วิหารและความหวานของชีวิต
posted on 05 May 2007 17:40 by lonelysyndrome in Nepalชีวิตคืออาหารมื้อใหญ่ หลายรสแต่เผ็ดนำ
สวรรค์ชั้นประหยัด
วิทวัส โปษยะจินดา
.

Window,Bhuktapur
.
เช้าๆ ทาเมลเงียบสงัด ฝนที่โปรยปรายตลอดกลางคืน ตึกรามบ้านช่อง หน้าต่าง ถนนหนทาง จักรยาน สามล้อถีบ ต่างดูแปลกตาและสดใหม่
ที่ว่าเช้าหลังคืนฝนตก ท้องฟ้าจะใส เห็นจะจริง!!
วันกลางสัปดาห์ในต้นเดือนเมษายน ลมหนาวยังคงวนเวียนอยู่ในเมืองกาฐมาณฑุ ใครๆ เลยหลับใหลกันอยู่ในที่นอนท่ามกลางอากาศอันเยียบเย็น
ขณะกลางกรุงกาฐมาณฑุยังเงียบในยามเช้า แต่เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของกาฐมาณฑุตื่นกันแต่เช้าท่ามกลางอากาศที่เยียบเย็นเช่นกัน
รถประจำทางขนาดเล็กสายหนึ่งกำลังจะพาผมไปที่นั่น ภักตปูร์ (Bhuktapur)
ถนนสายที่เชื่อมต่อระหว่างกาฐมาณฑุมุ่งสู่ภักตปูร์ หลังจากผ่านออกจากเมืองแล้ว ทุ่งนาสีเขียวๆ ผืนย่อมๆ สลับกับบ้านทรงตึกแต่เก่าทรุดโทรมเรียงรายตามริมทางเป็นระยะๆ
ประตูรถที่มีอยู่ประตูเดียวสำหรับมินิบัสคันนี้ สร้างบรรยากาศชวนวุ่นวายตลอดการเดินทาง มีขึ้นมีลงตลอดรายทาง จากเมืองใหญ่กำลังจะไปสู่เมืองเล็กๆ
ฝุ่นตลบเมื่อมินิบัสจอด สุดป้ายแล้ว เหมือนเสียงตะโกนมาเป็นภาษาเนปาลีทำนองนั้น
ยามเช้าของเมืองเผยให้เห็นชีวิตของผู้คน สีสันยามเช้า ดูเป็นชนบทที่แปลกตา ผู้คนเดินไปมา บ้างก็ขี่จักรยาน ดูเชื่องช้า และค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อน
.
.




ผ่านสู่ย่านเมืองเก่า เนปาลีตัวเล็กๆ ยิ้มสดใส ยืนยิ้มอยู่หน้าบ้านของเธอ ภายในตึกหลังนั้นถ้าไม่เห็นเธอก็คงไม่รู้ว่ามันคือ วิหาร หรือสถานที่สักการะและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู
เธอชื่อ สุรัชชา รอยยิ้มของเธองดงามและตรึงใจเป็นที่สุด เพราะความน่ารักจึงชวนเด็กสาวตัวน้อยๆ กับน้องชายของเธอออกไปเดินเล่นภายในเมือง
เธอชี้โน้นชี้นี้ ภาษาอังกฤษของเธอเข้าใจไม่ยาก คุยกันไปมา ผ่านตลาด ผ่านวัดและวิหารเก่าแก่ที่สำคัญมากมาย ตึกอิฐเก่าอายุนับเกือบสามร้อยปี ยังตกทอดมาสู่ผู้คนในปัจจุบัน
.



.
ภายในตึกอิฐที่สูงมากชั้น หน้าต่างแต่ละบาน เผยให้เห็นชีวิตและความเป็นอยู่ภายในได้บ้าง
ความแตกต่างของคนที่นี่กับเมืองหลวงอย่างกาฐมาณฑุ คงไม่ต่างกับอยุธยากับกรุงเทพ ความเป็นเมืองโบราณอายุที่ดูจากวิหารที่เก่าแก่ที่สุดสร้างขึ้นราวคริสตศตวรรษที่สิบเจ็ด (1702) นั้นคืออายุราวๆ สามร้อยปีมาแล้ว
ความโบราณของเมือง หน้าตาของตึก ชีวิตความเป็นอยู่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในวัฒนธรรม ความเชื่อของชาวพุทธและฮินดูที่ผสมผสานกันในเมืองแห่งนี้
กลางเดือนเมษายนกับเมืองนี้ มันหนาวเย็นและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
ตลาดเช้ากำลังสดชื่น ผู้คนมากมาย ผักสด เสื้อผ้า ผลไม้ อยู่ใกล้ชิดวิหารเก่าแก่และมีชื่อที่สุด ใกล้ชิดเสมือนบ้านหลังหนึ่งของชาวเนปาลี วิหารนั้นมีชื่อว่า นยาตาโปลา (Nyatapola)
Nyata แปลว่า ห้า , Pola แปลว่า ชั้น นั่นหมายความว่าวิหารแห่งนี้มีความสูงทั้งหมดห้าชั้น
ชายคนหนึ่งที่เป็นชาวเนวารี กำลังนั่งอธิบายบางอย่างของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ให้ผมฟัง เราอยู่กันบนชั้นที่สองของ café nyatapola และคาเฟ่แห่งนี้ก็เคยเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์โบราณดุจเดียวกันกับวิหารที่อยู่ใกล้ๆ นี้
..




