.
เธอไม่ใช่คนโดดเดี่ยวแน่ ฉันขอรับรอง
ไม่มีคนเข้มแข็งคนใดถูกทอดทิ้ง
แต่บางคราวที่เธอต้องอยู่คนเดียวบ้าง
เป็นเพราะสวรรค์ได้แยกแยะเธอออกมา


หยิบสีขาวเอามาเขียน
,
ยังดี วจีจันทร์
.


.
ช่วงใกล้ค่ำ ระหว่างเดินหาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็นย่านทาเมล ผมเดินส่วนกับลุงทาร์ดัน ลุงคนที่แนะนำที่พักให้ผมในวันที่เดินป้วนเปี้ยนหาที่นอนในคืนแรก

ไม่รู้ว่าเขาเรียกอาชีพของลุงกันว่าอย่างไร แต่ย่านท่องเที่ยวทั่วไปมักมีคนกลุ่มเดียวกันกับแบบลุงนี้อยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่พบ พวกพร้อมที่จะมีข้อเสนอมากมาย

ทัวร์ดีๆ ห้องพักราคาถูก ติดต่อรถ จองตั๋วเครื่องบิน ทุกบริการมีโบว์ชัวร์แผ่นพับนามบัตรพร้อมอยู่ในกระเป๋า

แต่ลุงคนนี้มาแปลก มาแบบถ่อมตัวสุภาพ โหวงเฮ้งแกไม่เหมาะเป็นพวกนักขายเท่าไหร่ ไม่หว่านล้อม ไม่ล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่รุกไล่ใส่ ต่างจากคนอื่นๆ ที่อาชีพเดียวกัน

ลองดูก่อนครับ อยากได้ห้องแบบไหนผมจะพาไป ไม่ต้องจ่ายอะไรให้ผม

ก็เลยลองไปดูอย่างว่าง่าย ห้องที่ลุงพาไป เก่าไปนิดแต่ก็สะอาด ราคาไม่แพง แต่ยังสงสัยว่าลุงได้อะไร นั่นเป็นเรื่องคาใจอยู่ตลอดเวลา

มาคราวนี้ ลุงยังยืนอยู่บนถนนสายเดิม โบกมือทัก
เป็นไง ทุกอย่างเรียบร้อยดี?


นอกจากจะทักเป็นมารยาทแล้ว ลุงแกยังถามถึงวันพรุ่งนี้ จะไปไหน
กำลังคิดอยู่ครับ ว่าจะไปโพคารา

Trekking? แกยื่นคำถามกลับมา ยังคิดอยู่ว่าจะเดินดีหรือเปล่า ผมยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากจะเดิน Trekking จริงๆ หรือเปล่า

ไปคุยที่บ้านลุงไหม เดี๋ยวจะเอารูปกับแผนที่ Trekking ให้ดู ก็ดีนะสิ!!
คราวนี้จะได้ตัดสินใจได้ว่าควรเดินหรือไม่

แต่ยังไม่ตัดสินใจนะครับ ว่าจะไปหรือเปล่า


คนส่วนใหญ่หรือแทบทุกคนเลือกที่จะใช้บริการไกด์และลูกหาบในการเดิน
Trekking แต่ส่วนน้อยมากๆ ที่มุ่งมั่นจะเดินด้วยตัวเอง หลายคราวที่เดินเล่นย่านทาเมล จึงมักพบข้อเสนอการเป็นคนนำทางกับลูกหาบที่ย่านนี้บ่อยๆ

ลุงทาร์ดันก็เป็นได้ทั้งไกด์และลูกหาบ
!!


บ้านของคุณลุงอยู่ชั้นที่สี่ของตึกเก่าๆ ถนนเดียวกันกับที่เชื่อมต่อย่านทาเมล ห้องขนาดเล็กพอนอนกันได้หนึ่งครอบครัว ภรรยาหนึ่งและลูกอีกสามคน นั่งพร้อมหน้ากันอยู่ในห้องเช่านั้นพอดี

เอาชาไหม ก่อนหันมาถาม แกสั่งภรรยาให้ต้มน้ำชงชาไปเรียบร้อยแล้ว

ลุงเข้าไปหลังตู้ไม้ใบหนึ่งและกลับมาพร้อมกับรูปถ่ายหนึ่งลัง
!

