คล้ายห่างไกลแต่ไม่ห่างกัน

posted on 16 May 2007 01:30 by lonelysyndrome  in Nepal

.
ตอนตกลงมาในบ่อลึกนี้
ฉันร้องเสียงดังขอความช่วยเหลือรอคนมาช่วย
ค่ำแล้ว ฉันสิ้นหวังนั่งรอคอตกอยู่ก้นบ่อ ก้มตัวลง
จึงเพิ่งสังเกตเห็นแสงดาวเปล่งประกายกระทบอยู่บนผิวน้ำ
ในห้วงเวลาที่ฉันสิ้นหวังที่สุดนั้น ฉันมักค้นพบสิ่งที่สวยงาม
อย่างน่าประหลาดใจที่สุดเสมอ


บ่อแห่งความหวัง
,
Jimmy Liao

.

.

เสียงจู่โจมของลมหนาวพัดเข้าตาในเช้าวันแรกที่ชั้นสามของบ้านรุสติกา หกนาฬิกาท้องฟ้าสว่างโล่งโจ้ง มีเสียงกระซิบที่หูข้างซ้ายแว่วมาจากลุงเชอร์ปาที่กาฐมาณฑุ แกว่า...

เช้าแรกของแทรกกิ้ง ให้ไปเริ่มที่นายาปูร์ ห่างจากโพคาราราวๆ ชั่วโมงกว่าด้วยรถบัส ขึ้นที่ท่ารถโลโคบัส

ไปนายาปูร์ก่อน ใช่
! ไปนายาปูร์ก่อน!!

ทิ้งสัมภาระบางส่วนไว้ในเป้ใบโต สัมภาระเหล่านั้น ถูกกองทิ้งไว้ที่รุสติกา หอบเป้ใบเล็กออกมาแทน ยิ้มทักทายพี่สาวใจดีแห่งบ้านรุสติกาเป็นการร่ำลา พี่สาวยิ้มตอบ

แล้วอีกสี่ห้าวันจะกลับมาครับ ผมบอกกล่าว

จากโพคาราด้วยโลโคบัสบุโรทั่ง ทิ้งฉากเมืองที่เพิ่งมาถึงเมื่อวานไว้ข้างหลัง แม้จะเป็นยามเช้า แม้จะเป็นต้นทาง บัสบุโรทั่งคันนี้ก็คุ้มค่าการเดินทางเป็นที่สุด ผู้คนจะไปไหนกันนัก หอบลูกกระเตงหลาน เสื้อผ้าข้าวของพะรุงพะรังกันใหญ่

ยังกลุ่มคนข้างหน้า ที่ยืนรอโบกเบื้องหน้าก็หลายป้ายหรือตลอดทาง โลโคบัสคันนี้สมชื่อและสมราคาจริงๆ เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวติดมาด้วยสักคน ส่วนผมยกเว้นไว้สักคนที่ขอร่วมติดไปกับบุโรทั่งคันนี้

ชานมแก้วด่วนริมเพิงขายตั๋วรถเมื่อตอนก่อนรถออก รีบซดจนลวกลิ้นลวกปาก กลิ่นนมมันๆ ยังติดลิ้นฝาดอยู่เลย ไม่รู้ว่ากินนมหรือกินชา เพราะน้ำนมร้อนขุ่นๆ เพียวๆ ถูกหยอดชาลงไปจึ๋งนึง นมสีขาวๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นสีเปลือกละมุด

ชานมทั้งประเทศนี้คงสูตรเดียวกันหมด จิบที่ไหนก็กลิ่นเดียวกัน
!

ยัดซาโมซากลิ่นแรงไปหนึ่งลูก ที่ข้างในมันเต็มไปด้วยมัน ไก่และขมิ้นสีเหลืองๆ ใครว่า..เจ้านี่มันคือกระหรี่พัฟทอดบ้านเรานั่นเอง แต่ขอโทษมันหาง่ายเหมือนๆ ก๋วยเตี๋ยวบ้านเรายังไงยังงั้น

ซาโมซากับชานมร้อน เข้ากันเหมือน กาแฟกับปาท่องโก๋ตอนเช้าๆ แต่ปาท่องโก๋แพ้ตรงที่ไม่มีกลิ่นแรงๆ ร้อนๆ ที่ผสมอยู่ข้างใน กินไปแล้วจะอุ่นและอิ่มได้อย่างไม่น่าเชื่อ

รถบัสค่อยๆ ไต่ระดับความสูงตั้งแต่เริ่มออกจากโพคารามา ข้างซ้ายคือข้างฝาผนังเขา ข้างขวาคือขอบบ่าของเขาที่ถัดไปนิดก็คือเบื้องล่างที่สูงชันลงไป

