...


ห้องไม่มีหมายเลข,ดีเสิร์ทบอย เกสต์เฮาส์

...
มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี


อุดม แต้พานิช กระซิบประโยคนี้ไว้ตรึงใจผมมานานเท่าไหร่แล้ว ไม่สำคัญ แต่คอยช่วยตักเตือนใจ และช่วยได้ในหลายๆครั้งที่ความผิดบาปกำลังจะเกิดขึ้น แม้เป็นความผิดบาปที่อยู่เพียงขั้นตอนของความคิด

บางทีเราเคลือบแคลงสงสัย ว่าทำไมเราชอบทำอย่างนั้น ทำไมเราชอบทำอย่างนี้ ทำไมคนนั้นทำอย่างนั้น ทำไมคนนี้ทำอย่างนี้ เราสงสัยคนอื่น บางทีคนอื่นก็สงสัยเรา และหลายครั้งเราก็สงสัยตัวเราเอง

ผมมีนิสัยบางอย่างที่ไม่ชอบเลือกในทุกๆอย่าง ทุกๆสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานการณ์ สถานที่ เมื่อเกิดตัวเลือก ผมมักเกิดกิเลส อยากไปเสียทุกอย่าง

มักใช้ทฤษฏีที่ว่าด้วยการเลือกโดยไม่เลือก เมื่อต้องเลือก ก็ต้องใช้วิธีการตัด หรือคัดออก

คัดอะไรที่คิดว่าไม่ใช่ออก คัดทิ้งจนเหลือสิ่งที่คิดว่าใช่ที่สุดเข้ารอบสุดท้าย

การเดินทางเที่ยวนี้ก็เช่นกัน ผมเลือกอินเดีย เพราะอินเดียมีหลายๆอย่างในสิ่งที่ประเทศอื่นๆไม่มี อย่างน้อยชีวิตที่สุดขั้วมาบรรจบพบกัน ความคิด ความเชื่อ สะท้อนอย่างรุนแรง การกิน นอน นั่ง เดิน การคิด ทุกสิ่งที่นี่ น่ามองไปหมด น่ามองสุดขั้ว หน้าปวดหัวสุดติ่ง
!!

เพราะความใหญ่โต และหลากหลายแตกต่างกันสิ้นเชิงระหว่างเหนือ ใต้ ออก ตก ความน่าดูแต่ละเมืองก็ทำให้เลือกลำบาก

แต่การเลือกเพราะชอบ ทำให้คำตอบกลับง่าย เส้นทางระหว่างเมืองในราชสถานมีความลงตัวสำหรับการเดินทางผมจึงลองเลือกมาที่นี่

ผมเห็นภาพของเมืองนี้ในภาพถ่ายครั้งแรกชัดๆ เป็นภาพถ่ายที่ติดไว้บนฝาผนังในร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่เมืองชัยปุระ จ้องมองอยู่เสี้ยววินาที ก่อนตัดสิ้นใจไม่ตัดเมืองนี้ออกจากสารบัญเดินทาง

ย้อนกลับไปที่ประโยคข้างบน
มนุษย์ต้องการสิ่งที่ตนเองไม่มี เพราะกิเลสตัวนี่บันดาลใจให้ผมมายืนดูฟ้า ทรายและเมืองๆนี้ จัยซัลเมียร์


ฉากจริง ผู้คน ส่าหรี รถ ทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวในนครสีทอง มองเผินๆ ปาดตามองสามร้อยหกสิบองศารอบตัว เหมือนนวนิยายที่มีชีวิต ตัวละครมากมายกำลังเดินเรื่องอยู่

ผมสมัครที่จะเป็นส่วนหนึ่งของฉากและตัวประกอบของเรื่องนี้ทันที สำหรับอาณาบริเวณชุมชนเก่าแก่เขตวังเดิม มีเพียงประตูเมืองที่เปิดอยู่เพียงบานเดียว ประตูที่กว้างแค่ช่วงแขนหนึ่งคนกาง ใครจะคิดว่าภายในคืออาณาจักรแห่งโลกอีกใบที่มีชีวิต

