เรเนสซองส์ที่สูญหาย

posted on 21 Jan 2007 16:07 by lonelysyndrome  in India-Indream

..


แมวที่อาศัยในพระราชวัง,จอดปูร์


...
เช้ามืดวันแรกของปีผมเดินออกมาจากเมืองพุชการ์ แผ่นดินกลางทะเลทรายที่มีทะเลสาบเขียวคล้ายโอเอซีส

ยามเช้าที่แสงแรกยังไม่ปรากฏ เมืองยังอยู่ในความมืด มีเพียงแสงไฟส่องมาเป็นระยะๆตามทางเดิน เมืองเงียบสนิท เสื้อผ้ายังลุ่มล่ามเพราะอากาศหนาวเย็น เดินออกมาท่ามกลางความเงียบและหนาวเหน็บ

ชาวเมืองบางคนกำลังเข็นรถที่เต็มไปด้วยของผัก ผลไม้สด ตลาดเช้าคงไม่ไกลจากตรงจุดนี้ ขณะที่เป้ของเราก็แสนหนัก บ่าที่รับแรงสองข้างเริ่มบ่นเป็นรอยแดง

ถ้าไม่ใช่เช้าที่ต้องออกเดินทาง น่าจะคลุมโปงอยู่ใต้ผ้านวมผืนโต แต่เช้าที่ต้องย้ายเมือง ต้องลุกออกจากที่นอนในวันที่อากาศน่านอน

เมืองยังหลับและเงียบในความมืด กระทั่งเดินถึงจุดที่รถประจำทางจอด

เก้าอี้นั่ง ยังว่างในบางตำแหน่ง เป้ใบโตถูกทิ้งไว้ท้ายรถบัส เพื่อนร่วมเดินทางนั่งเรียงรายคล้ายพร้อมที่จะออกเดินทาง ป้ายหน้าคือเมืองที่คนบนรถมุ่งมั่นว่าจะมาจุดหมายป้ายหน้าคือ จอดปูร์-Jodhpur

เส้นทางระหว่างพุชการ์ไปจอดปูร์ ค่อนข้างวิบากกรรมพอควร เจ้าโลโคบัสคันนี้ ขยับตัวไปด้วยความเร็วมิดคันเร่ง แต่รถก็พุ่งตัวไปตามสภาพรถที่เก่าแก่นัก

ฝุ่นผงโปรยปลิวเข้าตามซอกหน้าต่าง กลิ่นนมเนยและผ้าคลุมหลากสีสันของชาวเมืองทยอยขึ้นรถในแต่ละจุดที่รถจอด ในพื้นที่ๆค่อนจะเป็นทะเลทรายในวันที่อากาศยังหนาว พอให้เราได้สดชื่นขึ้นบ้าง

ล้อรถบดถนนที่เป็นทางดินมาสักพักใหญ่ ก็เข้าสู่ถนนยางมะตอย เรียบและราบจนหลับสนิทไปกับเบาะโทรมๆขาดๆ

ราวเที่ยงวัน รถนิ่งพร้อมฝุ่นดินฟุ้งตัว เสียงเจรจาเจื้อยแจ้ว เลื่อนลอยมาแต่ไกลรายล้อมรอบรถ ฝุ่นฟุ้งลดตัวลง กระโดดลงจากซากรถที่มีชีวิตเป็นเครื่องดีเซล

รองเท้าผ้าใบสีดำที่ผ่านการเดินมาหลายวันเริ่มซีดตัวและยับเยินแตะแผ่นดินอุ่นๆแห่งจอดปูร์

หมอกฝุ่นเบาจางลงจนเห็นภาพบริเวณนั้นชัดเจนขึ้น ต้นเสียงที่ล่องลอยอยู่ไกลๆก็เลื่อนไหลมาอยู่ตรงหน้า
แวร์ ยู โก....

