วิหารและความหวานของชีวิต

posted on 05 May 2007 17:40 by lonelysyndrome  in Nepal

ชีวิตคืออาหารมื้อใหญ่ หลายรสแต่เผ็ดนำ

สวรรค์ชั้นประหยัด
วิทวัส โปษยะจินดา

.


Window,Bhuktapur

.

เช้าๆ ทาเมลเงียบสงัด ฝนที่โปรยปรายตลอดกลางคืน ตึกรามบ้านช่อง หน้าต่าง ถนนหนทาง จักรยาน สามล้อถีบ ต่างดูแปลกตาและสดใหม่

ที่ว่าเช้าหลังคืนฝนตก ท้องฟ้าจะใส เห็นจะจริง
!!

วันกลางสัปดาห์ในต้นเดือนเมษายน ลมหนาวยังคงวนเวียนอยู่ในเมืองกาฐมาณฑุ ใครๆ เลยหลับใหลกันอยู่ในที่นอนท่ามกลางอากาศอันเยียบเย็น

ขณะกลางกรุงกาฐมาณฑุยังเงียบในยามเช้า แต่เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของกาฐมาณฑุตื่นกันแต่เช้าท่ามกลางอากาศที่เยียบเย็นเช่นกัน

รถประจำทางขนาดเล็กสายหนึ่งกำลังจะพาผมไปที่นั่น ภักตปูร์ (
Bhuktapur)

ถนนสายที่เชื่อมต่อระหว่างกาฐมาณฑุมุ่งสู่ภักตปูร์ หลังจากผ่านออกจากเมืองแล้ว ทุ่งนาสีเขียวๆ ผืนย่อมๆ สลับกับบ้านทรงตึกแต่เก่าทรุดโทรมเรียงรายตามริมทางเป็นระยะๆ

ประตูรถที่มีอยู่ประตูเดียวสำหรับมินิบัสคันนี้ สร้างบรรยากาศชวนวุ่นวายตลอดการเดินทาง มีขึ้นมีลงตลอดรายทาง จากเมืองใหญ่กำลังจะไปสู่เมืองเล็กๆ

ฝุ่นตลบเมื่อมินิบัสจอด
สุดป้ายแล้ว
เหมือนเสียงตะโกนมาเป็นภาษาเนปาลีทำนองนั้น

ยามเช้าของเมืองเผยให้เห็นชีวิตของผู้คน สีสันยามเช้า ดูเป็นชนบทที่แปลกตา ผู้คนเดินไปมา บ้างก็ขี่จักรยาน ดูเชื่องช้า และค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อน
.

.









ผ่านสู่ย่านเมืองเก่า เนปาลีตัวเล็กๆ ยิ้มสดใส ยืนยิ้มอยู่หน้าบ้านของเธอ ภายในตึกหลังนั้นถ้าไม่เห็นเธอก็คงไม่รู้ว่ามันคือ วิหาร หรือสถานที่สักการะและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

เธอชื่อ สุรัชชา รอยยิ้มของเธองดงามและตรึงใจเป็นที่สุด เพราะความน่ารักจึงชวนเด็กสาวตัวน้อยๆ กับน้องชายของเธอออกไปเดินเล่นภายในเมือง

เธอชี้โน้นชี้นี้ ภาษาอังกฤษของเธอเข้าใจไม่ยาก คุยกันไปมา ผ่านตลาด ผ่านวัดและวิหารเก่าแก่ที่สำคัญมากมาย ตึกอิฐเก่าอายุนับเกือบสามร้อยปี ยังตกทอดมาสู่ผู้คนในปัจจุบัน

.