ก้าวผ่านพ้นซุ้มประตูเมือง เบื้องหลังกลับเป็นโลกใบเก่าที่เราผ่านมา เบื้องหน้ากลับเป็นโลกใบอีกใบที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะมี

ความเหนื่อย เมื่อยล้า ถูกไปกองทิ้งไว้ในห้องพักที่ไม่มีหมายเลขใน
Desert boys guest house ฟังชื่อแล้วชวนน่าเอ็นดู และน่าชวนสงสัย

แต่เมื่อพบเจ้าของแล้ว รูปพรรณสัณฐาน เป็นชายวัยกลางคน หน้าขรึม แต่นัยน์ตาสะท้อนใจออกมาชัดเจน ว่าโน้มเอียงไปอีกเพศ

..



บรรยากาศในเมืองจัยซัลเมียร์

...

บนทางเดินเล็กๆ น่าจะเรียกว่าตรอกมากกว่า เพราะทางเล็กๆ ที่แทรกตัวระหว่างซอกตึก เลี้ยวไปมาเป็นทางที่เชื่อมกันทั้งเมือง แคบ แต่ก็เป็นทางสัญจร ทั้งคน และจักรยาน มอเตอร์ไซด์ และวัว


ถ้าเมืองเล็กๆอย่าง ฮอยอัน หลวงพระบาง ในความหมายเมืองน่าหยุดพัก ที่นี่ก็น่าจะอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน เพียงแต่วิถีทางของผู้คนแตกต่างกันเท่านั้น

เหมือนเสน่ห์ของเมืองแบบนี้ฝังเข้ากระแสเลือดผมแล้ว ไหวเวียนได้คล่อง และรู้สึกปลอดภัยในภาวะที่เดินเล่นไปมา ไม่ต้องมีอะไรมากมาย เท่าที่เห็นก็เกินพอ

ระเบียงบ้าน ชานเรือน หรือประตู เป็นศิลปะแบบเปอร์เชีย หลังคาตึกเป็นดาดฟ้าช่างสำราญ มีร้านอาหารร้านหนึ่งแทรกตัวอยู่บนนั้น

ข้าวร้อนๆไม่ตกถึงท้องมาหลายวัน คิดถึงอาหารพื้นๆ อย่างข้าวไข่เจียว หรือข้าวผัด

เหมือนบ่นๆอยู่แล้วใครบางคนมากระซิบบอกว่า เดี๋ยวจะทำให้กิน


ร้านอาหารบนดาดฟ้า



ที่ดาดฟ้าตึกชั้นที่สี่ของเกสต์เฮาส์นั่นเอง เป็นแหล่งอาหารรสเลิศ ประเสริฐลิ้นและประทินใจ มื้อค่ำที่อากาศดีๆ แสงไฟสวยๆ ฟ้าเปิดกว้างปราศจากเมฆหมอกใดๆ ผ้าปูโต๊ะลายพื้นดอกไม้ประดับอยู่ตามโต๊ะ เก้าอี้หวายสีนวลๆพร้อมเบาะลายดอกเล็กๆ

บางมุมอยู่ในหลังคา โต๊ะเตี้ยๆ วางบนพรม มีเบาะนุ่มๆรองก้น ใครสักคนส่งสำเนียงสะกิดอารมณ์ที่กำลังเคลิ้ม เย็นๆ

หนุ่มหน้าคม ผมสกินเฮด กำลังทำงานในหน้าที่ ยื่นรายการอาหารให้

สำรวจดูแล้วร้านนี้ทำอาหารอิตาเลี่ยน

ขอชาร้อนสักถ้วยก่อนดีกว่า ถ่วงเวลาสักครู่ แอบเดินแวะเข้าไปในครัว เจ้าคนรับออเดอร์ยิ้มยินดีให้ผมเข้าไปได้

เครื่องมือเครื่องไม้ครบครัว ดูเป็นมืออาชีพมากๆ หันไปเจอพ่อครัวตัวอ้วนผอมสามสี่คน ใครจะเชื่อว่าอิตาเลี่ยนฟู้ดที่มีหน้าตาไม่ต่างกับเรสเตอร์รองส์ใหญ่ๆจะถูกผลิตออกมาจากเด็กผู้ชายหน้าตาเหมือนแก็งส์นักเลงแถวบ้าน

...