พร้อมทั้งเสนอแผนต่างๆมากมาย เริ่มจากหาที่พัก นำเที่ยว หรือที่ๆคุณต้องการ มากมาย อะไรก็ได้ที่ไหนจะพาไป

สายตาอ้อนวอน ชักชวน ใบหน้าครึ้ม ขึงขัง หนวดเคราเฟิ้ม ครบเครื่อง ภายใต้ใบหน้านี้ซุกซ่อนความอ่อนไหวไว้แน่ๆ
ฮาเวลี เกสต์เฮาส์ ฮาวมัช

ผมทำการบ้านเรื่องที่พักมาเป็นอย่างดี หลายเมืองที่ผ่านมา ริกชอร์มักบอกว่าโอ้ย..นั่นมันเจ๊งไปแล้ว มันปิดกิจการไปแล้วแต่บันทึกหน้าหนึ่งของคนที่เคยผ่านทางนี้มาก่อนบอกว่าอย่าไปเชื่อ อย่าหลงกล เขาจะให้เราไปพักที่ๆเขาเสนอ


ฟิฟตี้รูปี เสียงพ่อหนุ่มโชเฟอร์ริกชอร์หลุดออกมาจากโพรงหนวดเครา

ผมสวนกลับทันที
ทเวนตี้ไฟท์ โอเค?

และก็ไม่พลาด ได้ราคาครึ่งหนึ่งตามที่ต่อ ริกชอร์หนุ่มพาผมซอกแซกไปตามถนนในเมือง ลัดเลาะไปตามซอย ไม่ถึงสิบห้านาทีก็มาจอดอยู่หน้า
ฮาเวลี เกสต์เฮาส์

อยากร้องอุทานเป็นภาษาอินเดียให้รู้แล้วรู้รอด ตึกสูงสีเหลืองทอง ซุ้มประตูสีดำสนิท อาคารที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแห่งนี้มา ในโลกยามเหงา
(LP)
บอกว่าเกสต์เฮาส์หลังนี้เป็นอาคารที่สร้างมาสองร้อยห้าสิบปีแล้ว ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง ไม่รู้โม้หรือเปล่า อายุเป็นสองร้อยกว่าปี

แต่มันสวยมาก เก่าแบบมีอารยะ เก่าแบบมีรสนิยมจริงๆ

แอบกระซิบถามหนุ่มคนหนึ่งในเมืองว่า ฮาเวลี (
Haveli)
คำนี้แปลว่าอะไร เขาบอกว่า คือที่อยู่ของคนมีฐานะ หรือเศรษฐี มีชาติตระกูล ดังนั้น แต่ละเมืองจะปรากฏคำว่าฮาเวลีที่เป็นเกสต์เฮาส์อยู่หลายที่

ซึ่งก็ตกทอดมารุ่นลูกและนำมาดัดแปลงเป็นที่พักของคนต่างถิ่น

ผมได้ห้องหมายเลขหนึ่ง สะอาดถูกใจ คล้ายว่าจะถูกใจที่สุดที่ผ่านมาก็ว่าได้ ยิ่งฟังราคาแล้วอยากจะกระโดดหอมแก้มคุณป้าเจ้าของบ้านสักหนึ่งฟ่อด แต่เกรงว่าจะถูกไล่ตะเพิดแทน

แน่นอนว่า ข้างบนมีร้านอาหาร เป็นลาน เป็นโอเพ่นแอร์โล่งๆ หรือที่เขานิยมเรียกกันว่า ท็อปลูฟ ใครๆก็ชอบและเป็นจุดดึงดูดนักเดินทางทั้งหลายให้ไต่กระไดขึ้นไปนั่งละเลียดอาหารยามเย็น

จากบางมุมของฮาเวลีหลังนี้จะเห็นป้อมที่มีพระราชวังที่อยู่ตรงศูนย์กลางที่สูงที่สุดของเมือง ป้อมแห่งนี้ชื่อ
Meherangara



