ดวงตาอันเก่าแก่แห่งกาฐมาณฑุ
posted on 01 May 2007 11:19 by lonelysyndrome in Nepal.
มนต์เสน่ห์ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สร้างขึ้นได้-มันเกิดขึ้นเอง
ในความมืด,ลม ฟ้า อาหาร
โตมร ศุขปรีชา
.
.
Boeing 777 เที่ยวบินที่ TG319 แตะพื้นรันเวย์สนามบินตรีภูวันในบ่ายวันที่แปดเมษายน
ผู้คนเต็มลำกำลังเคลื่อนตัวสู่อาคารผู้โดยสายขาเข้า อากาศประมาณยี่สิบห้าองศา กำลังเย็นสบาย แต่ทุกคนก็รีบร้อนในการทำเรื่องตรวจคนเข้าเมือง ส่วนหนึ่งของผู้โดยสารไม่มีวีซ่า จึงต้องมายื่นเรื่องทำวีซ่าที่สนามบินก่อนเข้าเมือง รวมทั้งผมเองด้วย
ขั้นตอนอะไรพวกนั้น ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ รายละเอียดก็ไม่มี จะพักที่ไหน กี่วัน กี่คืน เมืองไหน อย่างไร ทุกอย่างพอจะเข้าเค้าเป็นแผนเดินทางขึ้นมาได้บ้าง จากคนที่นั่งข้างๆ บนเครื่องบินนี่แหละ
เขาผู้นั้น เป็นชาวสวิส แต่มาอาศัยและทำงานที่กรุงเทพมาหลายปีแล้ว เดินทางมาเนปาลครั้งที่สอง แกให้ข้อมูลบางอย่างได้น่าสนใจ
คุณมีแผนที่ไหม? ผมหยิบโลนลี่พลาเน็ทยื่นให้
เมืองที่น่าสนใจนอกจากกาฐมาณฑุ โพคารา ลุมพินีแล้วยังมี ภักฑ์ตาปูร์ นากากอฑ ปาตัณ โดยเฉพาะภักฑ์ตาปูร์ เป็นเมืองเก่า ไม่ไกลจากกาฐมาณฑุ นั่งรถแค่ไม่ถึงชั่วโมง ไม่ต้องค้างคืนด้วย
ทั้งหมดบรรยายไทยแบบสำเนียงฝรั่งสวิส ทั้งเข้าใจและได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น
ผมนั่งวางแผนสิบห้าวันคร่าวๆ หลังจากนั้นดังนี้
วันที่ 1~ 3 กาฐมาณฑุ,ภักฑ์ตาปูร์,ปาตัณ
วันที่ 4~ 10 โพคารา 2 วัน,trekking 5 วัน(ดูอีกทีว่าจะเดินดีหรือเปล่า)
วันที่ 11~ 13 ลุมพินี(สถานที่ประสูติ)
วันที่ 14~15 มาที่กาฐมาณฑุเตรียมกลับบ้าน
ทั้งหมดเดินทางเป็นรอบวงกลม สิบห้าวันพอดีน่าจะไหว ทั้งหมดถูกร่างไว้คราวๆ มันอาจจะมีและพร้อมจะปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเมื่อต้องการ
ภูตรีวัน สนามบินนานาชาติของประเทศเนปาล ไม่ได้ใหญ่โต ไม่ได้ทันสมัย ไม่ได้หรูหรา แต่ใครๆ ก็ไม่เกี่ยงที่จะเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ผ่านสนามบินเล็กๆ ประเทศเล็กๆ แต่มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ลุ้นกับโลกภายนอกสนามบินในขณะที่ยื่นเรื่องวีซ่าพร้อมหนังสือเดินทาง รูปถ่ายสองใบ และเงินอีก 30 us ไม่นานเกินรอ ตราประทับอนุญาตเข้าประเทศเนปาลก็ถูกประทับลงในหนังสือเดินทาง ระบุวันที่ว่าให้อยู่ได้สามเดือน
