นาฬิกาโบราณกับนครบานเย็น
posted on 14 Jan 2007 18:57 by lonelysyndrome in India-Indream..
นวดแป้งโรตี ที่พักครึ่งทางระหว่างอัครากับชัยปุระที่ร้านนี่,เมือง Dausa
เจ้าโลโคลบัส กระป๋องเคลื่อนที่ได้ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทโซลา ขยับเขยื้อนโขยกเขยกมาหลายชั่วโมงแล้วจากอัคราตั้งแต่เช้าตรู่
แต่ชีวิตที่อาศัยมาด้วยกันบนรถยังรื่นรมย์ สรวลเสเฮฮาได้ตลอดเวลา ระหว่างเมืองเกิดกิจกรรมสนุกๆให้ได้ชม บ้างขึ้นมาขายถั่ว ขายเครื่องประดับ ขายยา และล้วนแล้วก็ขายได้กันทั้งนั้น
ลีลาการขายเข้าขั้นมืออาชีพเลยด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มผมสั้นทรงนักเรียน ตาคม ตัวคล้ำ และคล่องแคล้ว ด้วยความสามารถเฉพาะตัวแท้ๆ มือหนึ่งถือถังอลูมิเนียมใบใหญ่อุ้มไว้ในวงแขนข้างหนึ่ง อีกข้างใช้หยิบถั่ว ปรุงรส ใส่พริก หยอดมะนาว(คนอินเดียรู้สึกจะชอบมะนาว ขาดไม่ได้) ใส่เกลือ เสร็จสรรพพร้อมแพกกิ้งให้ลูกค้า หยิบเงินทอนเงินก็ด้วยมือนั้น ตลอดเวลาการขายขณะรถกระป๋องก็เคลื่อนที่ไป โยกไปโยกมา ต้องประคองตัวและปากก็ต้องเจรจาและโฆษณาภาษาภารตะฮินดีที่เราไม่รู้เรื่องสักคำ แต่ก็ได้อารมณ์เคล้ากับเสียงเพลงที่รอดมาจากลำโพงเก่าๆ สีไม้ตุ่นๆ หน้ารถ
ลีลาการขายแต่ดูจริงจังชวนขำสำหรับผม แต่ยอดขายนี่ได้เรื่องไม่ใช่เล่น
และผ่านเข้าเวลาบ่ายของวัน เจ้ารถกระป๋องพาเราถึงเมืองจุดหมายจนได้ เมืองนี้คือเมืองแรกแห่งราชสถานที่มีชื่อว่า ชัยปุระ หรือ ไจยปูร์ (jaipur)
หัวใจของราชสถานอยู่ตรงไหนถ้าบอกว่าเป็นเมืองนี้ก็ต้องเชื่อ เพราะความเจริญและรุ่งเรืองโคตรๆในอดีตแม้ยุคเปลี่ยนผ่านมาปัจจุบัน เค้าร่างยังบ่งบอกถึงความเป็นเมืองที่รุ่งเรืองในอดีตอย่างชัดเจน ถนนหนทาง ตึกรามบ้านเรือน ผังเมืองที่นี่ก็มีคนเอ่ยชมอยู่เนืองๆ
ในยุคสร้างเมืองของอาณาจักรแห่งนี้ว่ากันว่า มหาราชาไสว ไจ ซิงห์ที่ 2 เปรื่องปราดและเปี่ยมศักยภาพมาก ความรุ่งโรจน์ทางศิลปะและศาสตร์หลายแขนง ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ จึงได้รับฉายาให้เป็นนิวตันแห่งบูรพาทิศ
จันทรา มันตระ (Jantar Mantar-1728) คือ ผลผลิตที่เกี่ยวกับเวลาและอนาคตชิ้นหนึ่งที่ตกทอดมาให้คนยุคนี้ได้ชื่นชม มันคือนาฬิกาแดดในความหมายอย่างเราๆ แต่หลายๆชิ้นที่มีความหมายมากกว่านั้น ทั้งใช้คำนวณดวงดาว คำนวณปฏิทินฮินดู ดูสุริยุปราคา วัดเส้นลองจิจูดกับละจิจูดบนท้องฟ้า

