บ้านสีขาวแห่งประติมากรรมจากความรัก
posted on 13 Jan 2007 15:11 by lonelysyndrome in India-Indream
หน้าต่าง อัคราฟอร์ด,เมืองอัครา
เช้าที่สองของการเดินทาง
เดลลีในเช้ามืดเงียบและหนาวเย็น มันหนาวยิ่งเมื่ออยู่บนสามล้อเครื่อง คนขับห่มคลุมตัวด้วยผ้าผืนใหญ่น่าอุ่น ตัวผมอาศัยเสื้อยืดซ้อนทับกันสองตัวและแจ็คเก็ตพอประทังความอุ่น
รถไฟเที่ยวแรกระหว่างเมืองเดลลีกับอัคราประมาณเจ็ดโมงเช้า ตั๋วที่ไม่ได้จองล่วงหน้าน่ากังวลยิ่งสำหรับการขึ้นรถไฟในอินเดีย แต่ระยะเวลาการเดินทางไม่ไกลนัก ประมาณสองถึงสามชั่วโมง ถ้าพลาดขบวนรถไฟก็ขึ้นรถประจำทางก็ไปได้ แต่ใช้เวลานานกว่า
ประชาชนชั้นสามของที่นี่ใช้รถไฟขบวนธรรมดา แน่นอน ผมได้ตั๋วขบวนเดียวกับประชาชนชั้นสาม
ระหว่างรางเหล็กและหัวจักรเคลื่อนตัวออก และไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ผมดันไปคิดถึงบทกวีวรรคหนึ่ง อดข้าวดอกเจ้าชีวาวาย แต่มิตายหรอกเพราะอดสิเน่หา จากวรคหนึ่งในวรรณคดีไทยเรื่อง ขุนช้างขุนแผน และอีกบทหนึ่งของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ประพันธ์ไว้ย้อนกลับในอีกมุมของความรักในบทกวีชื่อ "เสียเจ้า" ที่บรรยายไว้ในบทประพันธ์ถึงการสูญเสียคนที่รักไป กระทั่งอยากจะเก็บความเจ็บปวดนี้ไว้ไปในชาติต่อๆไป
แต่ความรักก็ทำเอาคนเราจะเป็นจะตายมาทุกยุคทุกสมัย โรมิโอกับจูเลียตคงเป็นพยาน หากไม่พอขวัญกับเรียมละ และโรสกับแจ็คอีกละ ระหว่างรักของเขาทำเอาเราอิ่มเอมใจไม่ใช่หรือ ระหว่างพรากระหว่างจากก็บีบเอาหัวใจเราไปด้วยในนาที
มันน้ำเน่านะนั่น ใครบางคนดูแคลน ความรักอะไรจะงมงายได้ขนาดนั้น มันสามารถฉุดเราขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงถึงความรักได้เลยหรือ
ความรักของบางคนเลือกที่จะปลูกดอกไม้ ต้นไม้ ในกระถางหรือบนดินเพื่อที่จะได้งอกงามเป็นภาษาสื่อถึงผู้ที่เป็นที่รัก บางคนอาจเลือกของขวัญสักชิ้น หรืออะไรสักอย่างแทนความล้ำค่าภายใน
แต่ที่ๆหนึ่ง บรรจุหัวใจของความรักเอาไว้ เป็นบ้านหลังหนึ่งสีขาวสะอ้าน บ้านหลังนี้มีค่าพอไหมสำหรับความรัก งดงามแค่ไหน แล้วใครกันนะที่สร้างตำนานอีกเรื่องของความรักไว้ในเมือง อัครา
อัครา จังหวัดหนึ่งแห่งรัฐอุตรประเทศ อยู่ตอนกลางของประเทศอินเดีย ต้องบรรจุเมืองนี้ไว้ในแผนเดินทางอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะนอกเส้นทางก็ตาม
หรืออาจเป็นเพราะความรักนำพามา ความรักที่อยู่ในบ้านสีขาวหลังนั้น ทัชมาฮาล