ไมมันเยอะเงี้ยครับ
ผมตกใจกับรูปถ่ายที่อยู่ในลังกระดาษ ในรูปปรากฏหน้าหนุ่มที่หน้าตาเหมือนลุงเกือบทุกภาพ เบื้องหลังคือฉากที่เปลี่ยนไปแต่ละเทือกเขาและหมู่บ้าน ข้างๆ ที่ยืนด้วยกันสลับเปลี่ยนหน้ากันไป

ทั้งหมดทุกภาพคือตัวแกเอง
เป็นไกด์ตั้งแต่หนุ่มๆ Trekking มาเกือบสามสิบปีแล้ว
ผมชักเริ่มสนใจ ที่สนใจเพราะตัวลุงเอง

ลุงเป็นคนเชอร์ปา ชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย โดยบางส่วนของชาวเชอร์ปา โยกย้ายถิ่นฐานมาจากธิเบต ความแข็งแกร่งคือคุณสมบัติของชนกลุ่มนี้ จึงไม่แปลกที่ลุงและเชอร์ปาคนอื่นๆ จะยึดอาชีพการนำทางเดินเขา

นี่ไง อันนาปูรณะ เบสแคมป์
ในรูปถ่าย มันเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลนเต็มทางเดินและเทือกเขา ดูเหมือนจะมีลมและความหนาวพัดออกมาให้รู้สึกในห้องเล็กๆ ของลุง


เสื้อผ้าตัวหนามีหมวกคลุมหัวมิดชิด เผยใบหน้าของลุงเพียงรอยยิ้มและแววตา ฝรั่งที่ลุงพาไปด้วยคราวนั้นมาคนเดียว และแกร่งพอที่จะไปเบสแคมป์

อันนาปูรณะ เบสแคมป์ คือที่ๆ หลายคนใฝ่ฝันว่าจะไปให้ถึง ที่ๆ คนหนาวทรมาน ที่ๆ แรงกดอากาศต่ำสุดๆ และก็เป็นที่ๆ ศูนย์กลางของเทือกเขาสำคัญตั้งตระหง่านอยู่

ผมคงไม่คิดจะไป ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
!!


Trekking มีหลายเส้นทาง แล้วแต่ว่าจะเดินกี่วัน5 วันครับ

รูปถ่ายและเสียงสนทนาจากลุง ที่ผ่านช่วงเวลาและอากาศที่อยู่ในรูปถ่าย โน้มน้าวใจผมให้รู้สึกยิ่งขึ้นว่า
สองเท้าเท่านั้นที่ไปถึง ถ้าคิดว่าข้างบนนั้นน่าดูและอยากเห็นก็ต้องเดินไปเอง ไม่มีรถ ไม่มียานพาหนะใดๆ ทั้งสิ้น คนที่สัมผัสได้คือคนที่เลือกเดินขึ้นไป

ไม่รู้ผมกลัวอะไรอยู่เหมือนกัน จึงลังเลอยู่วันสองวัน ไม่ยอมไปโพคาราสักที เอาแต่เดินเตร่อยู่กาฐมาณฑุเสียหลายวัน

อืมม์ ยังไปไม่หมดเลยครับ ในกาฐมาณฑุเนี้ย
ผมบอกกับคนไทยบางคนที่บังเอิญเจอกันในกาฐมาณฑุ ส่วนมากจะมาถึงและตรงไปโพคาราและเดินขึ้นเขาทันที

ไปเดินด้วยกันไหม
นี่ก็อีกกลุ่มผู้ชายสามคนที่มาด้วยกันและชักชวน

ผมปฎิเสธ
!!

รูปของลุง บันทึกอันนาปุรณะในมุมต่างๆ เวลาที่แตกต่าง กับเพื่อนร่วมทางที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดล้วนตอบคำถามและคลี่คลายความลังเลลงไปว่าจะไปเดินดีหรือไม่

ความจริงผมวงจุดลงและลากเส้นทางเดินง่ายๆ ในแผนที่หน้าหนึ่งในโลนลี่พลาเน็ทไปแล้ว เป็นเส้นทางยอดนิยม ใครๆ ก็เดินได้ เวลาจำกัด สั้นๆ ง่ายๆ ผมคิดว่าเหมาะที่สุด ผมวงไว้ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงเนปาล

ไปให้ถึง พูนฮิล (
Poon Hill) ผมคิดว่าแค่นั้นก็พอ แล้วเดินลงอีกทางหนึ่งเป็นวงกลมเล็กๆ ที่ใครๆ ก็เดินได้ภายใน 4~6
วัน

หลังจากบอกแผนคร่าวๆ ให้ลุงฟังไปตามนั้น ลุงก็ใส่รายละเอียดให้ผมจนเห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าจากไหนให้ไปหยุดพักที่ไหนในแต่ละคืน

.