คเณศ(ตัวใหญ่สุด)และผองเพื่อนชาวเนปาล,หลังครัว

...

ทำข้าวผัดได้ไหม ผมร้องเรียกออเดอร์ที่อยากมานาน แล้วทวนคำถามพร้อมคอนเฟิร์มวัตถุดิบ เพราะเคยสั่งข้าวผัดผักร้านหนึ่งที่เมืองอัครา ได้อะไรมาไม่รู้ เป็นข้าวสีออกดำๆและผัดกับผักดอง กินไม่กี่คำก็วางมือ

คอนเฟิร์มเลยครับ หลังจากพ่อหนุ่มหยิบวัตถุดิบประเภทผักสดๆต่างๆ แถมใส่มัน ใส่ข้าวโพด และข้าวที่กำลังจะหุงใหม่ๆ(ต้องหุงใหม่ เพราะไม่มีแขกฝรั่งเคยสั่งอาหารที่เป็นข้าว)

สักยี่สิบนาทีนะครับ


โนพลอบเบลม แน่นอนไม่ได้รีบร้อนอะไรนิ ทำไปเลยดูอยู่ตรงนี้แหละ

หนุ่มคนหนึ่งตัวอ้วนสุด ชื่อ คเณศ เอาข้าวใส่หม้อเพื่อหุงบนเตา แล้วเขาก็มาทำอาหารอีกจานของแขกฝรั่ง มันเป็นอาหารอิตาเลี่ยนประเภทเส้น ซอสราดหน้า อีกจานเป็นแพนเค้กหน้าน้ำผึ้ง เสร็จไปอีกจาน ก็ต่อด้วยไก่ทอดกรอบชิ้นเล็กๆ จิ้มซอสมะเขือเทศ

ทุกจานที่ว่ามาทั้งหมด คเณศ แบ่งใส่จานเล็กให้ผมชิมทั้งหมด อืมม์ ชิมโน้นนิดนี่หน่อยเพลินอิ่มจนลืมข้าวผัดของตัวเอง

ทั้งหมดที่เป็นพ่อครัวอยู่ในนั้น เป็นเด็กหนุ่มชาวเนปาลที่เดินทางมาทำอาหารในประเทศอินเดียหลายปีแล้ว อาหารอิตาเลี่ยนทุกอย่างทำเป็นหมด สารภาพว่าที่อยู่ในเมนูนั่นเกือบร้อยรายการ ผมรู้จักไม่กี่รายการเอง

สิ่งที่น่าดูคือ วิธีการทำอาหารของพวกเขา มันดูง่าย ไม่ซับซ้อน ทำสนุกๆ แต่พอลงจานจัดกันแล้วมันน่าซัดอย่าบอกใครเลย

แน่นอนว่า อาหารที่ผมสั่งไม่ได้อยู่ในเมนูเล่มนั้นเลย แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ อยากกินอะไรบอกเลยเดี๋ยวจัดการให้

ข้าวร้อนๆสุกอยู่ในหม้อ กลิ่นควันหอมๆของข้าวสุกสวยๆ ขาวๆ ที่ห่างจมูกมานาน บัดนี้กำลังจะถูกดัดแปลงลงผัดกับผักสดๆ มะเขือเทศแดงๆ ส่วนอีกเตา ตีไข่เจียวไว้เรียบร้อยแล้ว ไฟกำลังพอดี น้ำมันกำลังร้อนได้ที่ วัตถุดิบพร้อมสรรพ