บ้านสีขาว ประติมากรรมจากความรัก,ทัชมาฮาล อัครา
และเรื่องราวอาจเกิดขึ้นง่ายๆ ในบ่ายวันหนึ่งที่ตลาดนาบาซาร์ ตลาดกลางพระราชวังอัคราฟอร์ด เจ้าชายกูร์ราม โอรสองค์สุดท้ายของกษัตริย์อัครบาร์ กษัตริย์แห่งราชวงค์โมกุล พบกับลูกสาวคนสวยของข้าราชบริพาร นี้คือรักแรกพบ และได้สานความสัมพันธ์เรื่อยมา
มีการเปลี่ยนแปลงหลังสิ้นรัชกาลของพระเจ้าอัครบาร์มหาราช และอำนาจตกมาสู่พระเชษฐาของเจ้าชายกูร์ราม แล้วสุดท้ายอำนาจก็ตกมาสู่เจ้าชายกูร์รามเป็นลำดับถัดมา และได้พระนามใหม่ว่า พระเจ้าชาห์ จาฮาน แต่ในยุคนั้นตกอยู่ในจังหวะที่บ้านเมืองวิกฤติ ราชสมบัติที่ดูเหมือนจะได้มาง่ายๆ ก็ไม่ได้ง่ายและสะดวกนัก
มีราชวงศ์และแว่นแคว้นเมืองใกล้เคียงก็เล็งบัลลังก์นี้อยู่เหมือนกัน และพระมเหสีที่ ณ บัดนั้นก็ได้พระนามว่า มุมตัส มาฮาล พระมเหสีสุดที่รักที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเจ้าชาห์ จาฮาน อยู่ตลอดเวลา ทุกความยากลำบาก ปัญหาต่างๆ ผ่านศึก สงครามน้อยใหญ่ สุดท้ายก็ได้พบกับความสุขสมหวังกับบัลลังก์ที่ได้รักษาเอาไว้ริมฝั่งหนึ่งของแม่น้ำยมุนา
เพียง 4 ปีที่ได้เสวยสุข ขณะพระเจ้าชาห์ จาฮาน ออกไปตรวจแนวรบ พระนางมุมตัส มาฮาลได้สิ้นพระชนม์ขณะมีพระประสูติโอรสองค์ที่ 14ให้แก่ราชวงค์โมกุล
พระเจ้าชาห์ จาฮานแทบหัวใจสลาย
ภารกิจเดียวที่ทรงจะกระทำจึงมีประสงค์จะสร้างอนุสรณ์แห่งความรัก ด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง ณ วันแรกจวบจนเสร็จสิ้นกินเวลาไป 17 ปี (1631~1653) ใช้วิศวกรรวมแรงงาน 22,000 ชีวิต
พระองค์หวังให้ทุกอย่างสวยสมบูรณ์ ทองคำ เพชร นิล มรกต ทับทิม ทุกแว่นแคว้น จีน พม่า เปอร์เซีย บังคลาเทศ ยุโรป แบกแดด ส่วนหินออ่อนสีขาวได้จากเมืองมัครานา จังหวัดหนึ่งในราชสถาน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่สร้างแห่งอัครา 300 กิโลเมตร
สำหรับความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ลงทุนไปไม่น้อยตราบจนเสร็จสิ้น ทุกอย่างร่ายล้อมไปด้วยความสวยงาม สื่อแทนและอนุสรณ์แห่งความรักของพระเจ้าชาห์ จาฮานที่มีต่อพระนางมุมสัต มาฮาล และเป็นที่พำนักร่างที่ปราศจากวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้ประติมากรรมจากความรัก ทัชมาฮาล

เงาแห่งบ้านสีขาว,ทัชมาฮาล
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น พระองค์พอพระทัยและดำริจะสร้างต่ออีกหนึ่งหลังด้วยหินอ่อนดำ แต่จะสำหรับของพระองค์ เป็นสุสานหินอ่อนสีดำที่จะล้ำค่าและเคียงคู่ทัชมาฮาลริมฝั่งแม่น้ำยมุนา
แต่โอรสของพระองค์หนึ่ง พระเจ้าออรังเซบ ทรงไม่พอพระทัยยิ่งนักที่จะใช้ทรัพย์สินสิ้นเปลืองไปอย่างนั้น และคิดว่าพระบิดาคงเสียสติไปแล้ว จำทำการยึดอำนาจ
พระเจ้าชาห์ จาฮาน พระบิดาไม่ว่าอะไร เพียงแต่ของให้ขังตัวท่านไว้ที่พระราชวังบนป้อมปราการแห่งอัครฟอร์ด เพื่อเพียงได้ทรงมองเห็นทัชมาฮาลที่อยู่ในระยะไม่ไกลนักได้ตลอดเวลาก็เพียงพอแล้ว พระโอรสก็ทรงทำตามพระสงค์ของบิดา
หลังจากถูกขุมขังอยู่นาน 8 ปี พระเจ้าชาห์ จาฮานก็ทรงสิ้นพระชนม์ ณ ป้อมอัครา
นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับความรักดั่งนิยายโรมิโอกับจูเลียต แต่เกิดขึ้นจริง ณ ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา เพราะอานุภาพแห่งรักใช่ไหม ประติมากรรมแห่งบ้านสีขาว ทัชมาฮาลจึงได้สวยงามเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก และสร้างความอัศจรรย์ต่อผมอยู่เหมือนกัน
หินอ่อนสีขาวที่แกะเป็นดอกอะไรประดับไว้ริมผนังไว้อย่างชดช้อย ดูนิ่มนวลชวนพิศและดอมดม กลิ่นของความรักช่างหอมหวาน มีแสงเรืองๆอยู่ร่ายรอบบ้านสีขาวของความรักนี้


