...

...

..
มุมหนึ่งที่มุมไบ
,Café Barista



ได้ที่นั่งเหมาะๆริมบาทวิถี แต่มีกระจกกั้นเป็นเรื่องเป็นราวในร้านกาแฟริมทางย่านโคลาบ้า ทางตอนใต้ของมุมไบ

เพราะโลกในอินเดียวุ่นวายเกินจริงแต่มันดันจับต้องได้ บางครั้งก็คลื่นไส้แทบอาเจียน เวียนหัวกับนานามนุษย์ที่ล้อมหน้าล้อมหลัง

กำลังคิดถึงท้องทะเลทรายทาร์แห่งจัยซัลเมียร์ กว้างๆ โล่งๆ ไหล่พิงลม หลังพิงทราย ปราศจากความวุ่นวาย และคล้ายๆจะเกือบเหงาเมื่อใกล้ขาดสติ

พอกลับเข้าสู่เมืองแห่งความเกินจริง มุมไบ

มาชำเลืองเมืองชราที่มีบุคลิกเท่
ๆ ตึกรามบ้านเมืองปลูกฝังไว้ด้วยผู้ดีเก่าอังกฤษ

ถนน ต้นไม้ ตึกราม รถเมล์คันโต สถานีรถไฟ คล้องจอง ท่วงทำนองเข้าขั้นดนตรีคลาสสิค คุมโทนนุ่ม ลึกแต่ขึงขลังในบางลีลา

ยี่สิบสามนาฬิกา ตาสว่าง ไม่ใช่เพราะฤทธิ์คาเฟอีนจากแคปปูชิโน่ร้อนแต่อย่างใด ตาสว่าง เฝ้ามองบรรยากาศริมถนนข้างนอก รถราเริ่มเบาบาง แสงไฟนอกร้านเริ่มริบหรี่ลงที่ละดวง คล้ายๆกับว่า เวลากำลังขยับเข้ามานับถอยหลังลงเรื่อยๆแล้ว

อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ต้องกลับเข้าห้อง เก็บข้าวเก็บของลงเป้เตรียมกลับบ้าน คืนนี้ไม่อยากนอน

คาเฟอีนอีกถ้วยที่สองจึงตามมา

เมื่อก่อนออกจากบ้าน ผมตื่นใจกับหนังสือเล่มหนึ่ง
สวรรค์ชั้นประหยัด เป็นการอ่านก่อนออกเดินทางไม่กี่วัน ความตื่นเต้นที่มีอยู่แล้วทวีคูณมากยิ่งขึ้นเป็นอย่างยิ่งยวด

...

...

วิทวัส โปษยะจินดา ฉายภาพความลี้ลับท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัว ต่างจากหนังสือเดินทางอื่นๆ เพราะความโชกโชน ย่ำเข้าย่ำออกระหว่างประเทศอินเดียกับบ้านตัวเองยี่สิบกว่าครั้งได้

และเรื่องราวเหล่านั้นทำให้ผมเกิดคำถามก่อนเดินทางมากมายหลายอย่าง มีประโยคหนึ่งในหนังสือของเขาเขียนไว้ว่า
หนึ่งเดือนที่นั่น วัยรุ่นจะกลายเป็นผู้ใหญ่ทั้งทางความคิดและจิตใจ

มันยิ่งทำให้หัวใจของผมเต้นแรง เลือดคนหนุ่มสูบฉีดแรงและเร็วกว่าเดิม กำลังวังชาไม่รู้ว่ามาจากไหน

ผ่านมาสิบวันแล้ว ผมกำลังคิดถึงจุดเริ่มต้นก่อนออกเดินทางมา ระยะเวลาที่คล้ายรู้สึกว่าเพิ่งจะออกจากจุดสตาร์ท ผ่านถึงวันนี้สภาพจิตใจค่อนข้างนิ่งกว่าวันแรกๆ เห็นความจริงและใจคนที่นี่มากกว่าเดิม