Meherangara Fort,Jodhpur

นับเป็นสถานที่หนึ่งที่เป็นต้องมาเยือนในนครจอดปูร์ พระราชวังในความหมายของผมอยู่ห่างไกลวิถีชีวิตชาวเมืองอย่างเราๆมาก การได้ไปเดิน ไปดู อดีตของแต่ละเมืองว่ามีความรุ่งโรจน์แค่ไหน บ้างก็เป็นซากเค้าของวัง อาศัยจินตนาการหน่อยว่า เขาอยู่ เขากินอย่างไร ที่ว่าอยู่อย่างราชา มีกินมีใช้ ข้าวของ เครื่องมือเครื่องไม้เป็นอย่างไร ที่หลับที่นอน ที่อาบน้ำ จะแค่ไหน

แต่ที่ Meherangara
พระราชวังภายในนี้ จะบอกให้ใครๆได้มาดู ได้มาเดินเหินภายในได้ชัดเจนที่สุด ความใหญ่โต เรื่องราวของความรุ่งเรืองบรรจุอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ ถือว่าน่าจะสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาวังๆแห่งราชสถาน และก็น่าจะงดงามที่สุด

ถ้าตั้งสมญาให้ว่าเป็นเรเนสซองส์แห่งชมพูทวีป คงไม่เกินเลย ลวดลายอันวิจิตรตระการตา แก้วสันกระจกสี เก้าอี้นั่ง ตั่งบรรทม

ไมเคิล ไรท บีฟเรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์โมกุล ที่ครองอาณาจักรอินเดียโบราณไว้อย่างน่าคิดติดตามและชวนเดินทางออกมายืนสัมผัสเพื่อระลึกถึงความรุ่งโรจน์ในอดีต

ระหว่าง ค.ศ.1526-1857 ราชวงศ์มุสลิมนี้ครองแผ่นดินอินเดียได้เป็นส่วนใหญ่ และสร้างความรุ่งโรจน์ทางสถาปัตยกรรม, ยุทธศาสตร์, วรรณคดี, ดนตรี ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าอักบาร์
(1556-1605) ทำศาสนาสามัคคีโดยฟังเสียงและอุปถัมภ์นักปราชญ์ทั้งมุสลิมและฮินดูเสมอกัน แต่แล้วอินเดียใหญ่ไป

จักรวรรดิโมกุลจึงเริ่มแตกสลาย พระเจ้าเอาเรงเซบ (1658-1707) ใช้นโยบายเข้มงวดยกเลิกเรเนซองส์ที่บรรพบุรุษก่อขึ้นมาโดยรังแกชาวฮินดู, รื้อถอนเทวสถานฮินดู

ผลก็คือ เมื่อฝรั่งบุกเข้ามา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ชาวอินเดียจำนวนมาก (ทั้งมุสลิมและฮินดู) ยินดีต้อนรับเพราะยังดีกว่าความเลอะเทอะทารุณของโมกุลปลายๆ อีกผลหนึ่งคือ ตลอดจนทุกวันนี้ชาวฮินดูและมุสลิมในอินเดียยังไม่กลับดีกัน

เราจะโทษฝรั่งก็ได้ว่าเขามีนโยบาย "สร้างความแตกแยกแล้วปกครอง", แต่ต้องยอมรับว่า ฮินดูกับมุสลิมแตกแยกกันเองอยู่แล้ว, ฝรั่งจึงไม่จำเป็นต้องเป็นธุระสอนให้โกรธกัน (เรเนสซองส์ที่ล้มสลาย,มติชนรายสัปดาห์ 8 ธค.49,
ฉ.1373)


..



Blue City,Jodhpur


...
ขณะอึ้งทึ่งกับสถาปัตยกรรมของพระราชวังโบราณ บริเวณโดยรอบพระราชวังมองลงไปที่เมืองข้างล่าง นครกลางเมืองที่เต็มไปด้วยบ้านสีฟ้าๆ รายล้อมตัวพระราชวังไว้ สมฉายาที่ได้รับว่าเป็น เมืองสีฟ้า

บ้านฟ้าๆนี่เป็นหมู่บ้านของคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งก็เชื่อกันว่าสีฟ้าเป็นสีของเทพเจ้าและสีแห่งจิตวิญาณของพระพรหม