.
ภายในตึกอิฐที่สูงมากชั้น หน้าต่างแต่ละบาน เผยให้เห็นชีวิตและความเป็นอยู่ภายในได้บ้าง

ความแตกต่างของคนที่นี่กับเมืองหลวงอย่างกาฐมาณฑุ คงไม่ต่างกับอยุธยากับกรุงเทพ ความเป็นเมืองโบราณอายุที่ดูจากวิหารที่เก่าแก่ที่สุดสร้างขึ้นราวคริสตศตวรรษที่สิบเจ็ด (1702) นั้นคืออายุราวๆ สามร้อยปีมาแล้ว

ความโบราณของเมือง หน้าตาของตึก ชีวิตความเป็นอยู่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในวัฒนธรรม ความเชื่อของชาวพุทธและฮินดูที่ผสมผสานกันในเมืองแห่งนี้

กลางเดือนเมษายนกับเมืองนี้ มันหนาวเย็นและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

ตลาดเช้ากำลังสดชื่น ผู้คนมากมาย ผักสด เสื้อผ้า ผลไม้ อยู่ใกล้ชิดวิหารเก่าแก่และมีชื่อที่สุด ใกล้ชิดเสมือนบ้านหลังหนึ่งของชาวเนปาลี วิหารนั้นมีชื่อว่า นยาตาโปลา
(Nyatapola)

Nyata แปลว่า ห้า , Pola แปลว่า ชั้น นั่นหมายความว่าวิหารแห่งนี้มีความสูงทั้งหมดห้าชั้น

ชายคนหนึ่งที่เป็นชาวเนวารี กำลังนั่งอธิบายบางอย่างของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ให้ผมฟัง เราอยู่กันบนชั้นที่สองของ
café nyatapola
และคาเฟ่แห่งนี้ก็เคยเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์โบราณดุจเดียวกันกับวิหารที่อยู่ใกล้ๆ นี้

..



.

ชายคนนี้บอกว่า ชนพื้นเมืองแห่งย่านนี้ เป็นชาวเมืองดั้งเดิมที่เรียกตัวเองว่า เนวารี ซึ่งต่างจาก เนปาลี ที่ใช้เรียกชาวเนปาลทั่วไปรวมๆ กันหมดไม่ว่าจะชนเผ่าไหนก็ตาม

เนวารีส่วนใหญ่นับถือพุทธ ความเชื่ออันเก่าแก่ดั้งเดิมยังตกทอดมาสู่คนรุ่นปัจจุบัน ธงมนตราหลากสี และการเดินออกจากที่พักอาศัยในยามเช้าเพื่อออกมาเคารพสิ่งที่พวกเนวารีเคารพศรัทธา คือภาพโดยทั่วๆ ไปที่สามารถพบเห็นได้

เพียงแต่วิหารและวัดวาภายในภักตปูร์แห่งนี้ ไม่ปรากฏพระภิกษุสักองค์เดียว!!


สุรัชชาและน้องชายตัวน้อย พาผมเดินผ่านตรอกเล็กๆ ที่ซ่อนตัวระหว่างตึกอิฐโบราณ มาถึงลานโล่งแห่งหนึ่ง

เป็นลานโล่งที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยตึก เรือนที่อยู่อาศัยสูงๆ เป็นฉากหลัง ชาวเมืองแห่งนี้กำลังเอาโถ่ดินเผา กระถาง อ่าง ที่ปั้นเสร็จหมาดๆ ออกมาผึ่งลม เครื่องปั้นดินเผามากมายเรียงรายอยู่บนลานแห่งนี้

.

.

บนพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส เครื่องปั้นที่ผ่านการขึ้นรูป รูปทรงต่างๆ บ้างก็อยู่ในเตาที่กำลังให้ความร้อน บางคนกำลังเอาเครื่องปั้นจุ่มน้ำเคลือบเพื่อเตรียมเผา สีของดินเผาที่นี่ ไม่ได้แตกต่างไปจากชนบทอื่นๆ ที่มีเครื่องปั้นดินเผา

ความต่างอยู่ที่วิธีการและการขึ้นรูป แป้นหมุนที่เป็นเครื่องสำหรับปั้นขึ้นรูป ทำจากไม้ขนาดใหญ่เท่าสองแขนกาง หมุนด้วยความเร็วที่ได้จากการใช้ไม้เท้ายันหมุนส่งด้วยความเร็วและแรงเหวี่ยงที่ค่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ

ต่อการหมุนหนึ่งครั้ง ถ้าเชี่ยวชาญและมือนิ่งพอ ภาชนะดินเผาหลายใบจะออกมาเรียงรายให้ได้ชม แต่สำหรับผม คนที่ไม่เคยปั้นด้วยแป้นหมุนแรงธรรมชาติ จะต้องเริ่มต้นสร้างความคุ้นเคยนานพอดู

แรงเหวี่ยงที่พอเหมาะ ส่งกำลังให้แป้นหมุนๆ ด้วยความเร็ว ดินกองอยู่บนแป้น ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นก้อนกลม กว่าจะตั้งศูนย์กลางของดินที่ปั้นได้ แป้นหมุนก็ใกล้ที่จะหมดแรง

เพียงถ้วยดินบิดๆ เบี้ยวๆ หนึ่งใบก็เกินพอ เพราะมันซับซ้อนยุ่งยากเกินกว่าที่จะทำได้

หลังจากมือที่เปื้อนดินสะอาดขึ้น เสียงกดชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ภาพร้านขายเครื่องปั้นดินเผา เรียงรายไปเป็นระยะๆ สีของตึกอิฐ เครื่องปั้นดินเผา สีหน้า แววตาของเนวารีที่นี่ ถนนที่ทอดตัวไปตามตึกเก่าๆ มันช่างไม่คุ้นเคย

.

.

แต่ทำให้เกิดความลุ่มหลงบ้าง ลุ่มหลงกับบางอย่างที่เมืองใหญ่ๆ ไม่มี สุรัชชาหญิงสาวตัวน้อยๆ ที่คอยเดินอธิบาย พูด เล่า ถึงชีวิตของคนที่นี่ได้อย่างน่าเอ็นดู แววตาและลักยิ้มของเธอ ไม่มีอะไรจะมาปิดซ่อนความจริงใจไปได้

พื้นฐานของคนที่นี่ มีรากที่ลึกเกินกว่าจะถูกถอนและรื้อ ความมั่นคงของชีวิต คงไม่ได้หมายถึงทรัพย์สินและเงินตรา

แต่ความผูกพันกันระหว่างความเชื่อและการใช้ชีวิตที่ไม่หรูหราแต่เรียบง่าย นำมาซึ่งความหวานของชีวิต

ผมกลับคิดถึงแป้นหมุนที่ใช้แรงคนหมุนที่นึกไปเองว่ายุ่งยากและซับซ้อน แท้จริงแล้ว มันง่ายกว่า และไม่ต้องใช้พลังงานใดๆ เลย นอกจากเรี่ยวแรงที่เรามีอยู่

ถ้ารู้จักและยอมรับความจริง โลกรอบข้างมันน่าอยู่เป็นไหนๆ แต่อยู่ที่ใครจะใช้อะไรมองและลองชิมมัน

.

.

.

Sur Sudha,
Festivals of Nepal
Mangal dhoon

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมก็พยายามที่จะเรียนรู้เพื่ออยู่กับโลกใบนี้
ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ ครับ
แต่อยากอยู่อย่างมีความหมายในชีวิต

#1 By AkE on 2007-05-05 18:52

ยังคงพยายามเรียนรู้ และยอมรับความจริง
เพื่อที่จะมีชีวตอยู่อย่างมีความสุข

อยากไปเที่ยวเนปาลบ้างจังครับ

#2 By รัตนาดิศร on 2007-05-05 18:57

เนปาลเป็นเมืองที่มีเสน่ห์จัง
คุณเจ้าของบล็อก ก็เล่าเก่ง สนุกเหมือนได้เดินทางไปด้วยเลยเนอะ
ชีวิตใน เนปาลดูมีสีสันจัง
สักวัน ถ้าโตกว่า นี้ พอที่พ่อ กับแม่จะไม่เป็นห่วง
ต้องลองไปดูสักทีเนอะ