เศรษฐีและยาจก ไม่เหมือนสีดำกับขาว ดูเหมือนต่างกันราวฟ้าดิน แต่ความจริงผมกลับเห็นเหมือนเขาไม่แตกต่าง

มองเห็นความสุขที่ต่างฝ่ายต่างมีเป็นของตนเอง คนเลี้ยงแพะที่ปอนๆ ไม่ใส่รองเท้า พริ้มหลับแถมซ่อนรอยยิ้มบางๆเหมือนกำลังฝันหวาน ทั้งๆที่อุณหภูมิแสนหนาว มีเพียงสองแขนโอบกอดตัวเองกับเสื้อผ้ามอมๆเลอะเทอะโคลนตามตัว

ผมกลับคิดถึงคำพูดชวนขำเมื่อนึกถึงหน้าคนพูด แต่ขำไม่ออกกับประโยคที่เขาช่างประดิษฐ์ออกมาได้ว่า
จงอย่าอิจฉาคนอื่น แต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา ถ้าไม่หลงลืมจนเกินไป ผมก็กำลังจะอิจฉาแม้กระทั่งคนที่มีความสุขข้างทาง

อย่างคนเลี้ยงแพะที่ก่อความสุขให้เกิดขึ้นด้วยตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งเขาก็ทำให้ผมอิจฉาได้เหมือนที่โน้ส อุดมประดิษฐ์ประโยคนั้นไว้ว่า
จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา

...

....

หลายๆครั้ง การออกมามองดูชีวิตข้างนอก กลับทำให้เราสะเทือนใจตัวเอง ในแง่มุมที่เราไม่มีวันจะค้นพบตัวตนที่แท้จริงได้ในยามที่ชีวิตปกติ

คนอื่นอาจว่าไม่จำเป็นถ้าจะคิดมองตัวเอง แต่สำหรับผมต้องใช้เวลา ให้เวลากับตัวเองเยอะๆ สะท้อนแล้วสะท้อนอีก

บทเรียนหนึ่งที่สอนผมมาตลอดไม่กี่ช่วงวันในอินเดีย อย่าหัดโกรธคนอื่นเพื่อทำร้ายตัวเอง

มันจะเป็นเหมือนแผลที่ช้ำหนอง ผ่านมาหลายวันเพิ่งเห็นแผลตัวเอง บ่มหนองและยอมเจ็บครั้งเดียวเพื่อที่จะหายไวยิ่งขึ้น

สัญชาติที่ต่างกัน ภาษาที่ไม่มีทางเข้าใจกันถ้าไม่กระโดดข้ามกำแพงมายังอีกฝ่ายหนึ่ง แม้ไม่กระโดดข้ามมา ก็เข้าใจได้ยิ่งขึ้นว่า จำเป็นแค่ไหนเชียวที่จะถมึงทึงใส่ ทั้งๆอีกฝ่ายอยู่หลังกำแพง ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

เพราะเราส่ายหน้า เขาจึงคิดว่าตกลง วัฒนธรรมที่ต่างกัน สั่นหน้าคือตกลง และพยักหน้าคือไม่ตกลง กว่าจะรู้เรื่อง ก็ทำเอาหงุดหงิด ต่างฝ่ายต่างหงุดหงิด

คิดขึ้นมาได้ก็ผ่านมาหลายวัน ความเบาใจก็เกิดขึ้น นี่ก็อาจเป็นหนึ่งคำตอบจากการเดินทางครั้งนี้ ถ้าไม่หัดที่จะพยายามเข้าใจ เราเองก็จะทุกข์

ความรู้บางอย่างได้จากการอ่าน แต่ความรู้บางอย่างก็เข้าใจได้จากการผ่าน

การผ่านและการมองเห็น แม้เพียงการชำเลืองมอง ก็อาจชัด เหมือนช่างวาดภาพกำลังมองสีในธรรมชาติและจะปาดสีลงเฟรมผ้าใบตรงหน้า หากจ้องมองตรงๆสีอาจหลอกและทำให้ตาลาย แต่เพียงแค่เหล่ชำเลืองมอง อาจเห็นสีและแยกแยะได้ชัดเจนกว่า

ผมใช้วิธีเดียวกันนี้ ตลอดช่วงเวลาสิบวัน การไม่เพ่งมอง กลับเห็นอะไรได้ชัดเจน เห็นได้นานกว่า ซึมซับมากกว่า

...