คล้ายๆ ไม่มีใครตื่นเต้น กับการไต่ระดับความสูงขึ้นไปของบุโรทั่งบัสคันนี้ ถนนเล็กๆ คดเคี้ยวและบางช่วงก็ชัน ถ้าผมจะตื่นเต้นก็คงไม่แปลก ยิ่งยามที่รถสวนและแซงกัน มันคือการหักมุมที่ส่วนเข้าเลนของใครของมันที่มุมตรงคนขับทั้งสองคันใกล้กันมากที่สุด

เฉือนกันนิดนึงเท่านั้น ไม่ใช่เฉพาะทางเล็กๆ แคบๆ ทุกท้องถนน ทุกเส้นทางเป็นเหมือนกันหมดที่แซงออกขวากินเลนไปอีกเลนและตัดเข้าซ้ายแบบหวิดๆ แต่บางครั้งก็งุนงง ทั้งๆ ที่เห็นว่าอีกเลนมีรถสวนมา แกคนขับยังยื่นหัวรถพาคนทั้งคันวิ่งออกไปเพื่อจะแซงและตัดเข้าเลนเดิม

แต่ยังไม่เห็นใครพลาดเลย
มีคนเคยพูดอย่างนี้ในหัวข้อสนทนาว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมการขับรถของคนเนปาล

ก็ใช่นะสิ ถ้าพี่เห็น ก็คงไม่ได้มานั่งคุยอยู่ตรงนี้หรอก
มีคนแย้ง

แล้วไอ้ป้ายบ้าๆ นั้นจะติดไปทำไม ดูสิรถใหญ่ๆ มันมีทุกคันเลย มีบางคนออกความคิดเห็น และชี้ไปที่ป้ายหลังรถบรรทุกทุกคัน ป้ายนั้นเขียนว่า Please Horn

ทั้งบ้านทั้งเมืองเลยบีบแตรกันไปหมดเลย มันคือมารยาทของที่นี่ บางคนมองว่าอย่างนั้น!!


แม้ตื่นเต้นตลอดทาง แต่ยังไงบัสคันนี้ก็พาผมเดินทางมาถึงนายาปูร์จนได้ คนค่อนคันลงกันที่นี่

เดินไปพักคืนแรกที่อุเรลิ (Ulleri) ลุงเชอร์ปากระซิบ

แต่เอ...ไอ้หมู่บ้านที่ว่ามันไปทางไหนกันนี่
?


ลงไปทางนี้นะ ป้าที่ขายขนมริมทางชี้ลงไปข้างล่าง ตรงข้างร้านที่เป็นทางเดินเล็กๆ เล็กมากๆ ที่เป็นทางดิ่งลงไปจากเนินถนนตรงนั้น ทางนี้เนี้ยนะ!! สังหรณ์ใจว่าไอ้จุดเริ่มต้นแทรกกิ้งที่เขามาเดินๆ กันนี่ มันเริ่มจากตรงนี่จริงๆ หรือ

แล้วคนโดยสารที่มาด้วยกันค่อนคัน แตกกระจายหายไปไหนหมดแล้ว แต่แล้วก็มีแม่หญิงคนหนึ่งเดินลงไปทางนั้นตัดหน้าผมไป

ผมตามเขาไปทันที
!!
แทรกกิ้งจึงเริ่มจากทางเล็กๆ นี้นั่นเอง

เพียงลงไปเรื่อยๆ ก็พบหมู่บ้านแรก ไม่รู้จักด้วย เพราะลุงเชอร์ปาไม่ได้ให้รายละเอียดไว้ให้

อ๋อ...Birethanti
แม่หญิงแกว่า ภาษาอังกฤษระดับเอบวกๆ มาให้แกเทหมดแต้ม แต่เจ้าชื่อหมู่บ้านนี่สิ ภาษาอะไร งงๆ จำไม่ได้หรอกผมไม่คุ้นเคยกับภาษาแบบนี้ ผมคิดอยู่ข้างใน

เราคุยกันไปสองคน คนหนึ่งใส่ผ้าซิ่นหิ้วย่ามผ้าพื้นเมือง สวมรองเท้าแตะคีบเดินคล่องแคล่วว่องไว ส่วนอีกคนด้วยรองเท้าหุ้มข้อหนาหนัก แบกเป้ใบหนึ่งแถมน้ำอีกสองขวด คิดไปว่าถ้าเดินๆ หลงๆ น้ำสองขวดนี่จะประทังชีวิตไปได้หลายวัน

เราเดินคุยกันไป พอเมื่อรู้ว่าแม่หญิงกำลังจะไปหมู่บ้านที่อยู่ใกล้และถึงก่อนอุเรลิเพียงหนึ่งชั่วโมง อย่างนี้ก็อุ่นใจได้เยอะแล้ว

.

.