ประดับไว้จากความรัก,ทัชมาฮาล
แดดยามบ่ายในฤดูหนาว ท้องฟ้าสีฟ้าแจ่ม ผนังหินอ่อนสีขาว เสียงแม่น้ำยมุนาไหลผ่านอยู่ทางด้านหลัง นกหลายตัวยังคงโบยบินเหนือหลังคาโดมสีขาว ผู้คนยังเคลื่อนไหวอยู่ร่ายรอบ
มองเห็นโดมและเสาของทัชมาฮาลจากระยะไกลที่ป้อมอัครา ในมุมที่พระเจ้าชาห์ จาฮานพิศมองตลอด 8 ปีก่อนสิ้นพระชนม์ ช่างเศร้ายิ่งนัก

มองจากมุมที่คุมขังพระเจ้าชาห์ จาฮาน,อัคราฟอร์ด
โรมิโอกับจูเลียต ขวัญกับเรียมจบยังไงนะ เศร้าไหมสุขไหม แต่ ณ ฉากข้างหน้านี้ที่ป้อมอัคราบีบหัวใจกว่านัก หากพระองค์ยืนอยู่ข้างๆ ท่านจะกระซิบกับเราว่ายังไงบ้างนะ พระทัยของพระองค์จะเป็นเช่นไร หรืออาจไม่อยู่ในความรู้สึกเศร้าหรือสุข แต่อาจอยู่ในภวังค์แห่งภาพที่พิศตลอดเวลา คือทัชมาฮาลที่อยู่ตรงหน้า ที่พักพิงของพระนางอันเป็นที่รักเพียงเท่านั้น
ประติมากรรมแห่งความรักแห่งพระเจ้าชาห์ จาฮานดูยิ่งใหญ่ และเข้าใจได้ยิ่งนักต่อความรู้สึกที่ท่านมี แต่สำหรับความรักของผม จะยิ่งใหญ่และมีค่าพอไหม หากเป็นเพียงบทกวีสักบทในกระดาษสักแผ่น กล่าวถ้อย พรรณนาถึงความรู้สึกภายในให้กระจ่าง อ่านใกล้ๆ อ่านให้ใครคนนั้นได้ฟัง ได้รู้สึกเพราะความจริงใจไม่ใช่ถ้อยคำ ให้ได้ยินเสียงของหัวใจที่กำลังอ่านออกเสียงเบาๆ
สิ่งนี่เรียกได้ไหมว่าเป็นประติมากรรมจากความรัก
...


เรื่องความสวยงามของหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้
คงไม่มีใครปฎิเสธได้อยู่ เมื่อมีโอกาสไปยืนอยู่ตรงนั้น ..
.. เราว่าถ้าเราจะไปอินเดีย คงจะต้องไปสัก 2 รอบแล้วละมั้ง
เพราะเส้นทางที่คุณเล่านี้ .. ไม่ได้เป็นเส้นทางหลักที่ตั้งใจจะ
ไปเยือนอินเดีย .. แต่ดูน่าสนใจจัง น่าสนใจตั้งแต่เหยียบย่าง
เข้าดินแดนภารตะ ..
.. คิดถึงอินเดีย เราคิดถึงเส้นทางที่ไปพุทธคยา ราชคฤห์
กุสินารา ลุมพินี พาราณสี สารนาถ .. อยากไปๆ แต่จะได้ไป
เมื่อไหร่ ก็ไม่รู้สิเนี่ย
..
เค้าเล่ากันว่า .. ขึ้นรถไฟในอินเดียนี่หฤโหด .. และเป็นรถไฟ
ที่ไม่ตรงเวลาที่สุด .. เป็นจริงตามนั้นไหมคะ
#1 By moodee on 2007-01-13 16:42