เพียงห้านาทีสองกระทะถูกตักขึ้นมาบรรจบกัน ระหว่างข้าวผัดสีทองกับไข่เหลืองๆฟูๆ พอหนุ่มคเณศจัดลงจาน พร้อมผักสดเขียวๆอีกหย่อมหนึ่ง มันเยอะมากเมื่อทำเสร็จ จานขนาดนี้ต้องกินสองคนถึงจะหมด

แต่เขาเต็มใจทำซะขนาดนั้นแล้ว อิ่มก็ต้องจัดการให้เรียบร้อย

พ่อครัวเนปาลกลุ่มนี้ ทำอาหารมาเจ็ดปีแล้ว จากบ้านมานาน ผมว่าจากมาแค่อาทิตย์เดียวก็คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว แต่เด็กกลุ่มนี้ต้องอดทนกับงานที่เขารัก คเณศ บอกว่าชอบทำอาหาร เขาดูมีความสุขเมื่ออาหารเสร็จ

และยิ่งมีความสุขเมื่อลูกค้าเอ่ยปากชม

เราอาจจุดประสงค์ที่มาต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรามีเหมือนกันคือศาสนา ทุกคนในกลุ่มมาจากดินแดนบ้านเกิดของผู้นำจิตวิญญาณแห่งธิเบต ในนามทะไล ลามะ

ใครจะคาดคิดว่า เดินทางในอินเดียมาหลายวันจะได้มาเจอคนศาสนาเดียวกันเป็นเรื่องแปลก แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

และใครจะคาดคิดว่า คเณศที่มีฝีมือทำอาหารตั้งแต่อายุยังน้อยนี้ มีนามสกุลเดียวกับท่านทะไล ลามะ

คเณศ ลามะ คือชื่อและนามสกุลจริงเขา เด็กหนุ่มเล่าว่าในเนปาลผู้คนส่วนใหญ่มีนามสกุลไม่กี่นามสกุล และลามะก็เป็นนามสกุลที่ใช้กันมากอันหนึ่งในเนปาล

สำหรับมื้อค่ำมื้อนี้ การพบปะ การได้ชิมอาหารต่างๆ บรรยากาศ ทุกสิ่งทุกอย่างประกอบกันได้อย่างลงตัว และยิ่งคนที่สร้างบรรยากาศที่ดี มีน้ำใจอย่างคเณศและเพื่อนๆ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ประเมินค่าออกมาไม่ได้

ถ้าจะลบประโยคต่างๆข้างบนทิ้ง หลายๆย่อหน้าที่ผ่านมาออกทั้งหมด แล้วเล่าใหม่ว่า เย็นวันหนึ่งผมได้กินข้าวผัดที่เมืองจัยซัลเมียร์ พูดอย่างนี้แล้วคงไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

บรรยากาศเย็นวันนั้นไม่ต่างกับภาพเขียนสักภาพของศิลปินไส้แห้งที่มาดังทีหลังสักคนหนึ่ง มันเป็นภาพเขียนที่แขวนไว้บนฝาผนังในร้านกาแฟแห่งหนึ่งก็ได้ ที่หากมองเผินๆ ไม่ได้รู้เบื้องหลังอะไร ก็คงเป็นเพียงภาพธรรมดาๆ

แต่พอเมื่อช่วงเวลา บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ความบังเอิญ ความยุ่งยาก ความลงตัวต่างๆมาบรรจบพบกัน ภาพกลับมีเรื่องราว ดูมีคุณค่ามากขึ้น

ข้าวผัด เมืองจัยซัลเมียร์ เวลานั้น ดั่งภาพเขียนสีน้ำมันภาพหนึ่งจริงๆ หากเย็นวันโน้นผมมองภาพเมืองจัยซัลเมียร์ที่แขวนไว้บนฝาผนังในร้านกาแฟที่ชัยปุระ โดยไม่คิดอะไร และไม่สนใจจับเรื่องราวที่มีคนพูดถึงเมืองๆนี้

ผมก็คงกลับกรุงเทพฯ และกลับมาบ้านโดยไม่ได้สัมผัสอะไรเลยในสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดข้างบนนี้

