บาดแผลโรแมนติก
posted on 17 Feb 2007 15:22 by lonelysyndrome in Dust-words..

ลำพู อัมพวา,ฤดูหนาว
..
ผมควรจะไปโรงพยาบาลตั้งแต่เกิดเรื่อง เพราะรถมอเตอร์ไซด์ล้มเมื่อสามวันก่อน เพื่อไปหาหมอตรวจดูให้แน่ใจว่ากระดูกบางส่วนไม่ได้เคลื่อนหรือแตกหัก โดยเฉพาะตรงข้อมือและข้อศอก
จากสถานการณ์ในเช้าวันที่เกิดเหตุ รถมอเตอร์ไซด์วินที่ผมซ้อน คนที่เป็นคนขี่น่าจะเจ็บหนักกว่าผม และหากไม่มีหมวกกันน็อคแกคงสลบเพราะแรงเหวี่ยงที่เสียหลัก ทำเอาหัวกระแทกพื้นอย่างจัง แล้วไถลไปตามความแรงของรถที่มาด้วยความเร็วช่วงหลุดโค้ง
เพราะไม่ชอบและเป็นคนกลัวบาดแผลสดๆ เป็นที่สุด กลัวเลือดแดงๆ แผลเหวอะๆ ซึ่งเกิดขึ้นตามลำตัว ข้อศอก มือ ขา กับร่างกายคนขี่ ผมไม่กล้าแม้กระทั่งชำเลืองตามอง
ผมได้แต่จ้องหน้าถามเขา ภายใต้อาการมึนงงกันทั้งคู่ หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงไม่ถึงนาที
คำตอบเพียงแต่ว่า หัวฟาดพื้น ไม่เป็นไรมาก เพราะใส่หมวกกันน็อค
หันกลับมาสำรวจดูตัวเองที่เป็นคนซ้อนดูบ้าง รู้สึกแสบๆ ที่ข้อมือข้างซ้าย พลิกหงายมือขึ้นมาดู พบบาดแผลที่ข้อมือเป็นเลือดซิบๆ นิดหน่อย
เพราะอาศัยฝ่ามือที่ยันตัวในจังหวะที่แรงเหวี่ยงที่ส่งตัวลงพื้น ลำตัวจึงไม่ถูกกระทบกับพื้นแข็งๆของถนนแต่กลับปวดที่ข้อมือและข้อศอกที่พยายามดันพื้นไว้
แต่เพราะวันนั้น มีนัดสำคัญกับลูกค้าที่มาจากญี่ปุ่น หยุด ลา ป่วย ตาย ไม่ได้!!
จึงต้องดำเนินชีวิตไปตามปกติ อย่างนี้นี่เองที่เรียกว่าความรับ ผิด ชอบ เพราะคำถามที่ต้องคอยตอบลูกค้า ไอ้ที่ทำๆ เอาไว้ จะให้ลูกน้อง หรือเจ้านายมารับกรรม ตอบคำถามแทนคงจะไม่เหมาะ
สมัยเด็กๆ ผมเคยโดดเรียน เพราะไม่ได้ทำการบ้าน เอาแต่ดูทีวี เลยหยุดเรียนลาป่วยซะอย่างนั้น
สมัย ม.ต้นเคยหนีเวรทำความสะอาดห้องตอนเย็นๆ ไม่ได้รีบไปทำอะไรที่ไหนแต่ไปเตะบอลกับเพื่อน
เคยไม่ทำงานการฝีมือส่งอาจารย์เพราะขี้เกียจทำ
เด็กๆ เป็นอย่างนั้น ไม่มีความรับ ผิด ชอบ ทุกเรื่องจึงกลายเป็นปัญหาตามมา เพื่อนกลุ่มเวรทำความสะอาดก็ต้องมาเหนื่อยแทนเรา การบ้านที่ไม่มีส่งก็โดนครูลงโทษ ตีบ้าง ให้งานเพิ่มบ้าง
ส่วนงานฝีมือ กลายเป็นภาระของคนที่บ้าน แม่คือคนๆ นั้นที่มานั่งช่วยทำการฝีมือในเวลาดึกๆ ดื่นๆ กับงานที่ค้างในรอบปีนับสิบชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเย็บพวงมาลัย เย็บปักถักผ้า กรอบรูป ฯลฯ
เหล่านั้นคล้ายๆ ว่าเป็นบาดแผลอย่างหนึ่งในวัยชีวิตแบบเด็กๆ
เพราะอย่างหลังจึงทนความงี่เง่าของตัวเองไม่ได้ และทนฝีมือแม่ไม่ได้ เลยลุกขึ้นมาทำเอง แหม!! งานฝีมือ กระจอกจะตาย เห็นแม่ทำแล้วก็เกิดความอยากทำขึ้นบ้าง
จากที่โหล่ๆ คะแนนการบ้าน งานเรือน งานฝีมือผม กระโดดมาอยู่แนวหน้าอย่างไม่มีใครในห้องคาดคิด เพราะความเร็ว ถูกต้อง ตรงเวลาของงาน แถมยังมีเวลาช่วยเพื่อนทำอีกต่างหาก คะแนนจึงไม่เป็นรองใคร และครูก็ยิ้มให้ผมมากขึ้นกว่าเดิม
แล้วแผลก็ดูดีขึ้น ยาสมานนั้นไม่ได้ถูกและแพงอย่างที่คิด แต่อาศัยตัวเองรักษา
คอมเมนต์จากลูกค้าครั้งที่แล้ว กลับมาปีนี้ เขาพบความเปลี่ยนแปลง และจากคำตินับสิบข้อเมื่อคราวก่อน หนนี้มีเพียงข้อเดียว
เดินออกจากห้องประชุมด้วยความโล่งใจ แม้จะยังมีผิดพลาดบกพร่องอยู่หนึ่งข้อก็ตามที