.
ใช้เวลาเดินเท่าไรถึงจะถึงครับ ผมถาม

สี่ชั่วโมงถึงจะถึง แกบอกว่าจากจุดลงนายาปูร์เดินไปถึงบ้านแกที่ Tikhedhunga
ใช้เวลาสี่ชั่วโมง และผมบวกต่อเพื่อไปถึงอุเรลิอีกหนึ่งชั่วโมง ก็เบ็ดเสร็จแล้ววันแรกเราต้องเดินห้าชั่วโมง

ห้าชั่วโมงถึงอุเรลิใช่ไหมครับ
เพื่อความรอบคอบผมถาม

ใช่ ห้าชั่วโมง เดินสบายๆ ก็หกชั่วโมง
แม่หญิงสรุป ผมเข้าใจแล้ว

เธอดูแข็งแรงกว่าคนเมืองๆ อายุของแม่หญิงน่าจะประมาณสี่สิบได้ ผมไม่ได้ถามแม่หญิง แกว่า
กลับมาบ้าน ครอบครัวฉันทำเกสต์เฮาส์ ส่วนฉัน
ไปทำงานในโพคารา ผมไม่กล้าถามว่าเป็นงานอะไร

มีแปดห้องพักนะ แม่หญิงว่าต่อ แล้วเธอละ บ้านอยู่ไหน ไทยแลนด์นี่ กรุงเทพใช่ไหม?


เดิมอยู่กรุงเทพครับ แต่ตอนนี้ย้ายมาแล้ว อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณเกือบสองชั่วโมงครับ


ทำไมละ กรุงเทพนี่เมืองหลวงไม่ใช่หรือ ไม่ดีหรือ? แม่หญิงสงสัย

ใครๆ ก็อยากเข้าไปทำงานในเมือง เนปาลก็เหมือนกัน นอกจากโพคาราแล้ว คนแถวนี้ก็ไปกาฐมาณฑุเมืองหลวงที่มีงานเยอะกว่าที่นี่

ผมว่าเรามองต่างกัน มันเป็นเรื่องที่ต่างมุมต่างมอง คนที่อยู่กับคนที่ไม่ได้อยู่ก็ย่อมรู้สึกต่างกัน เช่นเดียวกันกับตอนนี้ ครอบครัวแม่หญิงมีเกสต์เฮาส์ มีบ้านที่อยู่ในภูมิประเทศและอากาศที่ดี คนต่างที่ต่างถิ่นมาก็บอกว่าสวยและน่าอยู่ ผมก็ด้วย แต่ทำไมคนที่นี่ถึงได้อยากไปใช้ชีวิตในเมือง

มันคงเป็นปัญหาถาวรและเรื้อรังและบังเอิญโรคเดียวกันกับเมืองที่โตวันโตคืนทั่วๆ ไป อย่างเมืองไทยเป็นต้น

แต่มันคงไม่เสมอไป ลึกๆ แม่หญิงก็รักบ้านรักที่อยู่ของตนแต่อาจเพราะความจำเป็นบางอย่างที่ต้องทำงานในเมือง แต่เมื่อมีเวลาแม่หญิงว่า
จะต้องกลับมาบ้าน ไม่ใช่เพราะอะไรก็เพราะความคิดถึงคนที่บ้านนี่แหละ


ผมว่าเราคงคล้ายกัน คล้ายกันตรงที่ไม่ได้อยู่ในบ้านของตน
ผมไม่อยากอยู่เมืองใหญ่ วุ่นวาย เหนื่อย ทุกอย่างดูรีบเร่งไปหมด ผมพยายามอธิบาย

.

.

.
เราย่นระยะทางด้วยการพูดคุยกัน ผมรักบรรยากาศการเดินเขาแบบนี้ ถ้าวันนี้แม่หญิงไม่มาด้วย ผมอาจเบื่อตาย รอบข้างคือป่า นาขั้นบันได เขาลูกไกลๆ ท้องฟ้าบางทีก็เมฆหนา แดดแรงแต่ไม่ร้อนเพราะลมหนาวโบกพัดเรื่อยๆ

ผมคงเหนื่อยกว่านี้ ถ้าเดินๆๆๆๆ คนเดียว

จากทางเดินราบๆ เรียบๆ ในช่วงแรก ก็ค่อยๆ สูงขึ้นด้วยเนินเขาแต่ละลูก ผ่านไปลูกหนึ่ง ลูกสอง ลูกสาม สี่ห้าหก... จนหอบๆๆๆๆ ผ่านลำธาร ข้ามสะพาน ผ่านหมู่บ้าน

ตลอดทางเดินเป็นช่วงๆ คนที่มาเดินแทรกกิ้งมีสวนกันเป็นระยะ คนที่เดินผ่านเราไปกำลังจะไปสิ้นสุดการแทรกกิ้ง ที่ผ่านระยะวันเวลามาต่างกัน ห้าวัน สิบวัน หรือเกือบเดือน