แต่แหม...ไม่ขนาดนั้นหรอก ครึ่งเดือนก็กลับแล้ว
และก็ตามที่คาดคิด ผู้คนรายล้อมหน้าล้อมหลัง จะไปส่งที่โน้นที่นี่ ราคาไม่แพง แต่แหม ฟังๆ ดูแล้วไม่อยากร่วมเดินทางด้วยเลย

Tribhuvan Airport
โน แต้งกิ้ว ลูกเดียวพร้อมส่งยิ้มเรียบๆ เหมือนจะบอกว่า ฉันไม่ไปกับนายแน่ๆ
เดินออกมาจากสนามบินด้วยพร้อมบางคนที่ยังตื้อไม่เลิก เห็นพ่อลูกคู่หนึ่ง ท่าทางจะเป็นเกาหลี หรือไม่ก็ญี่ปุ่น เขาน่าจะไปหาที่พักย่านทาเมลเหมือนกัน งั้นลองถามดีกว่า
ขอโทษครับ คุณเป็นคนเกาหลีหรือเปล่าครับ ภาษาอังกฤษแบบลูกทุ่งผสมงูๆ ปลาๆ เริ่มทำงาน
ไม่ใช่ครับ ญี่ปุ่นครับ คนลูกตอบ
แล้วกำลังจะไปไหนครับ ผมถามต่อ ขณะทั้งสามคนเดินก้าวออกจากถนนเข้าไปในสนามบิน
ทาเมลครับ หาที่พักแล้วพรุ่งนี้จะไปโพคาราเหรอครับแล้วไปยังไงล่ะ
นั่งรถเมล์ครับ ว้าว!! แจ็คพอตแล้ว ถ้าอย่างนั้น ผมไปด้วยนะครับ กำลังจะไปทาเมลเหมือนกัน
ทั้งเที่ยวบิน ก็มีแต่ญี่ปุ่นพ่อลูกคู่นี้ กับคนไทยคือผมนี่แหละ ที่ดันเดินออกมาหารถเมล์กันข้างนอก คนอื่นๆ ขึ้นแท็กซี่กันไปถึงไหนถึงไหนกันแล้ว
แต่พอจ่ายค่ารถเมล์นี่สิ มันคุ้มค่าเสียจริงๆ ค่ารถเมล์ 9 รูปี เท่ากับประมาณ 4 บาทกว่า (ค่าเงิน 1 บาท = 1.83 รูปีเนปาล,โดยปกติจะเขียนว่า Rs 1.83) เมื่อตอนแท็กซี่บอกราคามา Rs200 ก็ประมาณร้อยกว่าบาท แพงหรือเปล่าไม่รู้สิ เพราะระยะทางไกลแค่ไหนไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ นั่งรถเมล์นี่ถูกกว่าและสนุกด้วย ชาวเนปาลีชัดๆ แท้ๆ เต็มคันรถ
เราคุยกันไปบนรถเมล์ที่แน่นเป็นระยะๆ แต่ถ้าไม่ได้พ่อลูกคู่นี้ก็งงอยู่นานเหมือนกัน เพราะป้ายบอกเส้นทางข้างรถเมล์สายอะไรก็ไม่รู้ เพราะไม่มีตัวเลขอารบิค มีแต่ภาษาเนปาลีทั้งนั้น ต้องอาศัยถามเอา พวกเราหมดสิทธิ์
แต่ญี่ปุ่นคนลูกอาศัยว่ามาหลายครั้งแล้ว เลยคล่องตัว เราก็เลยได้อาศัยไปด้วย
มาแบบนอกแผนก็แบบนี้นี่แหละ และจากการพูดคุย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาเนปาลโดยการผ่านสนามบินประเทศไทย เพราะบินตรงจากต่างประเทศราคาแพงกว่ามาก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น เลือกที่จะมาต่อเครื่องที่เมืองไทย
ยี่สิบนาทีผ่านไป กระเป๋ารถก็ส่งสัญญาณให้พวกเราลง ชี้มือบอกใบ้ให้เดินต่อไปตามถนนตรงแยกข้างหน้าที่รถกำลังจะวิ่งผ่านไป
พวกเราลงพร้อมเป้ สัมภาระพะรุงพะรัง!!