ไม่ใช่เฉพาะผมที่พอใจ MD.และเจ้านายก็น่าจะพอใจ ด้วยรอยยิ้มและเสียงถอนใจโล่งที่เดินออกมาพร้อมๆกัน
เย็นวันนั้น ผมคิดว่าจะไปโรงพยาบาล เพื่อให้หมอดูว่ากระดูกที่มือและข้อศอกมีอะไรน่าเป็นห่วงหรือต้องรักษาไหม แต่อาการปวดก็เริ่มเบาบางลง ไม่ถึงขั้นทนไม่ไหว และอาจไม่เป็นอะไรมากแล้ว ถ้ากระดูกหักคงปวดกว่านี้ ผมจึงกลับบ้านโดยไม่ได้ไปหาหมอ
รอการเยียวยารักษาด้วยตัวเอง
ระหว่างนั่งรถกลับจากที่ทำงาน นึกคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะดวงชะตา หรือโชคชีวิตกันแน่ที่ขีดคั่น กั้นแบ่ง ระหว่างเวลาปกติกับปกติด้วยบาดแผลบางชนิด ที่เข้ามากระทบกระทั่งเรา
อย่างหนักก็ขั้นกระเทือน อย่างเบาก็ให้เราได้สติ
แต่ถ้าเจอหนักๆ บางครั้งก็ไม่ไหว ร่างกายหรือหัวใจใครจะเข้มแข็งเสียทุกครั้ง แม้กระทั่งคนรอบข้างเองก็อาจรู้สึกไม่แพ้กัน
หรือทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ความจริงที่คนเราควรพบบ้างเพียงเท่านั้น!!
แต่ในคำพยากรณ์ของจีนที่ว่า ในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน หรือในดำมีขาวในขาวมีดำ อย่างในรูปลูกอ๊อดตัวดำกับตัวขาวสองตัวม้วนขดตัวหางชนหัวเอาหัวชนหางอยู่ในกรอบวงกลม ขดตัวอยู่อย่างนั้นมาแล้วหลายยุคสมัย ที่กลายเป็นเครื่องหมายที่อธิบายถึงความสมดุล หรืออาจมองว่า ในร้ายมีดี และในดีก็มีร้าย
สองข้างย่อมมีขั้วอีกฝั่งผสมอยู่เสมอ!!
หากมองในความโรแมนติก ว่าในเรื่องร้ายก็ย่อมมีดี อุบัติเหตุที่เกิด บาดแผลที่ข้อมือ อาการปวดที่ข้อศอก ก็คงมีเรื่องดีๆ แทรกซ่อนอยู่
แล้วผมกำลังจะปล่อยผ่านเรื่องดีๆ ในเรื่องร้ายๆ ของบาดแผลที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือ!!
สารภาพว่าคิดยังไม่ได้ว่าได้อะไรดีในเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ ความเจ็บปวดและบาดแผลยังเล็กน้อย เมื่อเทียบกับคนขี่ ผมแทบไม่ได้สูญเสียอะไรเลย
หรือว่านี่คือข้อพิสูจน์ว่า โชคดีนั้นย่อมมีในเรื่องร้าย และไอ้เรื่องแย่ๆ ก็ไม่ได้แย่ที่สุดเสมอไป
หรือไม่รู้ว่าบางที อาจเป็นเหตุการณ์ที่ขีดคั่นอะไรบางอย่างที่ทำให้เรื่องราวอนาคตข้างหน้าเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับบาดแผลที่เกิดจากความไม่รับผิดชอบในสมัยเด็กๆ เมื่อแม่ต้องมาทนทำการบ้านแทนเรา จนผมทนบาดแผลที่เราก่อขึ้นนั้นไม่ไหว จึงต้องลุกขึ้นมานั่งทำงานฝีมือด้วยตัวเองในที่สุด
เหตุการณ์บางอย่างอาจเจ็บปวดให้เราทนได้กี่ครั้งและใครๆ อาจทนเราไม่ได้ทุกครั้งไปด้วย
เพียงแต่หวังใจว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นผ่านมาไม่จำเป็นต้องคิดลืม และกลับจดจำว่าคงคล้ายคลื่นหรือร่องรอยที่เรายังรอดมาได้มากกว่า แม้นวันข้างหน้ายังจะต้องเจอกับคลื่นที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่านักก็ตาม
ก็ถ้าไม่พบเจอคลื่นบาดแผลเล็กๆ ไว้บ้าง
คราวหน้าหัวใจอาจรับไม่ไหว เพราะเปราะบางมากเกินไป!!
...
...
...
และคิดถึงเพลงนี้ครับ....
Live and learn,บอยด์ โกสิยพงศ์
ยาขนานเอก คือใจเราเอง
บาดแผลนี้เห็นที่จาหายได้ช้าน๊า.....
ปล 1. ถ้าคนเราเยียวยาตัวเองได้จริงเค้าจะมีรพ.ไว้ทำไม
ปล. 2คนมีรอยแผลเป็นน่ะเก๋จะตายเนอะ
#1 By walk my own way ^^ on 2007-02-17 15:50