากความปิติที่ล้นเออจากภายใน และก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏเห็นอยู่ตรงหน้า ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ลมหายใจใครบางคนยังอุ่นอยู่ ณ สถานที่ตรงนี้ ราชกาจ(Rajghat)
..

Rrjghat,Delhi
ลานกว้างร่มรื่น พื้นหญ้าสีเขียวเย็นตาในบริเวณสวนแห่งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือสวนสาธารณะธรรมดาๆที่ใครๆจะมาเดินจู๋จี๋กันเพียงลำพัง
แต่ที่ตรงนี้คือที่พำนักพักพิงสุดท้ายของคนเล็กๆคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อคนอื่นๆอย่างสุดจิตสุดใจ ใครคนนั้นที่ผ่านไปแล้วครึ่งศตวรรษ ชาวภารตะยังคงรักเขาคนนี้ที่เป็นสามัญชนธรรมดาแต่รักยิ่งกว่ากษัตริย์องค์ใดๆด้วยซ้ำ
สามัญชนคนนี้คือ คานธี ผู้ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์อินเดียจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด (1947) มั่นคงกับการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงแม้จะถูกกระทำด้วยความรุนแรงหลายครั้งหลายครา
คานธี คือชาวฮินดูธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือที่เรียกกันว่า มหาตมะ
ความยิ่งใหญ่มิใช่มาจากการลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างเพียงครั้งสองครั้ง แต่เรื่องราวการต่อสู้เคียงข้างคนที่ยากไร้ถูกรังแกมาตั้งแต่ปี 1891 จนกระทั่งสิ้นลมหายใจในปี 1948 ทั้งสิ้น 57 ปี
ความตายนำมาด้วยความโศกเศร้าของคนในชาติอินเดีย บนแท่นสักการะกลางสวนแห่งนี้ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมเผาศพของท่าน แสดงถึงความเรียบง่ายของท่าน ไม่มีแม้แต่อนุสาวรีย์ หรือรูปภาพของท่าน
มีก็แต่คำพูดสุดท้ายสั้นๆของท่านคานธีที่ถูกจารึกไว้ด้านหนึ่งของแท่นสักการะเป็นภาษาฮินดี श्रीरामซึ่งหมายระลึกถึงพระเจ้าของฮินดู(ราม) เพื่อให้ใครที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้จะได้คิดถึงท่าน และคิดถึงสิ่งที่คานธีได้ทำเอาไว้
..

श्रीराम - Ram,Rajghat Delhi
..
แม้คนบ้านไกลพลัดถิ่นมาเยือนก็อดที่จะปิติไม่ได้ ขอฟังเสียงลมหายใจของท่านใกล้ๆสักครั้งเถิด ขอฟังวาจาที่ท่านเอยถ้อยด้วยภาษาฮินดีใกล้ๆชัดๆสักครั้งเถิด ขอชื่นชมและรับแรงพลังที่ท่านสร้างไว้สักครั้งเถิด
แม้ร่างกายท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วก็ตาม
อย่างน้อยก็โชคดีที่เกิดมาทันกับยุคสมัยเดียวกับคนๆหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้สัมผัส ได้ใกล้ชิดและรับรู้เรื่องราวจากปากคนในแผ่นดินท่าน เชื่อว่าชื่อ คานธี จะถูกจดจำจารึกไว้ใช่แค่ป้ายชื่อสถานที่ต่างๆ หรือถนนบางสายที่ให้เกรียติท่านเป็นชื่อถนน แต่จะถูกจารึกไว้ในใจของทุกๆคนที่รับรู้เรื่องราว
วันหนึ่งกลับไปยืนยังผืนดินถิ่นเกิด หากมีเพื่อนถามว่า ไปเที่ยวมาได้อะไรล่ะนอกจากเสียเงิน
ไรฟะ เอ็งไม่รู้หรือ (นึกผยองในใจ) บทเรียนชีวิตไง มันไม่ได้จากการดูเนชั่นแนลจีโอกราฟฟี่นะเฟย
เอ็งว่า เดี๋ยวค่อยมาก็ได้ แก่ๆก็เที่ยวได้ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบเลย
เป็นสิวะ...
ข้ามาเอาอะไรๆกลับไปตั้งเยอะตั้งแยะ ประเมินค่าไม่ได้หรอก และข้ามาวันที่ยังหนุ่ม เมื่อกลับไปมันจะกลับไปด้วย ไปอยู่กับข้า ไปเป็นต้นทุนสำหรับการดำเนินชีวิตต่อไปอีกยาวนานหรืออาจทำให้ใจข้าเปลี่ยนแปลงไปเลยนะเฟย
แต่ผมคิดสรุปได้ในใจเลยล่ะว่า ยังจะสายไปด้วยซ้ำ แต่คงไม่สายเกินกว่าที่จะรีบมา เหมือนวันนี้ที่ลมหายใจคานธียังอุ่นๆอยู่ตรงหน้าให้เราได้ขนลุก น้ำตาเล็ด ปิติสุข และมีพลังจากท่านคานธีในวันนี้ และจะยังคงอยู่กับเราตลอดไปหลังจากนี้ในทุกๆวัน


สัมผัสได้ถึงพลัง ที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ นะ
#1 By friday on 2007-01-11 23:56