.
ชายคนนี้บอกว่า ชนพื้นเมืองแห่งย่านนี้ เป็นชาวเมืองดั้งเดิมที่เรียกตัวเองว่า เนวารี ซึ่งต่างจาก เนปาลี ที่ใช้เรียกชาวเนปาลทั่วไปรวมๆ กันหมดไม่ว่าจะชนเผ่าไหนก็ตาม
เนวารีส่วนใหญ่นับถือพุทธ ความเชื่ออันเก่าแก่ดั้งเดิมยังตกทอดมาสู่คนรุ่นปัจจุบัน ธงมนตราหลากสี และการเดินออกจากที่พักอาศัยในยามเช้าเพื่อออกมาเคารพสิ่งที่พวกเนวารีเคารพศรัทธา คือภาพโดยทั่วๆ ไปที่สามารถพบเห็นได้
เพียงแต่วิหารและวัดวาภายในภักตปูร์แห่งนี้ ไม่ปรากฏพระภิกษุสักองค์เดียว!!
สุรัชชาและน้องชายตัวน้อย พาผมเดินผ่านตรอกเล็กๆ ที่ซ่อนตัวระหว่างตึกอิฐโบราณ มาถึงลานโล่งแห่งหนึ่ง
เป็นลานโล่งที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยตึก เรือนที่อยู่อาศัยสูงๆ เป็นฉากหลัง ชาวเมืองแห่งนี้กำลังเอาโถ่ดินเผา กระถาง อ่าง ที่ปั้นเสร็จหมาดๆ ออกมาผึ่งลม เครื่องปั้นดินเผามากมายเรียงรายอยู่บนลานแห่งนี้
.





.
บนพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส เครื่องปั้นที่ผ่านการขึ้นรูป รูปทรงต่างๆ บ้างก็อยู่ในเตาที่กำลังให้ความร้อน บางคนกำลังเอาเครื่องปั้นจุ่มน้ำเคลือบเพื่อเตรียมเผา สีของดินเผาที่นี่ ไม่ได้แตกต่างไปจากชนบทอื่นๆ ที่มีเครื่องปั้นดินเผา
ความต่างอยู่ที่วิธีการและการขึ้นรูป แป้นหมุนที่เป็นเครื่องสำหรับปั้นขึ้นรูป ทำจากไม้ขนาดใหญ่เท่าสองแขนกาง หมุนด้วยความเร็วที่ได้จากการใช้ไม้เท้ายันหมุนส่งด้วยความเร็วและแรงเหวี่ยงที่ค่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ
ต่อการหมุนหนึ่งครั้ง ถ้าเชี่ยวชาญและมือนิ่งพอ ภาชนะดินเผาหลายใบจะออกมาเรียงรายให้ได้ชม แต่สำหรับผม คนที่ไม่เคยปั้นด้วยแป้นหมุนแรงธรรมชาติ จะต้องเริ่มต้นสร้างความคุ้นเคยนานพอดู
แรงเหวี่ยงที่พอเหมาะ ส่งกำลังให้แป้นหมุนๆ ด้วยความเร็ว ดินกองอยู่บนแป้น ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นก้อนกลม กว่าจะตั้งศูนย์กลางของดินที่ปั้นได้ แป้นหมุนก็ใกล้ที่จะหมดแรง
เพียงถ้วยดินบิดๆ เบี้ยวๆ หนึ่งใบก็เกินพอ เพราะมันซับซ้อนยุ่งยากเกินกว่าที่จะทำได้
หลังจากมือที่เปื้อนดินสะอาดขึ้น เสียงกดชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ภาพร้านขายเครื่องปั้นดินเผา เรียงรายไปเป็นระยะๆ สีของตึกอิฐ เครื่องปั้นดินเผา สีหน้า แววตาของเนวารีที่นี่ ถนนที่ทอดตัวไปตามตึกเก่าๆ มันช่างไม่คุ้นเคย
.




.
แต่ทำให้เกิดความลุ่มหลงบ้าง ลุ่มหลงกับบางอย่างที่เมืองใหญ่ๆ ไม่มี สุรัชชาหญิงสาวตัวน้อยๆ ที่คอยเดินอธิบาย พูด เล่า ถึงชีวิตของคนที่นี่ได้อย่างน่าเอ็นดู แววตาและลักยิ้มของเธอ ไม่มีอะไรจะมาปิดซ่อนความจริงใจไปได้
พื้นฐานของคนที่นี่ มีรากที่ลึกเกินกว่าจะถูกถอนและรื้อ ความมั่นคงของชีวิต คงไม่ได้หมายถึงทรัพย์สินและเงินตรา
แต่ความผูกพันกันระหว่างความเชื่อและการใช้ชีวิตที่ไม่หรูหราแต่เรียบง่าย นำมาซึ่งความหวานของชีวิต
ผมกลับคิดถึงแป้นหมุนที่ใช้แรงคนหมุนที่นึกไปเองว่ายุ่งยากและซับซ้อน แท้จริงแล้ว มันง่ายกว่า และไม่ต้องใช้พลังงานใดๆ เลย นอกจากเรี่ยวแรงที่เรามีอยู่
ถ้ารู้จักและยอมรับความจริง โลกรอบข้างมันน่าอยู่เป็นไหนๆ แต่อยู่ที่ใครจะใช้อะไรมองและลองชิมมัน
.
.
.

Sur Sudha,
Festivals of Nepal
Mangal dhoon
ชอบรูปภูเขามั่กๆด้วยแหละ
ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ ครับ
แต่อยากอยู่อย่างมีความหมายในชีวิต
#1 By AkE on 2007-05-05 18:52