จันทรามันตระ,ชัยปุระ
เวลาที่เรายืนอยู่ตรงนั้นคือสิบโมงเช้า นาฬิกาโบราณยังทำหน้าที่ของมันได้ตรง และตรงมาอย่างต่อเนื่องแล้วตั้งแต่ยุคที่มหาราชาใช้ดูเวลา จวบจนปัจจุบัน
บางเครื่องมือก่อสร้างขึ้นด้วยความสูงสองถึงสามเมตร เป็นปูนบ้าง โลหะบ้าง มีเสกลบอกอย่างละเอียดถึงวินาทีด้วยซ้ำ เวลาปัจจุบันเคลื่อนที่ได้อยู่ตลอดเวลาแต่แผงหน้าปัทม์นาฬิกาอายุเกือบสามร้อยปียังดูทันสมัยอยู่เลย
หันมองดูเวลาที่ข้อมือเราเองยังต้องคอยเปลี่ยนถ่านอยู่เลย นัดใครก็ไม่ค่อยตรงเวลา วันดีคืนดีหยุดเดินเสียด้วยซ้ำ
จันทรา มันตระ มีอีกสี่เมืองสำคัญในอินเดีย แต่ที่ชัยปุระนครแห่งนี้ คือจันทรา มันตระที่สำคัญที่สุด
ความที่เป็นเมืองที่อยู่บนพื้นที่ที่เป็นดินทราย การใช้ทรายและดินก่อสร้างบ้านเรือน สีที่ได้คล้ายสีแดงชมพู เมื่อบ้านส่วนใหญ่ในยุคนั้นเป็นสีแดงชมพู ยุคต่อๆมา ทางการจึงขอให้ความร่วมมือกับบ้านเรือนที่สร้างขึ้นใหม่ ให้ทาสีด้วยสีชมพูและประจวบกับการเตรียมต้อนรับเจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ ตั้งแต่นั้นมาเมืองชัยปุระจึงได้ชื่อว่าเป็น Pink City
แต่ดูไปแล้วสีมันแจ่มเหมือนดอกบานเย็น เลยขอเรียกอีกชื่อหนึ่งเล่นๆว่า นครบานเย็น
สถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซียส่งถ่ายลงบนผืนผ้าทอ พรม ลวดลายต่างๆ ศิลปะ วิจิตร ตระการตา เครื่องทองเหลือง งานแกะสลัก งานเครื่องปั้นดินเผา ที่นี่จึงกลายเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางด้านศิลปหัตถกรรม นักช้อปควรมีเวลากับเมืองนี้มากหน่อย แต่คนชอบเดินตัวเบาเหมือนผมแวะพอหายเหนื่อยแล้วเดินทางต่อดีกว่า

พระราชวัง,ชัยปุระ
ห่างจากนครบานเย็นขึ้นไปบนภูเขา ปรากฏป้อมปราการ แอมเบอร์ฟอร์ด(Amber Fort) ด้านในเป็นเมืองที่สร้างใหม่และย้ายขึ้นมาจากนครบานเย็น
ภายในป้อมปราการมีพระราชวังที่งามตาด้วยลวดลายซึ่งแสดงถึงฝีมือเชิงช่างของคนยุคนั้น ประตู หน้าต่าง เสา คาน มีโค้ง มีเงา มีกระจกกระจิริดประดับแปะไว้แพรวพราวสกาวตา ช่องลมมีลายลูกไม้ ห้องและบันไดสลับซับซ้อน ยากเย็นนักหากผู้คิดร้ายจะเข้าถึงที่ประทับมหาราชา แค่เดินขึ้นไปดูยังเหนื่อยเลย