เรามองกันออกว่าคนที่ผ่านแทรกกิ้งมาแล้วหลายวันจะมีลักษณะใด ที่แน่ๆ ความแกร่งและอารมณ์มันต่างกันชัดเจน คนมาเดินใหม่อย่างผมในวันนี้ มันนกหัดบิน ปีกอ่อนปวกเปียก กระเตาะกระแตะค่อยๆ เคลื่อนไป

เหนื่อยไหม พักก่อนก็ได้นะ แม่หญิงดูอาการผมว่าน่าต้องการหยุดพัก

ดีครับ
มันยิ่งกว่าดีเลยทีเดียว เพราะมันโคตรเหนื่อยสุดๆ แล้ว ไม่รู้เหงื่อเต็มหลังเมื่อไร เป้ที่ว่าเบาแล้วกลับหนักอึ้งจนอยากโยนทิ้ง

นาฬิกาบอกว่า เดินมาสามชั่วโมง ส่วนท้องเริ่มเตือนว่าหามื้อเที่ยงได้แล้ว

เดี๋ยวเราไปกินข้าวที่หมู่บ้านข้างหน้า อีกประมาณสิบห้านาที
เสียงหอบของแม่หญิงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ไม่เห็นแกเหนื่อยเลย

แล้วมื้อเที่ยงของวันนี้ก็หยุดที่ร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่ง มีป้ายร้านว่า
Kumar Lodge ความจริงมันคือบ้านพักที่มีอาหารขาย ที่นี่น่าจะอยู่ในหมู่บ้าน Ramghai Kaski
เพราะข้างล่างป้ายบอกไว้อย่างนั้น แต่ชื่อนั้นไม่ได้อยู่ในแผนที่ทั่วๆ ไปในเส้นทางแทรกกิ้ง

.



.

.
ผมสั่งข้าวผัด กับมิ้นทีร้อน จริงแล้วมันก็คือน้ำชาที่ใส่ใบสะระแหน่ มันคือครั้งแรกที่ผมกินสะระแหน่ในน้ำชา แม่หญิงก็สั่งเหมือนกันเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

กลิ่นมันโบราณมากๆ ดีที่ความร้อนยังช่วยแก้ไขอากาศเย็นๆ ให้คลายอุ่นขึ้นไปบ้าง แต่ข้าวผัดจานโตนี่ช่วยได้เป็นอย่างดี ซดมิ้นทีลงไปอีก จนเกลี้ยงแก้ว

เรานั่งคุยกันต่อสักพักจนรู้สึกดีขึ้นมาก ความหิวและเหนื่อยนั้นหมดสิ้นกันไปอีกเปลาะ
!!

น่าจะใช้เวลาอีกชั่วโมงครึ่ง หรืออย่างมากก็สองชั่วโมงก็น่าจะถึงอุเรลิ ถึงที่นั้นน่าจะประมาณบ่ายสองโมงกว่า

พอมีแรงเราก็สับขาก้าวกันเร็วกว่าปกติ ทางชันๆ ตอนนั้นก็ดูแรงดี แต่เมื่อผ่านไปเพียงสิบนาที ชักหมดแรงถอนเข้าเกียร์ว่างเป็นระยะๆ

ผมเหนื่อยอีกแล้ว แม่หญิงก็หยุดเป็นเพื่อนผมอีก แต่ฝรั่งที่เดินตามมาติดๆ ดูแรงมันดีพิกล เพราะตัวมันโตล่ำบึก เดินกันมาสองคน

จะไปอันนาปูรณะเบสแคมป์ มันว่า

โอว์...กี่วันครับ ผมอุทานหลุดถามกลับไป สิบถึงสิบห้าวัน
มันว่า

แล้วยูละ?
มันอยากรู้บ้าง

แฮม
!! ไม่อยากจะคุย ผมเดินเดือนหนึ่งครับ เส้นอันนาปูรณะแทรก
ผมว่าไปนั้น รอบใหญ่เลย คุยทับไปซะ มันสองคนเอ่ยกลับมาภาษาอะไรของมันไม่รู้ แต่ดูมันทึ่งใหญ่กับเส้นทางที่ผมบอกไป ก่อนจะเข้าใจอย่างนั้นไปจริงๆ ผมก็แก้ตัว...

เปล่าหรอกครับ ล้อเล่น ผมเดินแค่สี่หรือหาวันเอง ไม่ไหวหรอกตายกันพอดี ถ้าเดินกันเป็นเดือนอย่างนั้น


อืมม์ มันก็ค่อยกลับมาภูมิใจเส้นทางของมันเองอีกครั้ง อันนาปูรณะ นี่ยังเป็นเรื่องท้าทายใครๆ อยู่ดี

เรานั่งคุยทับกันไปมาจนหายเหนื่อย เราก็แยกย้ายกันเดินต่อไป ผมก็จากมาพร้อมแม่หญิงของผมเหมือนเดิม

แล้วก็มีกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่เดินตามและสวนกันระหว่างนั้นเป็นพักๆ ส่วนมากแล้วจะมีไกด์นำทางและลูกหาบ

.