#3 By chenlee on 2007-05-05 19:22

หนาวเย็นแต่อบอุ่น นานๆครั้งจะสัมผัสความรู้สึกนี้ได้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่เค้าจะชอบตามมาทีหลังความอ้างว้างอยู่เป็นเนืองๆ น่าอิจฉาจังทีได้พบ ได้รับและได้ตอบรับความจิงจัยของผู้คนรอบข้างโดยปราศจากความเคลือบแคลง การได้อยู่ในวัฒธรรมที่เรียบง่ายพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มันช่างเป็นชีวิตแห่งความเป็นจริงที่หัวใจและสายตาคงมีความสุขและคงสัมผัสถึงรอยยิ้มที่แวดล้อมรอบตัวเราอยู่เสมอ.

#4 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.129.131) on 2007-05-05 20:11

ชอบเสียงเพลงที่ดัง ตั้งแต่คลิกเปิดมาเลยค่ะ
การเดินทางไปเมืองเล็กๆ แต่ละแห่งน่าสนใจดี

เสียงดนตรีนำทาง เรื่องราวและรูปที่แปะมาคราวนี้
เนปาลน่ารักมาก .. เรื่องของวันนี้บรรยากาศอบอุ่นดีนะคะ

#5 By moodee on 2007-05-05 20:32

ขอให้เมืองนี้เป็นแบบนี้ต่อไปดีกว่า
อย่ามีตึกสูงมายังวิหาร เหมือนบางประเทศแถวนี้
ปล.ภาพสวย และเล่าเรื่องได้ดีมากเลย ชอบ
ใช้ภาษาสละสลวย เพลงก็เพราะดีจริงๆ^^

#7 By NightMare on 2007-05-05 20:40

อืม ชอบจริง เพลงก็ชอบ รูปก็ชอบ

ว่าแต่ว่าเจ้าตู้เล็กๆนั่นร้านขายยยาหรือเปล่าคะ
แอบชอบเคาน์เตอร์สีไม้ธรรมชาติ
เล็กๆกะทัดรัดดี ช่วงนี้ขี้เกียจทำความสะอาดร้านตัวเอง
แล้วภาพนั้นหล่ะคะ ที่ดูเหมือนกำลังถอนฟันหรือตัดผม
ภาวนาอย่าให้ใช่การถอนฟันเหอะ ดูไม่ปลอดเชื้อชอบกล
ถัดขึ้นไปจากรูปตู้ไม้กระจกใส เขาเป่าอะไรกัน
อืม ถัดขึ้นไปอีกนิด ส่าหรีสีชมพูชื่นใจมาก
จังหวะเดินที่รับกับสีชมพูเฉดเดียวกันกับบานประตู

สวยจริง


คุณชอบเมืองนี้ ภาพถ่ายดูเหมือนจะบอกอย่างนั้น
รูปภาพบางครั้งมากกว่ามุมแทนสายตา
มันมักจะบอกอารมณ์ของคนถ่ายภาพด้วย

เวลาเราไปร้านยาที่อื่นๆ ชอบแอบมองว่าเขาขายอะไรบ้าง
บางทีอาจจะเคยอยากลองเข้าไปทำงานหลังเคาน์เตอร์เขาดูสักครั้ง
เวลาไปร้านเพื่อนก็แอบดูโน่นนี่ เพื่อนเองก็เช่นกัน
เวลาเพื่อนมาแอบดูร้านยา อาจจะรู้สึกกึ่งถูกย่ำเข้ามาในอาณาเขต
แล้วก็กึ่งพอใจแกมกระหยิ่ม ที่จะอวดมันนิดๆ
อารมณ์เดินเข้าไปขอเขาปั้นนี่เจรจายังไงหนอ
หรือใครๆเขาก็ให้ปั้นกันนะคะ

นั่นสิ ความสุข คือสิ่งสำคัญที่กำลังทบทวนถึงอยู่ในตอนนี้
หากเราสามารถรู้ว่าเราสุขกับสิ่งไหน ก็แค่ทำมันให้ดีที่สุด

