มิตรภาพชั่วคราวความฝันชั่วคน
posted on 20 Jan 2007 11:03 by lonelysyndrome in India-Indream..




ริมทะเลสาบพุชการ์
..
ความตื่นเต้นเกี่ยวกับภาพที่จะได้เห็นในเมืองถัดไปอยู่อีกไม่ถึงสองวัน ภาพของทะเลสาบสีเขียวๆสงบนิ่ง เมืองที่เป็นตึกสีขาวๆแห่งพุชการ์ที่ยืนเรียงรายอยู่ริมทะเลสาบ
ในระหว่างที่อยู่ในเมืองชัยปุระ โลกที่หมุนด้วยจังหวะลิทดึ่มภารตะ เหวี่ยงคนแปลกหน้ามาพบกันโดยบังเอิญ ฉากของความสัมพันธ์เริ่มต้นด้วยคำทายทักไม่คุ้นหู ไม่ใช่ภาษาเกาหลี ก็ญี่ปุ่น เพราะหน้าตาต้นเสียงหลังจากหันไปเป็นโซนนั้น
คุณลุงยิ้มให้หลังส่งภาษาที่ไม่ได้รับคำตอบจากเรา ได้แต่พยักหน้าและยิ้มคืน
สวัสดีครับ คุณคนไทยใช่ไหมครับ น้ำเสียงอย่างนี้ สำนวนแบบนี้ ในสถานที่ไกลบ้านแบบนี้!!!
ใช่ครับ...... ผมตอบ แต่คนถามนี่สิ ไม่ใช่คนไทยแน่ๆ เพราะภาษาไทยสำเนียงเหน่อได้น่ารักมาก
ชายหนุ่มที่มาด้วยกันยังทายทักฮัลโล่ สรุป สองคน คุณลุงและคนหนุ่ม ไม่ใช่คนไทยทั้งคู่
คุณลุงเป็นชาวอาทิตย์อุทัย บ้านอยู่โตเกียว เป็นอาจารย์ เคยสอนอยู่จุฬาหลายปี เดินทางไปมาโตเกียว-กรุงเทพในช่วงสามสิบปีไม่ต่ำกว่ายี่สิบหน ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน ใกล้กรุงกัลกัตตา อินเดีย
ส่วนชายหนุ่ม เป็นชาวดาร์จีลิ่ง เมืองในฝันของคนบางคน ใกล้สิกขิมนิดเดียว เมืองเล็กๆ แต่มีชาดังไปทั่วโลก นับถือฮินดู ใช้ภาษาบ้านเกิดคือ เบงกาลี และภาษาที่รัฐของอินเดียบังคับใช้คือฮินดี แต่เขียนไม่ได้ ปัจจุบันใช้ภาษาเลือกอีกสองภาษาคือ อังกฤษ กับ ญี่ปุ่น
..

เซนเซ-บินห์ดุก-โชเฟอร์ที่พุชการ์
..
เซนเซ ชายหนุ่มเรียกคุณลุงแบบนั้น เซนเซเล่าว่า บินห์ดุก หนุ่มดาร์จีลิ่งคนนี้ เก่งมาก เป็นที่หนึ่งของชั้นเรียนในขณะนี้หรือในภาควิชาภาษาของศานตินิเกตันก็ว่าได้
ขณะเดินทาง บินห์ดุกจะเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย เซนเซจะให้คำศัพท์ญี่ปุ่นวันละยี่สิบคำ ให้แต่เช้า และทั้งวันให้บินห์ดุก ทำความเข้าใจ เรียนรู้ถึงความหมาย และพอบ่ายๆ เซนเซ จะมาถามและให้อธิบาย
เซนเซบอกว่า บินห์ดุก ได้มากกว่ายี่สิบคำ บางวันได้เกือบห้าสิบคำ ตั้งแต่ออกเดินทางมา ได้ไปเกือบสามร้อยคำแล้ว ถ้าไม่ท่อง ถ้าไม่ทำ ก็กลับบ้านไปเลย เซนเซพูดขำๆ และตบท้ายว่า แต่ถ้าเขากลับนะ เราสิแย่
เพราะเซนเซเดินทางมากับบินห์ดุกหลายเมืองแล้ว งานวิจัยหลายอย่างเซนเซได้ลูกมือบินห์ดุกคนนี้เป็นผู้ช่วยเหลือ กระทั่งเดี๋ยวนี้ออกมาเดินทางสองอาทิตย์ ก็ต้องพึ่งบินห์ดุก เพราะความสะดวก รวดเร็ว ในการพูดภาษาพื้นเมือง
เราสามคน นั่งคุยบนโต๊ะ อาหารแห่งหนึ่ง คุณลุงเซนเซหันมาถาม คุณจะไปไหนต่อ