.

.
อาชีพหนึ่งที่ผมไม่มีวันทำได้ในชาตินี้คือ ลูกหาบ เอาแค่เดินตัวเปล่ากับเป้เล็กๆ ใบหนึ่งก็แทบอ้วกแล้ว แต่เจ้าลูกหาบนั่น เป้กระเป๋าอะไรไม่รู้สารพัดแบกอยู่ที่หลังโดยมีเชือกรั้งไว้จากหัวจนคอเกร็งขึ้นเอ็น

สามสิบถึงสี่สิบกิโลกรัม ลูกหาบคนหนึ่งบอกผม มันต้องใช้แรงมหาศาล ที่จะแบกได้ ทั้งตัว เข่าขา ยิ่งเวลาเดินขึ้นทางชัน เขาแกร่งกันมาก

เป้ข้างหลังผมไม่น่าจะเกินแปดกิโลฯ ผมต้องไหวสิ
!!
เขาก็อาศัยลมหายใจเหมือนกับเรา ผมปลอบใจตัวเอง

แล้วเวลาสุดท้ายก็มาถึงที่จะต้องแยกทางกับแม่หญิง หมู่บ้านของแม่หญิงอยู่ตรงนี้แล้ว และบ้านตรงหน้านี่ก็บ้านของแม่หญิง ผมหยิบปากกากับสมุดบันทึกส่งให้แม่หญิง
ช่วยเขียนชื่อให้ผมได้ไหมครับ


Arjun Bhandali เธอเขียนให้ผมไว้อย่างนั้น

นั่นคือเพื่อนร่วมทางของผมคนแรก เธอพาผมมาใกล้เป้าหมายแรกของวันนี้ได้อย่างน่าประทับใจ ไม่มีโอกาสพักบ้านของเธอเพราะยังต้องไปต่ออีกราวหนึ่งชั่วโมง

ผมได้แต่เพียงขอบคุณและลาเธอตรงนั้น ส่วนผมต้องเดินต่อไป

ถ้าถึงฑิกัทดุงการ์แล้ว ไปต่ออีกชั่วโมงจะถึงอุเรลิ จากฑิกัทดุงการ์ไปอุเรลิเป็นทางชันขึ้นเขาตลอดนะ


จริงๆ ด้วย นั่นเป็นเสียงลุงเชอร์ปาที่กระซิบบอกผม โชคดีที่เมื่อต้องเดินคนเดียวก็กลับได้ยินเสียงลุงเชอร์ปาอยู่เสมอๆ

ผมเดินจากหมู่บ้านของแม่หญิงออกมา ผ่านสะพานข้ามหุบเขาที่เป็นช่องและมีลำธารไหลผ่านสายเล็กๆ จากตรงจุดนี้ผมได้เดินคนเดียวอีกครั้ง

และทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสูงยิ่งช้า แต่หันหลังไปกลับเห็นภาพที่สวยงามข้างล่าง นั่นเป็นรางวัลเล็กๆ ที่ได้รับจากความเหน็ดเหนื่อย

ห้านาที สิบนาที เข็มที่นาฬิกาข้อมือเดินช้ากว่าเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว ชั่วโมงสุดท้ายนี้นั้นทรมานที่สุด

จู่ๆ ภาษาแปลกหูก็แว่วมาข้างหลัง มันไม่ใช่เสียงของลุงเชอร์ปาที่มาบอกทางผม มันไม่ใช่ภาษาของคนที่นี้ มันเป็นภาษาที่เราคุ้นหู เพื่อให้แน่ใจหันกลับไปดู
เจแปนนิส

ลุงญี่ปุ่นคนหนึ่งใช้ไม้เท้าค้ำยันกำลังตามผมมาติดๆ คนข้างหลังลุงญี่ปุ่น หน้าตาออกเนปาลี เมื่อได้ทักทายคนทั้งสอง

เนปาลีคือไกด์ และลุงคนนั้นก็เป็นชาวญี่ปุ่นจริงๆ เนปาลีคนนี้คล่องภาษาญี่ปุ่นมาก เสียงสนทนาของทั้งคู่จึงดังตลอดเวลา

และใครบางคนก็ส่งเพื่อนร่วมทางสองคนนี้มาให้ผม
เดินไปด้วยกันนะ ไปที่เดียวกัน
ลุงญี่ปุ่นว่าอย่างนั้นเมื่อรู้ว่าผมกำลังจะไปอุเรลิ

เราเดินกันไปด้วยกันจริง แต่เราก็ทิ้งระยะไว้พอสมควร ผมเป็นฝ่ายเดินตามครับ เมื่อเวลาผ่านไปเรารู้จักกันโดยเริ่มจากชื่อก่อน ข้างหน้าคือรามจิ ไกด์นำทางของเราตอนนี้ และลุงมานาเบะก็เดินตามเขาไป

.