เดินจากรถเมล์มา ญี่ปุ่นคนลูกก็ตกใจ หันไปคุยภาษาเดียวกันกับพ่อเขา แล้วหันมาบอกเราว่า ลืมกระเป๋าใบหนึ่งไว้บนรถ
หลังจากสติกลับมา แกบอกว่าเดี๋ยวค่อยกลับไปเอาที่ท่ารถ ไปหาที่พักก่อน
แหม ฟังดูใจเย็นอีก มันหายแน่ๆ ถ้าคุณไม่รีบไป ถ้านี่เป็นญี่ปุ่นบ้านคุณนะ มันมีหวังแต่นี่มันประเทศอะไร
เราแยกกันตรงนั้น คนลูกวิ่งกลับไปทางที่จากรถคันนั้นมา คนพ่อเดินต่อไปที่ย่านทาเมล พ่อลูกนัดกันไว้ที่ International Guesthouse
ฟังดูแล้วมันจะเล็กหรือใหญ่หว่า ก็ลองไปดู มีคำว่า Guesthouse น่าจะไม่ใหญ่เป็นโรงแรมละหนา และไม่น่าแพง
.
เราเดินกันมาท่ามกลางชาวเนปาลีที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคย แทบไม่ต้องเปิดแผนที่ ใช้ทั้ง อวัจนะภาษา และวัจนะภาษาที่ชาวเมืองกาฐมาณฑุสามารถพูดภาษาที่สองคือภาษาอังกฤษได้อย่างน่าทึ่ง
ตามหาเกสต์เฮาส์ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่พอถึงแล้ว ก็พบว่ามันคือโรงแรมดีๆ นี่เอง คุณลุงญี่ปุ่นสอบถามราคาแล้วก็ตกลง 15 us แต่นั้นมันเกินงบที่เราจะพักได้ เลยขอตัวบ้ายบาย ซาโยนาระ ก่อน
เกสต์เฮาส์ย่านทาเมลมีให้เลือกมากมายหลายระดับ หลายราคา คืนแรกนี่ผมเลือกทาเมลเกสต์เฮาส์ ห้องพักอยู่ชั้นสาม เตียงปูผ้าสีขาว ผ้าห่มดูสะอาดใหม่ ห้องน้ำในตัวและมีน้ำอุ่นพร้อม กับค่าห้อง Rs250
สำรวจดูภายในห้องนอกจากเตียงนอนแล้ว ยังมีโต๊ะและเก้าอี้นั่งเขียนหนังสือหนึ่งชุด มีโซฟาพร้อมโต๊ะเตี้ยๆ อีกหนึ่งชุด บนผนังห้องประดับรูปเทือกเขาหิมาลัยใส่ไว้ในกรอบไม้เก่ามากแล้ว บนฝาประตูห้องมีกระดาษที่บอกกฎต่างๆ ของเกสต์เฮาส์ แต่มีลายมือที่เขียนด้วยปากกาลูกลื่นข้อความว่า
N-Never
E-Ending
P-Peace
A-And
L-Love
อืมม์...นะ เหมือนเป็นความคิดสนุกๆ ของคนที่มาพัก เลยลอกเอาไว้
ดูเวลาน่าจะมีเวลาพอไปเดินเที่ยวแถวแถบนี้ กางโลนลี่พลาเน็ท พบสถูปที่เป็นวัดพุทธที่สำคัญอยู่ไม่ไกลย่านทาเมลนัก ลงมาถามคนที่เกสต์เฮาส์แล้วได้เรื่องว่า สามารถเดินไปได้ สถูปแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า Swayambhunath
จากเกสต์เฮาส์ย่านทาเมลมุ่งหน้าตรงไปทางทิศตะวันตกราว 3 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งวัดของชาวพุทธและวัดของฮินดูผสมผสานกันอย่างแยกไม่ออก ระยะหว่างทางจากย่านทาเมล หากเป็นการเดินเล่นไป จะผ่านชุมชนต่างๆ วิถีชีวิตเล็กๆ บ้านแบบตึกแถวเก่าแก่โบราณแต่ยังคงมีชีวิตชีวาอาศัยกันอยู่ภายในอย่างอบอุ่น
เพราะภูมิอากาศเย็นแบบแห้งๆ ทำให้เมืองกาฐมาณฑุเต็มไปด้วยฝุ่นปกคลุมถนน เมือง ผู้คน แต่เมื่อยามที่แสงแดดแผดลงอาบเมืองและผู้คนส่าหรีสีสดจะงดงามจับตา ประกอบกับฉากเบื้องหลังเป็นตึกโบราณ กำแพง เทวรูปเคารพของชาวฮินดู ทั้งหมดทั้งมวลอวลอยู่ในชีวิตของชาวเนปาลี
.