.

จากแผนที่ที่อยู่ในโลนลี่พลาเน็ท ที่เป็นทางเดินเส้นใหญ่ทั้งหมด ผมคัดลอกตรงส่วนเท่าที่จะเดินลงสมุดบันทึก กำหนดจุดที่ค้างในแต่ละคืน หมู่บ้านแรกชื่อ อุเลย์ลิ (Uleri) นั้นคือเป้าหมายแรกที่จะต้องไปให้ถึงก่อน

ลุงว่าถ้าผมเดินคนเดียวอันตรายไหม ผมถามลุงตรงๆ เพราะก่อนหน้านี้ ข่าวคราวของพวกเหมาอิสต์ก่อความไม่สงบเป็นระยะๆ

ไม่มีหรอก เดินได้ถ้าต้องการ
ลุงตอบสั้นกระชับ สอดรับกับข่าวการเมืองที่นิ่งสงบลงไปก่อนหน้าสองเดือน สรุปว่าเนปาลปัจจุบันไม่มีพระมหากษัตริย์ ไม่มีเหมาอิสต์ที่ค่อยก่อความไม่สงบ มีแต่รัฐบาลที่มีพวกเหมาอิสต์ผสมอยู่ในสภา

แต่ถามใคร ใครที่เป็นเนปาลีก็มักตอบว่า ฝ่ายใดๆ ก็จะไม่ทำร้ายนักท่องเที่ยว เพราะทุกคนรู้ว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยว

แล้วชอบฝ่ายไหนล่ะ เหมาอิสต์ดีไหม รัฐบาลเดิมดีไหม หรือกษัตริย์ล่ะ ดีไหม?


ไม่เห็นมีใครตอบได้ชัดเจน แม้แต่กษัตริย์ราชวงศ์ เพราะอะไรนั้น ใครๆ ก็ทราบดีว่าความล้มเหลวของราชวงศ์คือการไม่ได้เอาใจใส่พลเมือง แต่หวงบัลลังก์ตัวเอง หวงความสบายตัวเอง

ผมคิดถึงบ้านเราทันที
!!

แล้วถ้าให้ลุงไปด้วย ลุงจะคิดค่านำทางเท่าไหร่
ผมคิดว่าควรถามให้ชัดไป

และลุงก็ตอบกลับมา ผมลองคำนวณดูคราวๆ กับวันเวลาที่ใช้เดิน ก็พอสู้ไหว

แล้วคิดยังไง ลุงถามกลับมา ขอคิดดูก่อนนะครับ ยังพอมีเวลา เดี๋ยวขอให้คำตอบพรุ่งนี้เช้า ถ้าผมกลับมาบ้านลุงภายในเก้าโมงเช้า เราไปด้วยกัน แต่ถ้าลุงไม่เห็นผมก็ไม่เป็นไรนะครับ


ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา ก็ลองคิดดูแล้วกัน ถ้าจะไปเองก็ได้ ไม่ยาก แกยิ้มใจดี

ชาในแก้วยังร้อนอยู่ ผมหยิบขึ้นซด ก่อนจากบ้านลุงมา

นอกจากการได้พูดคุยกับลุงคนหนึ่งที่ย่ำเดินไปมาอยู่ในอันนาปูรณะมาเกือบสามสิบปี รอยยิ้มในภาพของเพื่อนร่วมทาง ความเปลี่ยนแปลงจากคนวัยหนุ่ม จนปัจจุบันเข้าวัยใกล้หยุดพักแล้ว ผมถามลุงว่า
จะเดินเขาไปอีกนานเท่าไหร่
แกว่าอีกสักปีสองปีก็คงหยุดแล้ว

มีคนที่คอยอาสาจะเป็นคนนำทางอยู่บนถนนย่านทาเมลมากมาย ในจำนวนหนึ่งนั้นมีทั้งแท้และเทียม มีทั้งเก่าทั้งใหม่ปะปนกันไป