และคล้ายๆกับว่าเราอาจต้องเอะใจอะไรบ้างในชีวิตจริง ตั้งข้อสนใจในบางเรื่อง เพราะทุกเรื่องล้วนมีที่มา แม้ว่าเป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นจริงเหมือนนวนิยายสักเรื่องหรือภาพเขียนภาพหนึ่งก็เป็นได้

แล้วก็คงไม่ผิดบาปมากนักหากเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความต้องการในสิ่งที่ตนเองไม่มี และค้นหาคำตอบเพื่อวกกลับมาพบตัวเองจริงๆ




..

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

#1 By goody on 2007-01-28 19:12

เราก็เป็นคนหนึ่งที่มักจะมองข้ามสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าเสมอ ย้ำ เสมอ

เฮ้ย ....อยากไปอินเดี๊ย......

#2 By walk my own way ^^ on 2007-01-28 19:20

เป็นอีกประเทศที่น่าสน จะไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต
ไปแบบคุณนี่ก็น่าสนุกดี ไม่ได้ไปแบบทัวร์ลูกเป็ด
ได้เดินช้า ได้เห็นแง่มุมอะไรที่อยากเห็น
อยากไปสักครั้งหนึ่ง
การเดินทางมีเสน่ห์ตรงที่เรามักไปเจออะไรที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังค้นหามันอยู่

ชอบบรรยากาศที่ได้เอาตัวเองไปวางไว้ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วเห็นชีวิตผู้คนเคลื่อนไหวราวบทละครอยู่รอบกาย

เคยไปเดินอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังตอนกลางคืน ตอนนั้นเพิ่งได้รู้ว่า คนไทยก็มีบ้านอยู่บนเรือ อาศัยอยู่ในแม่น้ำกันจริงๆ

ชุมชนคนจีนเก่าๆ ห้องแถวไม้ที่มีโคมแดงแขวนอยู่

คนแก่นั่งโขกหมากรุกกัน ได้ยินเสียงเพลงจากโรงงิ้วกลางแจ้งแว่วมาเป็นระยะๆ

ตอนนั้นเราไม่รู้จักใครเลย แต่ก็รักเสียงกระเพื่อมของสายน้ำสะแกกรังยามค่ำคืนจัง

ความรู้สึกว่า ตัวเราเล็กนิดเดียว อยู่ท่ามกลางโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี่มันดีจริงๆ
เขียนได้น่าอ่าน น่าไปและน่ากิน...

ข้อหลังนี่สำคัญมากนะคะ ทำกันไม่ได้ง่าย ๆ หรอกจะบอกให้

เล่นเอาดิฉันหิวข้าวผัดทั้งที่เพิ่งทานอิ่มเลยนะคะเนี่ย
ชอบร้านบนดาดฟ้านั่นจัง

รู้สึกได้ถึง "มิตรภาพ" จากในห้องครัว จะว่าไปไม่ว่ามุมไหนของโลก เพียงเเค่เราลองเดินเข้าไปหา ก็จะมีคนที่หยิบยื่นสิ่งดีๆให้เสมอ ซึ่งมันก็จะได้มาในหลายๆรูปเเบบ จริงมั้ย อย่างในนี้ก็เเค่รายการอาหารนอกเมนูที่มีคนยินดีทำให้ ความเรียบง่าย สบายๆ ยอมให้ลูกค้าเข้าไปในครัว เราว่าถ้าเป็นที่อื่นเค้าก็อาจไม่ให้เข้า เเต่ที่นี่ ดีจังเลย

หนุ่มเนปาลทั้ง4คน ถึงเเม้ว่าจะจากบ้านจากเมืองมาแต่ก็ได้ทำในสิ่งที่รัก อยู่กับคนที่คุ้นเคย เราว่าเเค่นี้ก็น่าจะพอเเล้ว คงจะมีความสุขดี นะคะ