พุชการ์ครับ จอดปูร์ และจัยซัลเมียร์
แล้วคุณล่ะ ผมโยนกลับไปบ้าง
ยังไม่รู้เลย แต่แผนคุณน่าสนใจน่ะ
จากนั้น เราก็กางแผนที่ วาดเส้นทางและแผนเดินทางโดยละเอียด
งั้น เราสองคนจะไปด้วยน่ะ จัยซัลเมียร์น่าสนใจดี เซนเซสรุป
หลังมื้ออาหารนั้น เราไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในชัยปุระจนค่ำ และตรงไปสถานีรถโดยสารทันที
ตรวจสอบตารางเวลาและรู้เวลารถออกเรียบร้อย เมืองถัดไปคือ อัจเมอร์ เมืองที่ต่อรถไปพุชการ์อีกทีหนึ่ง
พรุ่งนี้เช้า เรามาพบกันตรงนี้(หน้าบอร์ดตารางเดินรถ) หกโมงยี่สิบ ถ้าคุณยังไม่เห็นเรา(เซนเซ กับบินห์ดุจ) คุณซื้อตั๋วและขึ้นรถไปได้เลย โอเคมั้ย
เราแยกย้ายไปตามที่พักของแต่ละคน ค่ำนั้นอารมณ์ระคนได้เพื่อนร่วมทางแล้ว
การได้เพื่อนหรือคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน มาเดินทางด้วยกัน นี่น่าจะเป็นครั้งแรก แต่เราก็คุยกันและไว้ใจกัน โดยไม่มีความหวาดระแวงซุกซ่อนอยู่เลย หรือเรากำลังตื่นเต้นกับอะไรใหม่ๆ
สามคนที่ใช้สามสี่ภาษาสื่อกันไปสื่อกันมา ฮินดี ญี่ปุ่น อังกฤษ และไทย บางครั้งเซนเซอยากระลึกถึงภาษาไทยก็มักคุยภาษาไทยกับผม ถามถึงความหมายคำศัพท์บางตัวที่หลงลืมไปแล้ว แต่ระดับภาษาไทยของเซนเซ ถือว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ได้เลย
บางทีก็ขำๆเซนเซเผลอหันไปตอบบินห์ดุกเป็นภาษาไทย แล้วก็เบรกตัวเองเมื่อเห็นหน้าบินห์ดุกงงๆ
บนรถโดยสารระหว่างไปอัจเมอร์ เซนเซเล่าประสบการณ์การเดินทางที่ผ่านมา เหมือนคุณนี่ล่ะ ออกมาเดินทางตั้งแต่ยังหนุ่ม ไปเรื่อยๆ...
เซนเซ เดินทางมาแล้วทั่วโลก เดินทางเพราะเที่ยวและทำงานไปด้วยกัน เหมือนคราวนี้ที่อินเดีย อยู่ประมาณหกเดือนเพื่อทำวิจัย เซนเซ เป็นนักวิชาการเกี่ยวกับชนพื้นเมืองและคนยากจนในแต่ละประเทศ แน่นอนในเมืองไทยงานวิจัยบางชิ้นมีชื่อของเซนเซอยู่ชิ้นหนึ่ง และทำงานร่วมกับครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ระยะเวลาสามสิบปีที่รู้จักเมืองไทย ไม่ใช่น้อยเลย
ทางยุโรป อเมริกา แอฟริกา ก็ผ่านมาหมดแล้ว
ถ้างั้น ผมอดที่จะถามสถานที่หนึ่งไปไม่ได้ จามูร์ แคชเมียร์ รู้จักไหม ที่อยู่ใกล้ลาดัก
เซนเซ นั่งนึก ผมหยิบแผนที่ในกระเป๋าออกมาชี้ให้ดู บินห์ดุก สนใจหันมาดูด้วย
อ๋อ จามูร์ กัสมีร์ แล้วสองคนก็พรรณนาให้เราเคลิ้มคล้อย
เซนเซ ไปมาเกือบยี่สิบปีมาแล้ว เขาว่ามันสวยมาก เดินทางยากมากกว่าจะไปถึง หน้าหนาวหิมะคลุมทาง เดินทางไม่ได้ และมีสงคราม มีปัญหามากมายเกี่ยวกับดินแดนระหว่างประเทศ แต่มันก็สวยงามมาก
แค่เซนเซเล่ามาสองสามประโยค ก็ทำเอาเราฝัน และใจหนาว เพราะความสวยงามและหิมะที่มากมาย และใจละลาย เพราะความยุ่งยากของการเดินทางกับปัญหาสภาพแวดล้อมและการเมือง