อืม แค่นั้นก็น่าจะพอสำหรับชีวิต


คุณจูน,
นั่นคือร้านตัดผมครับ
อยู่ท่ามกลางตลาดสดยามเช้า
ส่วนข้างบนพวกเขาสูบบุหรี่ครับ

และบนโน้น คือร้านขายหนังสือพิมพ์
ส่วนร้านขายยาไม่ค่อยพบ
จะมีก็ในกาฐมาณฑุ มีอยู่ร้านหนึ่ง
ที่เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นร้านขายยาที่ดูดีมาก
ร้านเป็นลักษณะห้องแถวกล่องสีเหลี่ยมยาวลึกเข้าไปแต่ไม่ใหญ่
ฝาผนังสองด้านมีแผงตู้ยาคล้ายชั้นหนังสือ
ยาวไปจนสุดด้านใน ร้านดูเรียบง่ายมาก
แต่สะอาดน่าเข้า ผืนผนังและตัวร้านทาสีขาวทั้งหมด
แต่ทำไมไม่ถ่ายมาก็ไม่รู้ ผ่านไปสองวัน
เพิ่งคิดได้ว่า ทำไมไม่ถ่ายรูปมา

และจริงครับ ชอบเมืองนี้

คุณหมูดี,
เพลงนี้ ฟังครั้งแรกก็หลงรักเช่นกัน
ในวันนั้นผมเดินอยู่ถนนสักที่ที่กาฐมาณฑุ
บังเอิญได้ยินเพลงนี้ จากร้านขายซีดี
ก็ตรงเข้าไปทำความรู้จัก
และทางร้านก็บอกว่า เป็นวงที่เจ๋งมากๆ
คิดๆ ดูแล้วเหมือนวงฟองน้ำหรือบอยไทยบ้านเราประมาณนั้น
ก็เลยอุดหนุนมาสองชุด

#10 By อากาศกวี on 2007-05-05 21:17

โอ้โห มีมุมดี ๆ ให้ถ่ายรูปเพียบเลย

สักวันคงไ้ด้ไปบ้าง

#11 By เจ้าชายน้อย on 2007-05-05 21:23

...
ติดตามร่องรอยการเดินทางในโลกกว้างไกล

แวะมาอ่านหลายคราแล้ว แถมยังแอบแอดลิงค์ไว้แล้วด้วย ...

#12 By กะจิ๋วหลิว on 2007-05-06 19:25

ดีจังครับในสิ่งที่เมืองนั้นเป็น
และจะดีมากๆถ้ามันจะเป็นอย่างงั้นตลอดไป
หวังว่าซักวันจะมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเมืองแบบนั้นมั่งครับ

ปล. เจ้าของบล๊อคถ่ายทอดรายละเอียดออกมาได้มืออาชีพมากๆครับ
เขียนหนังสือขายได้เลยทีเดียว

#13 By H-E-L-P-0-1 on 2007-05-06 20:23

ก้อนหินไม่สบายเป็นไข้ แล้วก็ปวดหัว แล้วก้อเจ็บคอมากๆตั้งหลายวัน แต่วันนี้โอแล้วนะ เลยแวะมาที่บล็อกนี้ได้

เราชอบบทกวีในอิ่มเอมและอุ่นใจนะ ชอบรูปภูเขามั่กๆด้วยแหละ

เราชื่นชมนะในการตัดสินใจไปเนปาลแบบคิดแล้วทำเลย

lonely (ไม่ได้ลืมพิมพ์คำว่าคุณนะ ก็เรารุสึกว่าตัวหนังสือของเราเป็นเพื่อนกัน เพื่อนไม่ต้องเรียกกันว่าคุณหรอกเนอะ ได้ป่ะ )