#6 By photograph on 2007-01-29 19:51

น้องขวัญ-มองข้ามและมองผ่าน แต่พอกลับมาเห็นและคิดได้
เรากลับจำไม่ลืม โรคเดียวกัน

คุณน้ำเงิน-เรากลัวถูกต้อนนั่นแหละ
เลยหาทางเดินเองดีกว่า แม้มันจะหลงๆทางบ้าง

คุณเหมียวๆ-บรรยากาศที่คุณเล่า
ผมชอบนะครับ เป็นเรื่องพื้นๆที่แทรกตัวในโลกใบใหญ่
อยากสัมผัสและแตะต้องเรื่องเล็กๆง่ายๆ
และสามารถมองเห็นมันได้โดยไม่มองเป็นความชินชา

คุณโฟโต้กราฟ-เพื่อนกินบางทีก็หายาก
ยิ่งในยามที่เราอด จริงๆ
แต่เพื่อนที่เรียกได้เต็มปากว่าเรามีมิตรภาพที่ดีต่อกัน
มันกินเวลาเพียงไม่กี่อึดใจเลยจริงๆ

#7 By อากาศกวี on 2007-01-29 20:23

ไปเที่ยวเมืองเล็กๆริมทะเล บ้านของบางคนแถวๆนี้ ไปป๊าว

#8 By walk my own way ^^ on 2007-01-29 20:58

เรื่องเล่า .. เมืองสีทอง ?

จะเรียกว่าผจญภัยนอกแผนที่ได้ไหมคะนี่
ในความไม่ตั้งใจแต่แรกเริ่ม กลับมีความประทับใจ
ที่ยากจะลืมหรือคัดออกในคราวหน้าอีกหน ..
เหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้มีรสชาดเข้มข้นดีนะคะ
.. โลกกว้าง ใจกว้าง สิ่งที่เห็นก็กว้างยิ่งๆ ขึ้น ..

..........

กระดาษแผ่นเล็ก จากที่ที่สงบที่สุด ร้านกาแฟในอินเดีย
.. เพิ่งเดินทางไกลมาถึงเองค่ะ .. ขอบคุณนะคะ ..
คุณหมูดี-เหมือนเป็นเมืองแถม
ที่ยังไม่ตกลงใจเมื่อทีแรก
แต่พอไปอยู่แถวนั้น คนพูดกันเยอะ
ไฉนเลยจะตัดทิ้ง เลยตีตั๋วรถเมล์ทันที

#10 By อากาศกวี on 2007-01-30 12:57

แอบเข้ามาลิ้มรสหลากถ้อยความของคุณบ่อยๆ
จำไม่ได้แล้วว่า เปิดประตูบานใดเข้ามา

คล้ายการหยุดนิ่งชั่วขณะที่ออกเดินทาง
สวยในทุกรายละเอียด

ออกมาบอกในสิ่งที่คุณไม่เห็น
ดีกว่าดื่มด่ำในคำความคนเดียวเงียบๆ

ขอบคุณมากค่ะ

#11 By VadSheva (202.44.32.9 /unknown) on 2007-01-30 13:38

คุณVadSheva-โลกกลมๆใบนี้แปลกจริงครับ
เราพบ พูด คุย สังสรรค์กันด้วยตัวอักษร
คงคล้ายกับเราเดินชนกันในร้านหนังสือสักที่
และบังเอิญเราได้คุยกันและแลกเปลี่ยนกัน
ดูเหมือนบังเอิญแต่ความจริงเราเดินมาตามทางนะครับ

#12 By อากาศกวี on 2007-01-30 19:57

ตอนแรก ที่ไปอินเดีย ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปที่เมืองไจเซอเมียร์ สุดท้ายก็ได้ไปค่ะ ชอบหลายๆอย่าง

#13 By ตา (125.24.10.250 /192.168.0.151) on 2007-01-31 08:55

มนุษย์ทุกคนนั้นแหละ
อยากจะเป็นเจ้าของ
...อะไรสักอย่างหนึ่งทั้งนั้น.

#14 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.130.188) on 2007-05-16 00:13