Ramji - Manabe

.

.
แทรกกิ้งปีละประมาณสี่ครั้ง ตั้งแต่เมื่ออายุยี่สิบ รามจิเล่าเรื่องแทรกกิ้งของเขาให้ฟัง ผมสนใจถามอายุของเขาต่อ

ตอนนี้ผมอายุสามสิบครับ ผมรีบคำนวณตัวเลขในใจผลลัพธ์ออกมาคือ รามจิเดินแทรกกิ้งมาสิบปี ปีละสี่ครั้ง ผลคือเขาเดินมาแล้วประมาณ สี่สิบครั้ง!!


โค้งนี้ มุมนั้น ข้างหน้า เป็นอย่างไร รามจินึกภาพออกเป็นเรื่องเป็นราว เหมือนแผนที่ฝังอยู่ในก้อนสมองของหัวรามจิ แข้งขาที่เดินสับไว้ ก้าวต่อก้าวก็ดูมั่นคง อารมณ์ของรามจิยิ่งราบเรียบแถมอารมณ์ดี ค่อยตอบคำถามของลุงมานาเบะได้ไม่เบื่อ

.

.
.

เวลาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ป้ายหนึ่งเขียนชื่อ
อุเรลิ ไว้และมีลูกศรชี้ไปข้างหน้า นัยหนึ่งคงใกล้ถึงเต็มทีแล้ว แต่ทางก็ชันขึ้นเป็นลำดับ จากนายาปูร์ ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 1070 m
.

แต่ที่อุเรลิ จะมีความสูงที่ 2,010
m.
ความจริงผมไม่ใส่ใจในเรื่องของระดับความสูงในหน่วยวัดสักเท่าไหร่ แต่รามจิรวมทั้งคนแถวนั้น มักจะพูดถึงมัน

ที่เมืองไทย ภูที่สูงที่สุดสูงเท่าไหร่นะ ลุงมานาเบะเปิดประเด็น เอาล่ะสิ!!
ที่ไหนกันล่ะ ที่ๆ สูงที่สุด ดอยอะไรหว่า

คุ้นๆ อยู่ว่าเป็นดอยอินทนนท์ แล้วมันสูงเท่าไหร่กัน
อืมม์...น่าจะเป็นดอยอินทนนท์นะครับ น่าจะอยู่ที่ 2,500 m. (ความสูงอย่างเป็นทางการ 2,565 m)


ผมว่าใช่แต่ไม่ค่อยแน่ใจ
ที่ญี่ปุ่นภูเขาฟูจิสูงที่สุด มีความสูง 3,776 m ยังไม่ทันถามลุงแกเล่าให้ฟัง

แล้วมันต้องเดินขึ้นเหมือนที่นี่ไหมครับ
ผมสนใจว่าเมืองเขาจะรักษาสิ่งที่ธรรมชาติสร้างไว้ หรือจะเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

มีถนนขึ้นไปครึ่งหนึ่ง และเดินไปอีกครึ่งหนึ่ง
แกเฉลย ผมฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นทางออกที่ไม่สุดโต่งจนเกินไป อย่างน้อยก็คนละครึ่งทาง

ลุงมานาเบะ เป็นคนอารมณ์ร่าเริง
คุณลุงอายุเท่าไหร่แล้วครับ


64 แล้ว แกตอบทั้งๆ ที่ขาก็เดินไปเรื่อยๆ

อายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับลุงจริงนะ ยิ่งร่างกายแข็งแรงกว่ามาก อยากบอกว่าผมเดินแพ้แกมาตั้งแต่ต้น ต้องแอบอู้ พักกันเป็นระยะๆ แต่คุณลุงจะเดินไปเรื่อยๆ สม่ำเสมอ

เราสามคนมองเห็นเนินข้างหน้าอยู่ลิบๆ นี่แล้ว ทางชันขั้นสุดท้ายที่เราจะต้องผ่านไปนั้น มันเหมือนแรงก๊อกสุดท้ายและเฮือกท้ายสุดของวันนี้

บ่ายสามโมงนิดๆ เราโผล่พ้นเนินนั้นมาได้ ก็เห็นบ้านหลังแรกที่ยืนต้อนรับเราอยู่หลังสีฟ้าๆ รามจิและลุงมานาเบะพักที่นี่ และผมที่ถือว่าเราลงเรือลำเดียวกันมาแล้ว ผมก็ขอพักที่นี่ด้วยคน

ที่นอนและมื้อค่ำของที่นี่น่าจะอบอุ่นเพราะดูคุ้นเคยกันดี แขกที่พักก่อนหน้าเป็นสองแหม่มชาวกรีก หยุดพักที่นี่มาหลายคืนแล้ว ไม่รู้ว่าเหนื่อยหรือรู้สึกดีกันแน่

.