ไม่รู้ว่าสำคัญแค่ไหนนอกจากจะอำนวยความสะดวกแล้ว พาไปถึงและพาไปถูกนั้นเพียงพอไหม สำหรับอาชีพคนนำทาง แต่สำหรับผม ลุงเป็นมากกว่านั้น

และเชื่อแน่ว่า นอกจากจะนำทางแล้ว ลุงน่าจะเชื่อมโลกที่เคยผ่านในวันเก่าๆ สู่คราวที่เราเดินครั้งใหม่ ความเปลี่ยนแปลง ความงดงามในแง่มุมอดีต ภาพที่เราไม่มีโอกาสได้สัมผัส แต่พอรับฟังได้จากลุง

ถ้าจะเลือกหาคนนำทาง ผมคงเลือกลุง

เดินกลับมาย่านทาเมลก็ค่ำลงแล้ว ผ่านร้านอาหารหลายๆ แต่ยังไม่เห็นมีร้านที่น่านั่ง นึกอยากกินอาหารเนปาลก่อนไปโพคาราสักครั้งก่อน

แล้วป้ายหนึ่งก็สะดุดตา
Café the Pandau กำกับด้านล่างไว้ว่า เนปาลี,
อินเดียนฟู๊ด ป้ายนั้นชี้เข้าไปในซอกตึก โผล่หน้าเดินเข้าไปดู อืมม์ คนเยอะดี

ข้างกำแพงด้านหนึ่ง มีโต๊ะว่างอยู่หนึ่งโต๊ะพอดี โคมไฟเหนือโต๊ะ ให้แสงเหลืองเรืองๆ เสียงช้อน แก้ว ผู้คนหลากภาษาดังไปทั่วบรรยากาศ

ถ้าจะกินอาหารเนปาลต้องสั่ง ดาลบัท ผมจำมาอย่างนั้น และสั่งไปอย่างนั้น คนจดรายการอาหารเปิดเมนูให้ดู ที่นี่กลับเขียนว่า ทาร์ลิ (
Thali) ที่แท้ดาลบัทมันคือ ทาร์ลิ (Thali) ของอินเดียที่หน้าตาเหมือนกันเดะนั่นเอง
.

.



.

ในรายการอาหารบอกว่าเสิร์ฟยกชุด ทั้งหมด 8 อย่าง ผมเลือก Chicken Thali มีหลายอย่างประกอบกัน

1)
Plain rice - ข้าวสวย
2) Fried dal - เครื่องเทศสีแดง
3) Veg Curry - แกงรสจัดใส่มันฝรั่ง
4) Green veg curry - ซุปถั่วเหลือง
5) Pickle ของดอง
6) Papud แผ่นแป้งทอดกรอบ บางร้านจะเป็นโรตีหรือไม่ก็จาปาตี
7) Chicken curry - แกงไก่
8) Green salad
ผักสดต่างๆ

อาหารทั้งหมด ยกมาชุดใหญ่ในถาดอลูมิเนียม ภาชนะใส่อาหารของคนเนปาลไม่ค่อยนิยมจานชามประเภทเซรามิคเท่าไรนัก ยกเว้นร้านอาหารใหญ่ๆ แต่ร้านพื้นเมืองทั่วไป ก็มักเสิร์ฟด้วยถาดอลูมิเนียมที่มีทั้งประเภทหลุมและก็เป็นถาด

พนักงานเสิร์ฟยก
Chicken Thali มาวางตรงหน้า ถาดนี้ใหญ่โตเกินไปสำหรับกินคนเดียวแล้ว!!


มื้อค่ำนี้ เสียงคนรื่นเริงครื้นเครง เสียงสนทนาจากเนปาลีโต๊ะข้างๆ เสียงแหม่มสาวที่มากับหนุ่มโต๊ะข้างหลัง อีกโต๊ะหนึ่งตรงโน้นสามีภรรยาคู่นั้นกำลังตักแบ่งอาหารให้แก่กัน

ใช่แล้ว
Chicken Thali ถาดนี้ใหญ่เกินไปที่จะกินคนเดียว และไม่สนุกเลยสำหรับมื้อค่ำที่บรรยากาศอวลไปด้วยความละมุนละไมแบบนี้ แม้ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีวิวสวยๆ แต่ความเอร็ดอร่อยกับรสชาติอาหารมันก็เติมบรรยากาศภายในร้านเล็กๆ ได้อย่างสมบูรณ์

ยิ่งแสงไฟตรงโต๊ะมุมที่ผมนั่ง แสงเรืองอ่อนสีเหลืองลอดออกจากตัวโคมไฟ เคลือบคลุมบรรยากาศให้อาหารที่อยู่ตรงหน้ายิ่งดูน่ากิน

แต่ความรู้สึกอีกด้านกลับจืดชืด
!!