หลังจากอ่านเรื่องราวของเนปาลตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ เราชอบentry นี้ที่สุด ภาพถ่ายของ entry นี้มากกว่าสวย เพราะมันมีชีวิตไง มีภาพผู้คน มีรอยยิ้มของน้องสุรัชชาที่น่ารัก (โตขึ้นต้องเป็นสาวสวยแน่นอน) ต่อให้เมืองสวยแค่ไหน ถ้าไม่มีรอยยิ้ม ก็ไม่มีเสน่ห์สำหรับเรา

lonely เป็นคน friendly มั่กๆ ไปที่ไหนก็มีเพื่อนที่นั่น ดีจังเลย
ได้ถ่ายรูปผลงานที่ปั้นที่นั่นเอาไว้รึเปล่าค่ะ ถ้าถ่ายไว้ช่วยเอามาลงให้ดูหน่อย เราอยากเห็นจังค่ะ

ชอบรูปคุณลุงทัดดอกไม้ด้วย หน้าของคุณลุงกับผู้ชายที่อยู่ข้างหลังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เรายังไม่เคยไปเนปาลแต่ก็หลงรัก bhuktapur ซะแล้ว

#14 By ก้อนหินรูปหมู (58.136.98.140) on 2007-05-07 04:02

ก้อนหิน,
เพราะฝนหรือเปล่าถึงเป็นหวัดนะครับ
ขอให้หายสนิทเร็วๆ นะ
คนเจ็บคอ ปวดหัว ทรมานครับ เพราะเพิ่งหายเป็นมาเหมือนกัน

ไม่รู้จะพูดยังไงดี ที่คุณยังคอยอ่านเรื่องต่างๆ อยู่
ชีวตในเนปาล ค่อนข้างมหัศจรรย์
เวลานาที จิตใจจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
คิดๆ แล้วตัดสินใจไม่ผิดสักนิด
ส่วนเรื่องที่เล่า อยากถ่ายทอดให้ได้มากกว่านี้ แต่ก็ทำได้เท่านี้แหละครับ

#15 By อากาศกวี on 2007-05-07 07:43

คุณรายละเอียดที่หายไป,
ถ้าผมมีลูก ผมจะส่งไปเนปาลหรือไม่ก็อินเดีย ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
เพราะสองประเทศนี้ คือสถานที่ที่จะหลอมจิตใจให้เข้มแข็ง
เพราะประเทศของเอขา จะไม่เพียงสัมผัสเรา
แต่จะกอดรัดฟัดเหวี่ยงเราอยู่ตลอดเวลา

#16 By อากาศกวี on 2007-05-07 07:48

อืม... ก็มีแอบคิดไว้เหมียลกัลค่ะ.

#17 By (58.9.125.17) on 2007-05-07 11:13

อืม... ก็มีแอบๆจินตนาการเอาไว้บ้างไว้เหมียลกัลคะ

#18 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.125.17) on 2007-05-07 11:16

เข้ามาฟังเพลงซะตั้งหลายรอบ เปิดลำโพงซะดังเลย.. เอิ๊กกกกก
ถ้าที่เมืองไทยนี่ เคยได้ยินเพลงประมาณนี้ที่วัดแขก แถวสีลมค่ะ
ฟังแล้วอยากไปเมืองแขกจริงๆ เล้ยยย
.. เคยไปศรีลังกาครั้งนึง ประทับใจเหมือนกันค่ะ ..
อินเดีย กับ เนปาล .. ไว้มีโอกาสคงได้พบกันสักครั้งเป็นแน่

#19 By moodee on 2007-05-07 14:39

รวมเล่มๆๆ..งานเขียนดีๆอย่างนี้
ต้องมีแมวมองมาขอรวมเล่ม
เป็นหนังสือโดยเร็ว....
อยากอ่านที่เป็นเล่มเลยน่ะ
จะรอนะคะ
ชีวิตคือสิ่งที่คาดอะไรไม่ได้ เนีอะ อยากไปเที่ยวมั่งจัง อิอิ

#21 By nanak on 2007-05-07 21:28

อยากไปเที่ยวอย่างนี้จังเลย 3 รูปข้างล่างนี้สวยจังเลยค่ะ

#22 By nt_piggy on 2007-05-08 01:17

บางครั้งอะไรที่มันเรียบๆง่ายๆ มันก็ทำให้เราสบายใจกว่าอะไรที่มันสะดวกสบาย
แต่ก็ยังคงละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้
เพราะมันได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว

#23 By blue (202.5.89.60) on 2007-05-08 16:16

ผมชอบพื้นที่ตรงนี้นะครับ
ทั้งสไตล์และเนื้อหาที่คุณเขียน
ขอบคุณย้อนหลังด้วย
ที่เคยนำเพลงฯมาประกอบที่พื้นที่นี้
..............
แล้วคงได้เดินทางร่วมกันนะครับ
บนเส้นทางเดียวดาย...

#24 By สัญจร ดาวส่องทาง (124.121.48.184) on 2007-05-08 20:42

ขอบคุณที่แวะไปอ่าน
ขอบคุณยิ่งกว่าที่ทิ้งรอยเท้านักเดินทางเอาไว้

โชคดีที่ระยะทางบนอินเตอร์เน็ตถึงแม้จะไกลเท่าไกล
ก็มาถึงได้ แค่ คลิก คลิก

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
ภาพสวยๆ เรื่องดีๆ ขออนุญาติแวะมาบ่อยๆ

#25 By ben'tale on 2007-05-08 23:12

เคยไปเนปาล ครั้งหนึ่ง ชอบมาก ก็ดีนะที่เข้ามาอ่านทำให้ทบทวนที่เคยไปมา ทำให้คิดถึงเรื่องที่เห็นมา สนุกมาก ทำให้ได้เพื่อนทิรป ที่เที่ยวด้วยกันหลายคนเลยล่ะ จนทุกวันนี้ก็ยังเที่ยวกันเป็นกลุ่มที่เหนียวแน่น ขอบคุณนะที่ทำให้ได้อีกรอบ

#26 By นักเที่ยวสมัครเล่น (124.157.162.243) on 2007-05-10 23:46

เงาสะท้อนของตึกสีส้มนั่น..
ความสุขของคุณที่ลานปั้น ท่ามกลางเครื่องปั้นหมื่นๆใบ..
อีกทั้งเพลงนี้..ทำไมเพราะได้ขนาดนี้


ฟังแล้วบอกไม่ถูกเหมือนกัน อาจเป็นตัวหนังสือ+เสียงเพลง
ให้รู้สึกแปลกๆโหวงๆ พิกลดีฟังกี่ครั้งก็เป็น

เห้ออ ..ความสุขที่ลอยออกมาได้จากเรื่องเล่าของคุณ

#27 By ขอบคุณ (124.120.25.34) on 2007-05-16 22:53

เศร้าใจ ฟังเพลงไม่ได้อ้ะค่ะ แปลกใจเหมือนกัน ถ้าเล่นที่ทำงาน จะฟังไม่ได้

ไม่เป็นไร แค่ ชิม ตัวอักษรของคุณ
แค่นี้ก้ออิ่ม(ใจ) แล้วล่ะค่ะ

รูปสวยค่ะ

#28 By CC (203.155.186.19) on 2007-06-19 15:12

มีคนบอกว่า ถ้าไปอินเดียมาแล้วสักเดือน ไม่มีการเดินทางที่ไหนในโลกนี้จะต้องกลัวอีกแล้ว
อากาศกวี รู้สึกอย่างไรครับ

#29 By สัญจร ดาวส่องทาง (125.24.41.252) on 2007-06-24 00:23

อืม...ฟังเพลงได้เป็นหลายเที่ยว
ชอบจัง ชอบก่อนสองย่อหน้าสุดท้าย
ใช่เลยครับ ความเรียบง่ายนำมาซึ่งความหวานของชีวิต...

#30 By สัญจร ดาวส่องทาง (125.24.41.252) on 2007-06-24 00:44

อ่านไม่ได้เลยอ่ะ..
ภาพงามเรื่องก็คงสวย
เสียด้ายเด้อ...

#32 By bleuemontagne (58.10.195.231) on 2008-05-02 13:21