.
ผมคลุกอยู่กับครัว กลิ่นอาหาร หม้อต้มชา ไฟและฟืนร้อนๆ มันห่มคลุมความหนาวเย็นของอากาศดีกว่าอย่างอื่นเป็นไหนๆ

น้ำชาที่ต้องซื้อขายกัน ถ้าไปสั่งกันที่โต๊ะอาหาร แต่ผมรินน้ำและชงกินในครัวนี้ได้เหมือนไม่ใช่แขกเหรื่อคนอื่น ผมได้ขนมปังธิเบตเธียน ก้อนที่ทำอยู่ในครัวเมื่อสองแหม่มข้างนอกสั่ง เหมือนครั้งที่ผมได้ชิมอาหารในครัวที่อินเดียจากฝีมือคเณศ หมุ่นเนปาลีครั้งนั้นเสมือนเป็นคนในครอบครัว

ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ ไม่ใช่เพราะตลกบริโภค แต่มันเจือความมีมิตรต่อกันในสถานที่ที่ทุกคนต้องจ่ายด้วยเงินทอง แต่เรากลับได้หรือแลกกันเพราะเราคุยกัน


.


Super view Guest houst, Ulleri

.

.
ผมได้รับความเป็นกันเองของครอบครัวเนปาลีหลังนี้แล้ว ผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องอื่นใดที่สองแหม่มสาวกรีกนั้นจะนอนอยู่ที่นี่หลายคืน ผมมองดูป้ายชื่อเกสต์เฮาส์ Super View Guest House ที่ติดอยู่ริมผนังด้านนอก

ยังมีชายหนุ่มฝรั่งอีกคน ที่กำลังหาเพื่อนเล่นหมากรุก และสุดท้ายก็ได้เพื่อนอีกคนที่ต่างที่มาและไม่รู้จักกัน และสุดท้าย คนทั้งหมดเกือบสิบคนที่อยู่บ้านหลังนี้ หันหน้าล้อมวงกันที่โต๊ะอาหารหลังมื้อค่ำ เพื่อลุ้นไพ่ที่วงใหญ่หลายชาติมิกซ์เป็นกลุ่มเดียวกันอย่างน่าขำ

เราต่างคนแบกตัวและหัวใจขึ้นมา ต่างกัน
!!
แต่ที่ไม่ต่างคือเราเดินขึ้นมาได้ถึงในระดับความสูงเดียวกัน แม้จะใช้แรงและความพยายามแตกต่างกัน

.

.

.
คนละมุมของโลก แต่เราก็กลับมาพบกันในหมู่บ้านที่เรียกว่าใต้หลังคาโลก มีรากและมีรังที่อาจต่างกัน เติบโตมาในที่ต่างอุณหภูมิกัน

ยิ่งเดินลึกเข้าไป เส้นทางก็ดูแคบลง แต่มีบางอย่างที่กลับกว้างกว่าเดิม คือความรู้สึกของเรา ผมคิดว่าใครๆ ก็ไม่ต่างกัน

ยิ่งสูงไม่ใช่เฉพาะยิ่งหนาว มันเปรียบเหมือนข้อพิสูจน์อะไรบางอย่างข้างในมนุษย์เรา ว่าถ้ารอบข้าง ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ ไม่มีเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้ว ความจริงเราคุยและรู้จักกัน แค่ไหน
?

.

.

ดอกไม้แสงเทียน, เอี้ยว ณ ปานนั้น

.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เข้ามาซึมซับการเดินทางที่น่ารื่นรมณ์

#1 By ป้าหมู on 2007-05-16 07:18

เรื่องราวในวันนี้สนุกจริง ๆ ครับ ผมเองไม่ได้เดินทางไกลแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ผมว่าเป็นการทดสอบจิตใจที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว คงต้องหาโอกาสสักครั้งในชีวิตไปเดินแท็คกิ้งบ้างซะแล้ว

เห็นรูปสุดท้ายแล้ว ผมก็อยากจะบอกว่า ผมเองก็ถ่ายรูปแบบนี้ไว้เหมือนกัน ขออนุญาตอวดซะเลย

http://zedth.exteen.com/20051010/entry-1

#2 By เจ้าชายน้อย on 2007-05-16 09:54

อิๆๆ
" Don't reson with life, let it be as it as. "
อืมๆๆๆ
ผืนผ้าบางพลิ้วปลิวสลับสี ที่ต่อเรียงรายเป็นเส้นสายยาวๆผ่านตัวบ้านอ้อมเข้าไปด้านหลังลิบๆ แสดงเกี่ยวกับในด้านความเชื่อของทางศาสนาหรือ เป็นในช่วงมีงานเทศกาลฉลองอะรัยหรือเปล่า? ดูผืนผ้าแล้วสียังสดใหม่ดี แม้ปลายๆแอบรุ่ยร่ายบ้าง