ร่วมสามชั่วโมงบนรถโดยสาร เรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่ในฝันแห่งจามูร์ กัสมีร์ เรื่องศานตินิเกตันที่เป็นโรงเรียนใต้ร่มไม้ของรพินทรนาถ ฐากูร ที่เป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม(1913) จากเรื่อง คีตาญชลี ที่เขียนเป็นภาษาเบงกาลี
และเรื่องการเดินทางในแต่ละช่วงของชีวิตเซนเซ ตกผลึกเป็นคำพูด ท่าทาง ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความไว้วางใจผู้อื่น ไม่ถือตัว
บินห์ดุก 'เซนเซ' นี่ หมายถึงอะไรหรอ ผมแอบถามระหว่างเซนเซไม่อยู่ด้วย
หมายถึงท่านอาจารย์ ผมเป็นศิษย์ของเซนเซ และเซนเซ เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยศานตินิเกตันที่ผมเรียนอยู่
ผมเพิ่งถึงบางอ้อ แต่ตำแหน่งทางวิชาการไม่ได้พ่วงท้ายหรือใช้นำหน้าในแต่ละก้าวของการเดินทางเลย เซนเซ นอบน้อมและเคารพต่อคนรอบตัวโดยแท้
ตลอดเส้นทางระหว่างชัยปุระ มาถึงอัจเมอร์ เราทั้งเหมารถเที่ยวรอบเมือง เข้าร้านอาหาร เซนเซเป็นเจ้ามือตลอดทาง แม้เราจะหยิบจ่ายแทนในบางมื้อ เซนเซไม่ยอม
ผมรวยแล้ว มีเงินๆ เมื่อวานผมเป็นคนจน วันนี้รวยแล้ว เซนเซพูดลอยๆแบบนี้มันสอนผมโดยตรงเลย
วันก่อนเราไม่มีและวันนี้เรามีแล้ว อะไรที่แบ่งปันกันได้ก็ให้แบ่งกันใช้ ไม่เป็นไร ผมว่าผมเข้าใจประโยคที่เซนเซพูดมาแบบนั้น
คนเดินทางเห็นโลกมาชัดเจนแบบเซนเซ น้ำใจยิ่งใหญ่และเย็นดีจัง
รถโดยสารพาเรามาถึงพุชการ์ในบ่ายวันนั้น พุชการ์หน้าแรกส่งสัญญาณการจากลาและแยกทางกับเซนเซ
ตามแผนที่เราจะเดินทางไปจัยซัลเมียร์ด้วยกันนั้น และตามแผน เราจะไม่หยุดพักค้างคืนที่พุชการ์ แต่ผมก็ยังห้าสิบๆ ว่าจะหยุดหรือไปต่อโดยไม่ค้างคืน บอกเซนเซว่า เดี๋ยวผมขอดูก่อนนะครับ ว่าพุชการ์น่าสนใจไหม
แต่ในใจก็ยังคิดว่าปักหลักสักคืนสองคืน เพราะเป้าหมายหนึ่งของการเดินทางก็พุชการ์ และก็มาถึงแล้วตามแผน คืนสิ้นปีที่พุชการ์นี้ ฝันไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว
เบื้องหน้าที่มีทะเลสาบสีเขียว บ้านสีขาวๆ ยืนสงบนิ่งอยู่ในหน้ากระดาษตามหนังสือเดินทาง
บัดนี้มันปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาผมนี่ ผมได้คำตอบแล้ว
ผม บินห์ดุก และเซนเซ เดินเข้าร้านกาแฟร้านหนึ่ง บรรยากาศอยู่ในสวน แดดกำลังพอเหมาะกับอุณหภูมิสักยี่สิบต้นๆ เก้าอี้เหล็กดัดลายไม้ดอก มีผ้าคลุมลายน่ารัก เหมาะกับบรรยากาศแบบนั้น แมกไม้เขียวร่มรื่น
ไม่เป็นไร ไว้เจอกันได้อีก เซนเซ พูดลอยๆหลังถ้วยชาใบหนึ่ง และกล่าวต่อ
จริงๆ ผมก็ชอบนะเมืองนี้ มันดูน่าหยุดพักและเดินเล่นดี มีร้านเยอะดี ผมชอบช้อปปิ้งด้วย เห็นเสื้อผ้าสวยๆเยอะ แววตาเซนเซยังดูอาลัยอาวรณ์พุชการ์อยู่