...

อีกห้านาทียี่สิบสี่นาฬิกา ท้องถนนคลี่คลายตัว เหลือเพียงสองเลนโล่งๆ ที่มีเส้นประขีดไว้ตรงกลาง นับถอยหลังอีกห้านาทีคงต้องลุกจากเก้าอี้นุ่มๆในร้านกาแฟแห่งนี้ไปแล้ว

กาแฟในถ้วยว่างเปล่า ผมกำลังจะกลับบ้าน

ผมนึกหาคำตอบให้ตัวเองก่อนมา และพยายามจะตอบให้กับเจ้าของคำถามทั้งหลายที่ถามกันว่า
จะไปทำไมอินเดีย แล้วก็ได้คำตอบที่ไม่ได้ชัดเจนอะไรไป หรือแค่บอกว่า ก็อยากไป

...

....

ขณะเดินทาง ผมคิดถึงคำถามนี้ตลอดเวลา และถามกับตัวเองด้วยซ้ำๆ เพราะอะไร ก็เพราะระหว่างทาง หรือบางสถานการณ์คิดอยากกลับบ้านซะเดี๋ยวนั้นด้วยซ้ำ มาทำไมฟะ

ก่อนลุกเดินออกจากร้านกาแฟ ผมกลับคิดถึงอีกประโยคหนึ่งของวิทวัส โปษยะจินดา เขาพูดไว้ว่า
ไม่มีใครกลับจากอินเดียอย่างคนๆเดิมได้สักคน

ตอนที่อยู่ที่บ้าน ฟังแล้วรู้สึกว่ามันเท่จัง

แต่ขณะจะเดินออกจากร้านกาแฟ และเพื่อไปเก็บข้าวของกลับบ้าน กลับรู้สึกว่า มันไม่เท่เลย มันเป็นเรื่องออกจะแปลกประหลาดด้วยซ้ำ

การได้อะไรจากการเดินทางในอินเดีย
? หรือกลับไปมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ? มันเหมือนเป็นคำถามที่คิดว่าเหมือนก็เหมือน และคิดว่ามันยืนอยู่กันคนละฝั่งก็คิดได้

แต่ลึกๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่คล้ายหรือไม่เหมือนกัน และอาจไม่สำคัญที่จะต้องตอบคำถามเท่ากับการค้นหา

เพราะบางทีอาจไม่มีคำตอบสุดท้ายนอกจากความยินดีกับใครบางคนจะได้ไปค้นหาเพื่อผ่านและพบพร้อมๆกับตั้งคำถามตัวเอง

...

...

...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เพิ่งเข้าบลีอกนี้ครั้งแรก


อ่านแระ รู้สึกดีจังเลยค่ะ อิอิ


ได้อะไรเยอะเลย

#1 By ~[- #May_apiz# -]~ on 2007-02-09 00:03


จริงสิ ไม่มีคำตอบสุดท้าย
เพราะคำถามจะมีมาเรื่อยๆ
ตราบที่เรายังมีลมหายใจ

ฝันดีจ้ะ

#2 By P.Pu on 2007-02-09 00:03

สวัสดี
นึกว่าจะหายไปเสียแล้ว
กลายเป็นเราเองที่หายไป
...
อ่านแล้วชอบจัง
อินเดียเป็นปรtเทศที่อยากไป
แต่ก่อนอื่นขอไปเนปาลให้ได้ก่อน
ประทับใจสวรรค์ชั้นประหยัดเอามาก ๆ โดยเฉพาะบทท้าย ๆ
...
คำถามจากการเดินทาง บางครั้งตอบไม่ได้ แต่ตัวเองก็รู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นในใจ