#3 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.123.198) on 2007-05-16 11:59

เกือบเหมือนคุณรายละเอียดที่หายไป อิอิ

มาแว้ว entry ที่เราเฝ้ารอ

เราเป็นแฟนหนังสือของ Jimmy Liao ด้วยนะ ทุกเล่มเป็นหนังสือสุดรักของเราเลยค่ะ

อยากไป อยากไป มั่กๆๆๆๆๆๆๆ
ดีจังค่ะ มีเพื่อนร่วมเดินทางแสนน่ารัก
คิดถึงภูเขา คิดถึงต้นไม้จัง

#4 By ก้อนหินรูปหมู (58.136.98.58) on 2007-05-16 12:39

อยากเขียนเรื่องราวไยว ๆ แบบมั่งจังครับ
อ่านแล้วนึกถึงตอนตัวเองไปภูกระดึงเลย
ไกล เหนื่อย แต่ก็รู้สึกดีมากๆที่ไปถึง

#6 By blue (202.5.89.60) on 2007-05-16 14:53

อ่านตอนแรก ๆ ก็เหนื่อยตามน้องไปด้วยทุกระยะเลยค่ะ รู้สึกเป้ล่องหนบนหลังของตัวเองค่อย ๆ หนักอึ้งขึ้นอย่างแปลกประหลาดไปตามเส้นทางที่น้องเดิน...

ถึงขั้นที่... ทำไมน้องต้องพาตัวเองไปเหนื่อยแบบนี้นะ?

พอถึงจุดหนึ่งก็มองเห็นความงดงามที่แทรกอยู่จริง ๆ ด้วยจ้ะ



How 's nice portrait !!! You look so good

#8 By Som Quan (61.19.26.5 /61.19.26.5, 61.19.26.5) on 2007-05-16 18:29

หลายคนชื่นชมคุณมากเหลือเกิน
ทั้งเพื่อนฉันที่ส่งต่อบล็อกคุณให้พวกมันอ่าน
ทั้งผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ที่แวะเวียนเข้ามา

วูบหนึ่ง... อยากคล้องแขนคุณ แล้วเดินทางด้วย
เราคงแย่งกันเขียนเรื่องโรแมนติกกันยกใหญ่
ถ้าฉันอ้อนขอเป็นคนเขียนเองทั้งหมด คุณจะว่าไง
...
โอๆ ฉันเพ้อแล้ว
คืนนี้ ฟ้ามืดเกินไปจริงๆ

#9 By ตินกานต์ on 2007-05-17 01:33

ชอบคุณเล่าเรื่องจัง
อ่านแล้วอิ่มและสนุกกับการเดินทางไปด้วย

เชียร์คุณทำงานอีกอาชีพจริงๆ นะเนี่ย

#10 By moodee on 2007-05-17 08:14

ชีวิตคือการเดินทางครับ...อยากเดินทางไปที่นี่สักครั้งจัง ดูรูปแล้วยังเป็นธรรมชาติมาก ๆ เลยครับ

#11 By เด็กจิตตก on 2007-05-17 08:26

อยากอ่าน แต่ยังไม่ว่างอ่านเลย
แค่ดูรูปก็อยากไปแล้วล่ะ
ช่วงนี้คุยกับเพื่อนถึงเนปาลกัน
ถ้าจะไป คงต้องรบกวนขอข้อมูลจากคุณหน่อยละนะ

#12 By ระหว่างทาง (203.146.192.136) on 2007-05-17 13:11

ความรู้สึกเหมือนกัน...
พักที่เดียวกันด้วย...
ตอนเดินคนเดียว...ที่นี่ครั้งแรก
แต่ตอนนี้ 4 ครั้งแล้ว...

#13 By Gypsy Queen (203.118.80.243) on 2007-05-19 03:19

โอ อ่านแล้วใจบานทะยานบิน
ข้ามแผ่นดินแผ่นฟ้าหาสวรรค์
ข้ามขอบทิวาวารวัน
บนหลังคาโลกนั้นงามจริงหนอ...

#14 By สัญจร ดาวส่องทาง (125.24.56.102) on 2007-05-21 00:50

ขอเดินทางขึ้นดอยอินทนนท์ก่อนดีกว่า
ท่าทางที่อุเรลิจะขึ้นยากกว่า...

#15 By nt_piggy on 2007-05-21 10:54

อ่านแล้ว รู้สึกเหมือนสะพายเป้

เดินตามหลังไปติดๆเลยค่ะ

#16 By CC (203.155.186.173) on 2007-07-12 00:38