แต่ในด้านสถาปัตยกรรมแล้ว ชาวเมืองเพ้นท์เมืองได้โรแมนติกที่สุด ฟ้าแจ่มๆ ฟ้าใสๆ อะไรก็เบรคอารมณ์แบบนี้ไม่อยู่แล้ว

จอดปูร์ เมืองที่ยังคงอารมณ์มหารานา มหารานี (ชั้นกษัตริย์ที่เหมือนจะสูงกว่า มหาราชา มหาราชินี) ได้อย่างครบรส ห้องบางห้องในพระราชวัง สะท้อนแสงด้วยกระจกสีระยิบระยับ หน้าต่างที่ห้องบรรทม มองออกไปเห็นม่านเมืองด้านล่าง

..



ภายในป้อม พระราชวัง Meherangara Fort,Jodhpur



แม้ผมไม่เคยไปอิตาลี กรุงโรม เรเนสซองส์ก็เรเนสซองส์เถอะไม่ว่าจะ Florence หรือ Milan, Venice ในด้านสถาปัตยกรรม ตามความรู้สึกก็อาจขับเคี่ยวกันได้ติดๆ กับ เรเนสซองส์แห่งโมกุลอินเดีย

แต่อย่างที่ไมเคิล ไรท ว่า อาณาจักรที่รวมศูนย์ของอินเดียและใหญ่เกินไป ทำให้เสื่อมอำนาจลง แต่อาณาจักรแห่งนี้ก็ยังคงเป็นแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ดี หากคิดในแง่หนึ่งมองย้อนกลับมา ประเทศที่รวมศูนย์ที่เคยเรืองอำนาจในอดีต ก็ล่มสลายไปโดยทั้งสิ้น ทั้งอยุธยา นครวัดนครธม และอื่นๆ

ก็ได้เพียงเรียนรู้และเคารพความอดทนในการรักษาและสร้างเมือง และทั้งวิทยาการต่างๆ ศาสตร์และศิลป์ต่างๆ

และสิ่งที่เรียนรู้อีกอย่างคือ เรามันเล็กนิดเดียวที่เป็นเศษเสี้ยวของโลกใบนี้ ไม่ควรวิ่งหนีปัญหาชีวิตเล็กๆ ดูใครๆเขาทำกัน ตรงจุดยืนอยู่ในอดีตที่รุ่งเรืองระหว่างวังโบราณแม้นจะเก่า แม้นจะแก่ แต่ก็ยังความรุ่งเรืองไปในอนาคต

กับบ้านเมืองสีฟ้าที่ชาวเมืองอุทิศความเชื่อได้ถึงเพียงนี้ สร้างศรัทธาสีฟ้าๆไว้เต็มเมือง ศัรทธาบางอย่างในตัวเรายังไม่เคยเอามันออกมาระบายสีได้เท่าบ้านสักหลังเลย

แน่นอนว่าเรเนสซองส์แห่งชมพูทวีปนี้จะล่มสลาย หรือสูญหายไปแล้วจากความทรงจำหรือหน้าประวัติศาสตร์

แต่ความอัศจรรย์กับมุมเมือง กำแพง ข้าวของในวังเก่าแก่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่วางตัวอยู่ในดินแดนโบราณแห่งนี้กับบ้านสีฟ้าๆในนครแห่งนี้ยังยืนรอต้อนรับกับผู้แปลกหน้ามาเยือนไปอีกนานแสนนาน

..

..

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อัพยาวมากมายเรยอ่ะคะ
ยังเต็มอิ่มเหมือนเดิม

ช่วงนี้ปอกับเอกคุยเรื่องอินเดียมันไม่มีหยุด

โดยมีบลอคของคุณ ช่วยกระตุ้นต่อมความทรงจำ ขอบคุณค่ะ

#2 By Backpack Girl on 2007-01-21 17:50

อืม เมืองสีฟ้าไม่เคยอยู่ในแผนการเดินทางของเราเลยค่ะ
ในจินตนาการตามอักษร เดิมมักจะคิดว่าน่าจะฟ้าเฉดเทอควอย
ฟ้าแบบเครื่องทองลงยาราชาวดี
กำลังนึกว่าคู่สีส้มอิฐบางๆฟ้าแบบนี้ ก็สวยดี
เหมือนสีเมืองและสีวังที่ตัดกันไปมา