Amber Fort,Jaipur




บรรยากาศเมืองชัยปุระ,ราชสถาน
อะไรที่ใหญ่ อะไรที่ใช้เวลา อะไรที่ลำบากลำบน คนของที่นี่ทำมันขึ้นมาราวกับไม่รู้จักเสร็จ ไม่จักเหนื่อย ไม่รู้จักเบื่อ แต่พอมันเสร็จแล้วก็น่าปลาบปลื้ม ชาวเมืองและมหาราชามีเวลาพักศึกสงครามมาสร้างเมือง ทำงานหัตถกรรม บางอย่างหลงเหลืออยู่อย่างใกล้สมบูรณ์โดยไม่ถูกกาลเวลาดูดกลืน
ผ่านซุ้มประตูเมืองแห่งราชสถานมาเรียบร้อย
ชัยปุระ นครแห่งชัยชนะ เมืองสีชมพู หรือนครบานเย็นของผม อวดโฉมอยู่ตรงหน้า สิบปากว่าไม่เท่าตาชิมจริงๆ
คุ้มและไม่เสียเวลาเลยกับการเดินทางอย่างยากลำบาก ผิดหวังในคืนแรกที่หาซุกหัวนอนไม่ได้ ต้องพึ่งพิงโรงแรมระดับติดดาวเป็นตัวเลือกสุดท้าย
ราคาที่จ่ายเอาไปนอนที่อื่นได้สักสามคืน แต่ราคานั้นก็แลกเตียงขาวสะอ้านนุ่มๆ ห้องน้ำสะอาดมาตรฐาน ทีวีที่เอาไว้วางข้าวของเพราะไม่ได้เปิดดูสักรายการ มีพนักงานต้อนรับคอยส่งแขกขนของช้อนก้นตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถ แบกส่งสัมภาระที่เป็นเป้ใบเดียวถึงห้อง
เดินทางคนเดียวก็ง่ายและยากในเวลาเดียวกัน เพราะราคาที่ต้องจ่ายมักแพงและจ่ายคนเดียวนี่สิ รื่นรมย์ก็เชยชมคนเดียว ทุกข์ร้อนก็ตัวคนเดียว บ่นก็ต้องรับฟังตัวเอง เอาล่ะ ไงก็ต้องยอมรับสภาพ
แต่คืนสุดท้ายคืนนี้มีบ้านพักที่ตั้งใจไว้ว่าต้องมานอนให้ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกเดินทางถึงนครบานเย็นแห่งนี้ พลาดจากคืนแรกเพราะเต็มครบหมดทั้งแปดห้อง

Devi Niwas Guest House,Jaipur
เดวี นิวาส คือบ้านหลังนั้น บ้านหลังเก่าสีเหลืองทรงคล้ายตึกโปตุเกส มีครอบครัวอินเดียอาศัยอยู่ ถูกดัดแปลงเป็นเกสต์เฮาส์ แค่แปดห้องเท่านั้นที่ที่นี่จะมีไว้บริการ โลกยามเหงา (LP) แนะนำไว้อย่างกับเล็กๆแต่งดงาม มีสวนภายในบ้าน มีครอบครัวที่อบอุ่น มีอาหารที่เราต้องการ มีอะไรที่มากกว่าคำว่าเกสต์เฮาส์ ที่สำคัญ ราคาถูก
คืนนี้จึงเป็นคืนที่ผมนอนได้หลับสนิทเหมือนอยู่บ้านในบรรยากาศของนครบานเย็นแห่งนี้ ชัยปุระ
..

การเดินทางอย่างนี้มั้งจัง .. แต่รู้ตัวแหละ
ว่าไม่สามารถทำได้หรอก ไม่ได้กลัวว่า
จะลำบากกับสถานที่ที่จะพัก แต่รู้สึกกลัว
คนมากกว่าน่ะค่ะ .. แม้จะเคยเดินทางคนเดียว
อยู่บ้าง บางครั้ง บางประเทศ แต่ถ้าจะเป็น
อินเดีย คิดหนักค่ะ คิดแล้วคิดอีก ก็ไม่สามารถ
จริงๆ แถมเปรยๆ เรื่องไปอินเดียคนเดียว
ยังถูกคนรอบตัวเบรคอย่างแรงอีกด้วย
ปล. เจ้านาฬิกาแดดนั่น ดูตรงไหนว่ามันบ่งบอกว่าสิบโมงคะ
#1 By moodee on 2007-01-14 22:13