..


Windowof Rad Fort,Delhi

เมืองคลาคล่ำไปด้วยคลื่นมนุษย์ หลีกหลบเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งโบสถ์มุสลิมได้รับความสงบมาพอควร

เยื้องย่างสู่ป้อมปราการกลางเมืองที่มีสีแดงโดดเด่นเรียกตรงตัวว่า
Red Fort ป้อมปราการสีแดงแดง

นี่คือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แรกแห่งอิสรภาพจากอังกฤษ โดยธงชาติอินเดียถูกชักขึ้นครั้งแรก ณ ป้อมปราการแห่งนี้

เอาฤกษ์เอาชัยด้วยการชักธงชาติด้วยมือนายกรัฐมนตรีคนแรก
Pandit Jawaharlal
ในวันที่ 15 สิงหาคม 1947
..


Rad Fort,Delhi

แผ่นดินอินเดียบอบช้ำมามาก ผ่านร้อนผ่านหนาว ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มากมาย ศักราชใหม่แห่งชมพูทวีปแปลงโฉมมาถึงปัจจุบัน เมืองบางเมืองโตอย่างก้าวกระโดด กระทั่งเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

แต่ก่อนหน้าประวัติศาตร์นี้จะเกิดขึ้น เรื่องราวช่างยาวนานยวนใจให้เลือกเรียนรู้ เดินทางไปดู ไปเที่ยว ไปค้นหาเพื่อสัมผัสบรรยากาศ แม้นระยะเวลาจะเลื่อนลางจางบางไปบ้าง แต่อย่างน้อยน่าจะหลงเหลือริ้วรอยอะไรบางอย่างให้ได้สัมผัส บางช่วงบางตอนอาจทำให้น้ำหูน้ำตาไหลจนต้องเกิดคำถามในใจ

เคยไปเที่ยวแล้วร้องไห้ไหม


ตอบตัวเองว่าเคยและครั้งนี้คงเป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพราะความเศร้าโศกเสียใจ ไม่ใช่เพราะความผิดหวังสิ่งใด แล้วก็ไม่ได้สูญเสียอะไร

ร้องห่มสะอื้นไห้ออกมาจากความปิติที่ล้นเออจากภายใน และก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏเห็นอยู่ตรงหน้า ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ลมหายใจใครบางคนยังอุ่นอยู่ ณ สถานที่ตรงนี้
ราชกาจ(Rajghat)
..


Rrjghat,Delhi


ลานกว้างร่มรื่น พื้นหญ้าสีเขียวเย็นตาในบริเวณสวนแห่งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือสวนสาธารณะธรรมดาๆที่ใครๆจะมาเดินจู๋จี๋กันเพียงลำพัง

แต่ที่ตรงนี้คือที่พำนักพักพิงสุดท้ายของคนเล็กๆคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อคนอื่นๆอย่างสุดจิตสุดใจ ใครคนนั้นที่ผ่านไปแล้วครึ่งศตวรรษ ชาวภารตะยังคงรักเขาคนนี้ที่เป็นสามัญชนธรรมดาแต่รักยิ่งกว่ากษัตริย์องค์ใดๆด้วยซ้ำ

สามัญชนคนนี้คือ คานธี ผู้ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์อินเดียจากการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด (1947) มั่นคงกับการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงแม้จะถูกกระทำด้วยความรุนแรงหลายครั้งหลายครา

คานธี คือชาวฮินดูธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือที่เรียกกันว่า มหาตมะ

ความยิ่งใหญ่มิใช่มาจากการลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างเพียงครั้งสองครั้ง แต่เรื่องราวการต่อสู้เคียงข้างคนที่ยากไร้ถูกรังแกมาตั้งแต่ปี 1891 จนกระทั่งสิ้นลมหายใจในปี 1948 ทั้งสิ้น 57 ปี

ความตายนำมาด้วยความโศกเศร้าของคนในชาติอินเดีย บนแท่นสักการะกลางสวนแห่งนี้ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมเผาศพของท่าน แสดงถึงความเรียบง่ายของท่าน ไม่มีแม้แต่อนุสาวรีย์ หรือรูปภาพของท่าน

มีก็แต่คำพูดสุดท้ายสั้นๆของท่านคานธีที่ถูกจารึกไว้ด้านหนึ่งของแท่นสักการะเป็นภาษาฮินดี
श्रीरामซึ่งหมายระลึกถึงพระเจ้าของฮินดู(ราม) เพื่อให้ใครที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้จะได้คิดถึงท่าน และคิดถึงสิ่งที่คานธีได้ทำเอาไว้
..