#3 By ระหว่างทาง on 2007-02-09 00:43

อ่านแล้วมีความสุขจัง

"คุณใช้ชีวิตให้เราอิจฉาจริงๆ ค่ะ"

#4 By Blueberry45 (125.24.193.246) on 2007-02-09 08:17

อินเดียเป็นประเทศที่น่าทึ่งคะ
อยากไปเช่นกัน
การเดินทางคือการได้ประสบการณ์ใหม่ๆคะ

#5 By guning(หิ่งห้อย) on 2007-02-09 10:43

อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ อย่าหาคำตอบให้ปวดหัวเลย

#6 By blue (202.5.89.60) on 2007-02-09 11:14

สวรรค์ชั้นประหยัด ลืมหนังสือเล่นนี้ไปแล้วนะเนี่ย
เคยอ่านเมื่อนานมากแล้ว อ่านแล้วกระตุ้นต่อม อยากเที่ยวที่สุด
..
ลูซี่บอกฉันว่า ยังตายไม่ได้ถ้าเธอยังไม่ได้ไปอินเดีย...ขนาดนั้นกันเลยทีเดียว
ปล.ฉันเชื่อหมดใจ



#7 By walk my own way ^^ on 2007-02-09 11:41

เดินทาง
ไม่มี
คำตอบ
สุดท้าย
.....
.....

#8 By กอม่วง on 2007-02-09 17:00

เมื่อคืนเราเพิ่งจะคุยกับเพื่อน
เราบอกเค้าว่าอยากไปอินเดีย

เพื่อนก็แบบ..
เธอจะไปทำไม
ทำไมไม่ไปที่ที่มันดีกว่านี้


แต่เพราะอินเดีย คืออินเดีย
เมืองที่ต้องเสี่ยงท้องเสียทุกมื้อ
เสี่ยงกับหนุ่มเมืองภารตะขี้ม้อ
เสี่ยงกับรถไฟที่โคตรจะตรงเวลา


เคยได้ยินบางคนเค้าว่าไว้ว่า..
ถ้าคุณไปอินเดีย คุณจะหลงรักแล้วต้องกลับไปอีก หรือไม่งั้นคุณก็จะเกลียดเมืองนี้เข้ากระดูก


"ไม่มีใครกลับจากอินเดียอย่างคนๆเดิมได้สักคน"


ที่นี่มีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ
ถ้าอยากหาอะไร คงต้องไปอินเดีย
จะเจอทั้งตัวเอง และได้อะไรกลับมาเยอะเลย


เรายังไม่มีโอกาสนั้นเลย

#9 By blessing on 2007-02-09 20:00

กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะครับ ความคิด ต่างๆ

#10 By นายฉิม on 2007-02-09 21:51

happen to see your beautifully writen blog .. plus lovely songs and photos .. thank you for sharing na ka

#11 By passer by (202.12.97.115 /10.117.1.45) on 2007-02-10 13:07


การเดินทางครั้งนี้ ได้อะไรกลับบ้านมาเยอะดีจังนะคะ
อ่านแล้วชอบจัง
..
" ถ้าไม่หัดจะพยายามเข้าใจ เราเองก็จะทุกข์ "
โดนใจอย่างแรง ..

แค่พูดว่าเข้าใจๆๆ แต่ใจไม่ยอมรับและ
เข้าใจมันจริงๆ ตามนั้นหรอก ..
นั่นไง

#12 By moodee on 2007-02-11 11:51

" Life is a risk like gambling
there is no right or wrong for an answer. "

#13 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.123.198) on 2007-05-16 13:06