อืม เป็นพวกชอบดูเมืองดูวัง ท่าทางจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเสียหน่อย

สีชมพูก็แล้ว สีฟ้าก็แล้ว
กำลังรออ่านเรื่องราวของสีถัดไปค่ะ

เห็นภาพแล้วต้องเชื่อเลยว่าดินแดนโบราณแห่งนี้
คงจะเคยสวยงามและยิ่งใหญ่มากเลยใช่ไหมจ๊ะ
น่าไปเที่ยวจัง

#4 By P.Pu on 2007-01-21 19:07

ไว้ต้องหาข้อมูลไว้บ้างอยากไปตั้งนานแล้ว...
เคยไปหนนึง...เกือบสิบปีแล้วอินเดีย...
แต่ไปที่ใกล้กับเนปาล...ร้อนมากๆ

#5 By alienboon on 2007-01-21 20:26

น่าทึ่งมากเลยครับ อยากไปเยือนสักครั้งในชีวิต

#6 By Lolay on 2007-01-21 20:36

อยากไปเที่ยวบ้างจังนะ..สักวันคงได้มีโอกาสไปค่ะ

#7 By ดอกไม้สีเหลือง (65.222.182.195 /172.30.15.26) on 2007-01-22 08:21

ขอบคุณค่ะ

ที่เอาบางส่วนของโลกมาให้คนที่ไม่สามารถไปไหน...ได้ชม
มาอ่านอีกทีจะบอกว่า ขับเคี่ยวกันได้ทางความรู้สึกค่ะเรื่องสถาปัตยกรรฒ เหตุเพราะเคยไปทั้งสองที่มาแล้ว เว้นแต่ว่าอิตาลี ฟ้าจะสวยกว่ามาก แต่ไม่มีคนที่ออริจินัลเหมือนอินเดีย

#9 By Backpack Girl on 2007-01-22 18:58

สีฟ้า ฟ้าจริงๆด้วย

กับเมืองโบราณ ตึกรามบ้านช่องหน้าตาแปลกๆ วิถีชิวิตธรรมดาๆแต่น่าสนใจ
กรตุ้นให้อยากเดินทางไปมั่งจริงๆ

ได้ไปเรียนรู้ เดินเรื่อยเปื่อยในเมือง
สีฟ้าๆเเบบนี้คงดีไม่ใช่น้อย

#10 By photograph on 2007-01-23 02:07


สีฟ้าทั้งเมืองสวยดี
สมใจในวันแรกแห่งปีที่ได้ไปในที่ที่อยากไป ดีจัง

#11 By moodee on 2007-01-23 07:57

ทั้งน่าเที่ยว และ ได้ความรู้ ขอบคุณค่ะ

#12 By nanak on 2007-01-23 20:40

อิจฉาจังเลยค่ะ ที่ได้ไปเยือนถิ่นที่งดงามอย่างนั้น

#13 By dylan (203.113.28.138) on 2007-03-30 09:52

(BLUE CITY)
เมืองดูราวกับถูกฉาบทาไว้ด้วยสีลาเวนเดอร์มากกว่าจะเป็นสีน้ำเงินหรือสีม่วงสีใดสีหนึ่ง มันไม่แลเศร้า แต่ก็ไม่แลสดใส
อืม...เหมือนความโรแมนติกที่คละเคล้าความลึกลับและอ่อนหวานอย่างแยกกันไม่ออก
ครั้งนึงเคยได้รับฉายาว่า" ฮาร์วา " ( ดินแดนแห่งความตาย )
...โอ้พระเจ้า แดนแห่งความตายหรือจะสวยงามเพียงนี้.

#14 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.130.188) on 2007-05-16 00:05

ชอบจังเมืองสีฟ้าดีจังเลยได้ไปเที่ยวอินเดียด้วย

#15 By หมูน้อย (202.151.183.162 /192.168.2.129) on 2007-07-03 09:02