กินคนเดียวไม่สนุกหรอก คนแก่คนหนึ่งเคยพูดให้ผมจดจำมา มันบาดแบ่งความรู้สึกนึกคิดเอาว่า คนเราควรมีเพื่อน มีใครสักคน อย่างน้อยก็ได้แบ่งปัน เติมเต็ม บอกเล่าบางอย่างกันได้บ้าง

อย่างน้อยก็หันหน้ามองตา จดจ้องกันทั้งเมื่อทุกข์และเมื่อสุข และเวลาอย่างนี้ ผมหันไปหาใครล่ะ มื้อค่ำกับอาหารถาดใหญ่ ผมไม่ได้หิวขนาดนั้นสักหน่อย ตอนนี้คล้ายกับว่าสิ่งที่หิวกลับกลายเป็นที่ว่างๆ ข้างๆ

แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ ตอนนี้เดินทางคนเดียว ไม่ได้ชวนใครมาด้วยสักคนเดียว
ทำไมไม่ชวนเพื่อนมาด้วยล่ะ
ใครๆ ก็ถามอย่างนี้ ถ้ารอที่จะชวนกันมา ผมก็คงยังไม่ได้มาแน่ๆ

ผมสั่งชานมร้อนมาเพิ่มหลังจากกลืนกินดาลบัทบางส่วนลงคอ ผมว่ามันอร่อยมากเลยเชียว แต่ความอร่อยนี่จะยิ่งรู้สึกว่า มันควรได้มีใครสักคนที่รู้จักและอยากให้มานั่งกินด้วยกัน คุยกัน อย่างนั้นน่ารื่นรมย์ยิ่ง

.

.

หลายๆ ครั้งก็เป็นเช่นนี้ หลายๆ คนก็เป็นเช่นเดียวกัน การดื่มกิน การพบเจอ สิ่งที่อาจไม่ได้เห็นอีก ถ้ามีใครบางคนมาเป็นพยานรับรู้ด้วยกันกับเรา มันคงดีเป็นทวีคูณ

แต่มื้อนี้ก็คงเหมือนมื้ออื่นๆ ของชีวิตไปก่อน ที่ยังคงสนทนากับอาหารที่อยู่ข้างหน้าโดยลำพัง!!

หลังมื้อค่ำของคืนนั้น ผมกลับไปนอนอยู่ในห้องเก่าๆ ห้องเดิม ทบทวนว่าจะเดินทางไปโพคาราเพื่อTrekking
คนเดียว หรือจะชวนลุงทาร์ดันไปด้วย

ผมลุกขึ้นมานั่งใหม่ หยิบแผนที่และเส้นทางการเดินเขาขึ้นมาดู ถ้าเลือกมาคนเดียวตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ต้องไปต่อคนเดียว ถึงมันจะเปล่าเปลี่ยวไปบ้าง มันก็รสชาติหนึ่งที่ไม่บ่อยที่จะได้ชิม ผมคิดๆ ดูแล้ว



.

.

Sur Sudha,
Festivals of Nepal
Fagu

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ทำให้ผมอยากร่วมเดินทางไปกับคุณลุงคนนั้นจัง

#1 By นายฉิม on 2007-05-09 08:49

ขอ add ไว้นะคะ เดี๋ยวจะกลับมาอ่านอีกที ตอนนี้ติดภาระกิจกอบกู้โลกอยู่อ่ะค่ะ
เรื่องราวน่าสนใจ ก็เลยไม่อยากอ่านผ่านๆค่ะ

#2 By ป้าหมู on 2007-05-09 08:51

น่าสนใจดีนะครับ น่าทางคุณจะมีความสุขน่าดู

#3 By goody on 2007-05-09 09:03

...

อาจต้องก้าวอย่างลำพัง
เงียบงันจนได้ยินสรรพเสียง
ไม่โดดเดี่ยวสักหน่อย

...