แต่เขาอาจเฉยๆ เซนเซหันไปทางบินห์ดุก หรืออาจชอบกันคนละแบบ ผมคิดว่าเขาเป็นคนอินเดีย เป็นชาวฮินดู และเมืองนี้ก็เป็นฮินดู อาจไม่รู้สึกแปลกอะไร เลยไม่คิดว่าน่าสนใจ
แต่ใครบางคนบอกว่าที่นี่วัดพันปี (เซนเซตกใจ) มีวัดฮินดูสี่ร้อยวัด หัวใจของชาวฮินดูอยู่ที่นี่และตรงทะเลสาบกลางเมืองที่มีตำนานเล่าว่า พระพรหมเทพหนึ่งในสามตามตำนานฮินดูเป็นผู้สร้างทะเลสาบแห่งนี้ โดยการโปรยดอกกุหลาบลงมาจากสรวงสวรรค์
ฮินดูส่วนหนึ่งที่มีศรัทธาต่อพระพรหม จะเดินทางจาริกมาแสวงบุญที่ทะเลสาบแห่งนี้ก่อนจะจากลาโลกไป
รอบทะเลสาบจึงปรากฏผู้ศรัทธาเดินทางมาบูชาพระพรหม ณ ริมทะเลสาบแห่งนี้
กลีบกุหลาบถูกโปรยลงผิวน้ำพร้อมคำอธิษฐานและขอพร ภาพเหล่านั้นชำระล้างอะไรบางอย่างที่คนต่างความเชื่อต่างศาสนา ก็พอจะใจเย็นและคล้อยตามไปบางขณะ
เซนเซและผมก็อาจเป็นคนในจำนวนหนึ่งที่ผ่านมาพบพุชการ์และหลงใหลกับมัน แต่ผมแย่หน่อยก็ตรงที่ที่นี่เป็นจุดหมายหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ จะเดินผ่านๆโดยไม่แวะสนทนากันสักคืน นั้นก็จะใจร้ายและกลืนฝันตัวเองต่อหน้าต่อตาเกินไปแล้ว
ผมอยากเอ่ยขอบคุณ ทั้งเซนเซและบินห์ดุก ผู้ผ่านเข้ามาระหว่างทางได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ชีวิตจังหวะภารตะก็เต็มได้มากขึ้นในส่วนของมิตรภาพ ขณะเดียวกันก็ได้ต่อยอดของความฝันอีกอันต่อไปด้วย
อินเดียคราวนี้ไม่จบง่ายๆเสียแล้ว...
..
ชอบริคร้องเพลงนี้ ชอบทำนองเพลงนี้ ชอบความหมายเพลงนี้
Title: ดงดาร [3.34]
Artist: ริค วชิรปิลันธ์ Rik Wachirapilun
Album: ปฐม
Label: Bakery Music
Lyrics: Rik
Composed: Rik and Sukie
V1: ฉันเฝ้ามองชีวิตผ่านวัยได้เห็นทุกข์ในใจที่มี
กรอบดักดานที่บัญญัติไว้ให้เราต่างเชื่อ
ด้วยเงินตรายศศักดิ์สั่งเสี้ยมสอน
ให้กำหนดสูตรสำเร็จรูปห้ามชีวิตโลดเต้นตามเสรี
เหยียบฝันฝันแห่งชีวิตจมอยู่ใต้ส้นตีนสังคม
* เราทนไปเพื่อใครทำไมต้องแคร์ใครๆ
หรือกลัวไม่มีใครอยากให้เข้าฝูงใช่ไหม?
อา...จินตนาการแห่งความคิดมันถึงคราวสิ้น
** ใครจะไม่ใยดี ฉันไม่อยากแคร์ใครถ้าเป็นฉะนี้
*** หรือเรารอไว้ปีหน้าหรือเรารอไว้ชาติหน้า
V2: ฉันไม่ยอมให้ชีวิตผ่านผ่านไปโดยทำร้ายตัวเองอย่างนั้น
กรอบดักดานที่บัญญัติไว้ให้เราต่างงมงายทำลาย
แต่ใครใครต่างทิ้งพลังสร้างสรรค์อันสุดแสนบริสุทธิ์
กระโจนสู่การเข่นฆ่า โอ้ฆ่าตัวตาย โอ้เวทนา ความตายอันดักดาน
Vocabulary
ดงดาน (n.) = ป่าทึบ
ดาร (n.) = เสียง, เสียงดัง, เสียงสูง, เสียงแหลม
ดงดาร, ริค-วชิรปิลันธ์
..
#1 By NuNual on 2007-01-20 12:02