.
จักรยาน รถเข็นขายถั่ว ร้านขายชา ร้านขายเครื่องทองเหลือง เครื่องปั้นดินเผา บรรยากาศระหว่างไป สวยมภูนาถ (Swayambhunath) กำลังจะหลอมเอาความรู้สึกในความแปลกแยกแตกต่างให้กลมกลืนเข้ากันมากขึ้น
เกี่ยวกับตำนานของสถูปหรือวัดแห่งนี้ มีเรื่องเล่าที่มาด้วยกันทั้งทางพุทธและฮินดูรวมๆ แล้ว กว่า 2 พันปี
.


Swayambhunath,Kathmandu
..
จากด้านล่างทางขึ้นสู่เบื้องบนที่ประกอบไปด้วยบันไดเป็นนับสิบขั้นนั้น ค่อยๆ เผยให้เห็นสถูปหรือเจดีย์สีขาวเป็นวงรอบฐานรองรับเจดีย์สีทองเหลืองมลังที่แตกสงบนิ่งอยู่บนนั้น มีด้วยตาที่สามอยู่ที่สี่ทิศ
วิหารแห่งการสักการะแห่งนี้ ทั้งชาวพุทธและฮินดูแล้วยังมีลิงเยอะแยะมากมายอาศัยร่วมอยู่ด้วย ภาพริ้วธงหลากสีที่มีอักษรเนวารีที่เขียนเป็นบทสวดมนต์กระจายไปทั่วบริเวณสถูป
.


.
เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนสี พระอาทิตย์กำลังจะลดต่ำลง แสงแดดอาบบริเวณเจดีย์สีทอง ดวงตาที่สามเหมือนกำลังจะเพ่งจ้องมองดูพวกเราอยู่
นัยน์ตาสีขาว ขอบตาสีแดงน้ำเงินและคำถามมากมายที่ยากจะหาคำตอบในความเป็นปริศนาของชีวิต กาฐมาณฑุในเย็นวันนั้นเป็นเมืองที่อยู่นิ่งๆ มานับตั้งแต่ที่พระโพธิสัตว์มัญชูศรีตัดช่องภูเขาเพื่อระบายน้ำออกจากหุบเขาที่เป็นดั่งทะเลสาบ บริเวณแห่งนี้จึงกลายเป็นเมืองกาฐมาณฑุนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เพียงชั่วโมงแดดสีทองก็เริ่มจางจืดลง ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง นกหลากฝูงถลาบินกลับรวงรังกันเป็นทิวแถว ผู้คนที่มาสัการะค่อยๆ ทยอยเดินลงคืนสู่เมืองเบื้องล่าง
.


.
ดวงตาที่สามยังคงเบิกสว่างและยังไม่กระพริบหลับหรือหรี่ลง ยังคงจ้องมองผู้คนเบื้องล่างที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น ความลี้ลับแห่งเมืองนี้ยังคงสว่างอยู่ในดวงตาที่สาม ยังรอคอยและเผยรหัสนัยให้กับใครบางคน
คืนแรกนี้ ผมกลับมานอนที่ทาเมลเกสต์เฮาส์ ในช่วงหลังเที่ยงคืน เพราะดนตรีจากละแวกนั้นดังระงมทั่วไปทั้งย่านทาเมล และเพิ่งรู้ว่า ห้องที่ว่างอยู่ปราศจากผู้ที่ต้องการเพราะหน้าต่างห้องไปต้องเอากับกลอง กีตาร์และเสียงดนตรีสดจากผับอีกฟากถนนหนึ่ง
หน้ากระดาษที่ว่างเปล่ากำลังจะปรากฏตัวอักษรหลายๆ ตัว ณ คืนนั้น ณ ห้องหมายเลข 108 ที่ทาเมลเกสต์เฮาส์
.


#1 By Adsense Blog แอดเซนส์ หารายได้พิเศษ on 2007-05-01 18:49