श्रीराम - Ram,Rajghat Delhi

..
แม้คนบ้านไกลพลัดถิ่นมาเยือนก็อดที่จะปิติไม่ได้ ขอฟังเสียงลมหายใจของท่านใกล้ๆสักครั้งเถิด ขอฟังวาจาที่ท่านเอยถ้อยด้วยภาษาฮินดีใกล้ๆชัดๆสักครั้งเถิด ขอชื่นชมและรับแรงพลังที่ท่านสร้างไว้สักครั้งเถิด

แม้ร่างกายท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วก็ตาม

อย่างน้อยก็โชคดีที่เกิดมาทันกับยุคสมัยเดียวกับคนๆหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้สัมผัส ได้ใกล้ชิดและรับรู้เรื่องราวจากปากคนในแผ่นดินท่าน เชื่อว่าชื่อ คานธี จะถูกจดจำจารึกไว้ใช่แค่ป้ายชื่อสถานที่ต่างๆ หรือถนนบางสายที่ให้เกรียติท่านเป็นชื่อถนน แต่จะถูกจารึกไว้ในใจของทุกๆคนที่รับรู้เรื่องราว

วันหนึ่งกลับไปยืนยังผืนดินถิ่นเกิด หากมีเพื่อนถามว่า ไปเที่ยวมาได้อะไรล่ะนอกจากเสียเงิน

ไรฟะ เอ็งไม่รู้หรือ (นึกผยองในใจ) บทเรียนชีวิตไง มันไม่ได้จากการดูเนชั่นแนลจีโอกราฟฟี่นะเฟย

เอ็งว่า เดี๋ยวค่อยมาก็ได้ แก่ๆก็เที่ยวได้ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบเลย

เป็นสิวะ...

ข้ามาเอาอะไรๆกลับไปตั้งเยอะตั้งแยะ ประเมินค่าไม่ได้หรอก และข้ามาวันที่ยังหนุ่ม เมื่อกลับไปมันจะกลับไปด้วย ไปอยู่กับข้า ไปเป็นต้นทุนสำหรับการดำเนินชีวิตต่อไปอีกยาวนานหรืออาจทำให้ใจข้าเปลี่ยนแปลงไปเลยนะเฟย

แต่ผมคิดสรุปได้ในใจเลยล่ะว่า ยังจะสายไปด้วยซ้ำ แต่คงไม่สายเกินกว่าที่จะรีบมา เหมือนวันนี้ที่ลมหายใจคานธียังอุ่นๆอยู่ตรงหน้าให้เราได้ขนลุก น้ำตาเล็ด ปิติสุข และมีพลังจากท่านคานธีในวันนี้ และจะยังคงอยู่กับเราตลอดไปหลังจากนี้ในทุกๆวัน



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


สัมผัสได้ถึงพลัง ที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ นะ

#1 By friday on 2007-01-11 23:56

สนุก

#2 By นายฉิม on 2007-01-12 11:45

คุณๆ
ฉันชอบเรื่องนี้ของคุณมากเลยนะ

มันลงตัวน่ะ

"เคยไปเที่ยวแล้วร้องไห้ไหม"

อยากเป็นอย่างนั้นสักครั้ง
ด้วยความปิติยินดี

#3 By ตินกานต์ on 2007-01-12 17:23

แวะมาขออนุญาติ tag blog หน่อยนะคะ
สนใจก็มาเล่นต่อๆ กันได้นะคะ

http://rainam.exteen.com/20070112/blog-tag

#4 By rainam on 2007-01-13 00:00

เปิดมาชอบรูปแรกมากเลยค่ะ ..
ช่างบังเอิญที่คนๆ นั้นนั่งอยู่ในกรอบนั่น

การเที่ยวอินเดียครั้งนี้ของคุณ มีเรื่องให้น่าประทับใจ
ดีจังนะคะ ..
เราไม่เคยไปเที่ยวแล้วร้องไห้ในอารมณ์แบบนี้สักที
.. แต่เคยได้ยินเพื่อนที่ ได้ไปอินเดียมาแล้ว บอกว่า
เค้าก็ร้องไห้เมื่อไปอินเดียเหมือนกัน อารมณ์ประมาณ
เดียวกับคุณหละค่ะ .. ไม่ได้สูญเสีย ไม่ได้เสียใจอะไร
แต่ปิติปลาบปลื้มจนน้ำตาไหลออกมาเอง ..
ไม่น่าเชื่อนะคะ แต่ก็เป็นไปแล้ว การได้รับความรู้สึกที่
ไม่เคยพบ เคยสัมผัสมาก่อน คงเป็นอีกเสน่ห์ของอินเดีย

คิดว่า.. สักวันคงมีโอกาสได้ไปสักครั้งเถอะนะ
..

ปล. ขอบคุณสำหรับ 2 pc นะคะ เดินทางมาถึงปลายทางเรียบร้อยดีค่ะ

#5 By moodee on 2007-01-13 00:39

เพิ่งมีเวลามาตามอ่านยาวๆ
อ่านแล้ว...อิ่ม และ หิวในเวลาเดียวกัน

#6 By walk my own way ^^ on 2007-01-29 18:43

อิๆๆๆ
เป็นโรดเดียวกันเลย เจอหน้าต่างสวยๆไม่ได้ต้องเก็บ ฉก ภาพทุกทีเลย อืม...ประตู หน้าต่างที่น่านเล็กๆ น่ารักเนอะ ลายฉลุเก๋ ๆ คลาสสิค ( โอ้ยกิเลสเกิดอยากกับไปอีก .)

#7 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.130.188) on 2007-05-15 21:47