#4 By กะจิ๋วหลิว on 2007-05-09 09:52

กินคนเดียวบ้างก็ดี แต่กินคนเดียวบ่อย ๆ คงไม่ดีแน่

#5 By เจ้าชายน้อย on 2007-05-09 10:09

" เป็นเพราะสวรรค์ได้แยกแยะเธอออกมา " ว้าว! ว้าว !ว้าว! รู้สึกดีจังมันเยี่ยมมักๆ (เอ่อแล้วว่าแต่ "Chicken Thali" มื้อนั้น ทานหมดมั้ยคะ ) ลุ้นจังเลยรออ่าน Trekkingนี้ "คุณอากาศกวี" จะเลือกไปแบบไหนนะ?

#6 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.120.151) on 2007-05-09 10:12

ติดตามเรื่องราวมาตลอด สนุกมากเลยค่ะ ทำให้อยากจะออกไปท่องเที่ยวอย่างนี้บ้างจังเลย ยิ่งอ่านยิ่งน่าติดตาม

#7 By nt_piggy on 2007-05-09 11:00

คราวหน้าก็พาคนรักไปด้วยสิ
จะได้ไม่เหงาตอนทานอาหาร

#8 By blue (202.5.89.60) on 2007-05-09 11:54

trekking trekking อยากไป อยากไป
เราเคยไป trekking ที่เชียงใหม่ เราช้อบ ชอบ
เราเฝ้ารออ่าน entry ต่อไปอยู่นะ

#9 By ก้อนหินรูปหมู (58.136.98.140) on 2007-05-09 12:23

โปรยหัวได้ประทับใจจังเลยค่ะ

เห็นรูปอาหารและบรรยากาศตามที่เล่า ก็เข้าใจรสชาตินะคะ

แต่ก็อย่างที่น้องโปรยหัวไว้นั่นแหละค่ะ

เดินทางอย่างมีความสุขนะคะ
เรียนจบมีเงินเมื่อไหร่ จะเก็บตังค์และทำอย่างคุณแน่ๆ
อดนึกอิจฉา คนที่อยากไปไหนได้ตามใจไม่ได้ค่ะ
อยากไปมั่งจัง

#12 By นาฬิกาทราย on 2007-05-09 23:11

เราว่าคนเราเพียงแต่เจอกันแว๊ปแรกก็มีมิตรไมตรีที่ดี
ยื่นให้กันอย่างเต็มใจ เพราะถูกชะตากันส่วนหนึ่ง
เมื่อได้คุยกันถูกคอ ถูกใจก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ..
ลุงชาวเชอร์ปาคนนั้น กับ คุณเองก็อาจจะเป็นเช่นนั้น
เมืองที่ได้พบเจอแต่นักท่องเที่ยวมากๆ มีหลายคนหลายที่
ที่ไม่ได้เจออย่างลุงคนนี้ที่คุณเล่าไว้ .. เรื่องของผู้คนแม้จะ
เพียงผ่านมาพบกัน น้ำใจที่หยิบยื่น ที่ได้รับน่าประทับใจ
และมันอยู่ในใจไปเรื่อย ..อยู่เสมอและอยู่อย่างนั้น ..

เดินทางคนเดียว ทานข้าวคนเดียว ไม่สนุก .. ก็จริงนะ
มีความสุขดีอย่างหนึ่ง เหมือนเพิ่มความเข้มแข็งอย่างบอกไม่ถูก
แต่อาจจะไม่รู้สึกอุ่นเวลาหนาวหรือเวลาเหงา .. แต่ถ้าวันนึงที่
พร้อมจะมีคนเดินไปด้วย ก้าวไปพร้อมๆ กัน .. เลือกเดินทางใน
เส้นทางเดิมๆ ด้วยความรู้สึกใหม่ก็ดีไม่ยอกนะคะ ..
.. วันหนึ่งวันนั้นวันไหนที่ได้เดินทาง ด้วยความรู้สึกอุ่นขึ้นกว่าเดิม
กลับมาเขียนเล่าให้ฟังบ้างแล้วกันนะคะ
..

#13 By moodee on 2007-05-12 12:09


แวะมาเยี่ยมค่ะ

มื้อค่ำของคุณ ทำเอานึกถึงลมหนาวและไก่ทันดูรีที่นาคราก๊อตขึ้นมาเชียว

#14 By Stardust (58.136.228.5) on 2007-05-12 21:00