ระหว่างเราคือจุดกระจิริด
posted on 20 May 2007 13:21 by lonelysyndrome in Nepal.
ความสุขไม่มีอยู่ ถ้าเรามองไม่เห็น
ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ,
วรพจน์ พันธุ์พงศ์
.
.

.
.
ถ้าจะกองตัวอยู่บนเตียงไปอีกสักพักโดยไม่มีใครรอก็คงดี เพราะขา แข้ง เข่าของผมตึงเปรี้ยะ! เหตุเพราะการเดินจากวันแรก แต่แรงมีเยอะให้เดินไหว
แล้วเสียงข้าวของที่หย่อนลงเป้จากห้องรามจิชวนให้ลุกตื่น!
เราเดินออกจากบ้านพักที่อุเรลิมาหลังมื้อเช้า รามจิบอกว่า กอเรปานี-Ghorapani ที่เรากำลังจะเดินไป ใช้เวลาประมาณหกชั่วโมง
แต่สำหรับผม มันจะถึงช้ากว่านั้นก็ไม่เป็นไร!!
รามจิ ลุงมานาเบะ และผม เราสามคนเดินเรียงกันไปอย่างนั้น ทางเดินออกจากหมู่บ้านอุเรลิที่กว้างๆ ก็ค่อยๆ เล็กและแคบลงเมื่อเข้าสู่ป่าและเทือกเขา
ที่ความสูงหนึ่ง เรามองเห็นหุบเขาเบื้องล่าง อากาศเย็นยามเช้าทำให้เราสดชื่นมากขึ้น หมอกยังคงโรยตัวแตะไปตามยอดเขาต่างๆ
นกตัวหนึ่งบินอยู่ด้วยตรงนั้น เราทุกคนหยุดจ้องมอง ดูมันอยู่กับที่ ปีกสีดำเข้มสยายใหญ่และแผ่กว้างออก พาตัวมันเองร่อนอยู่เหนือลมและยอดไม้
.

.
เราสามคนนิ่ง!! ไม่รู้ว่านานเท่าไร
ปีกที่แผ่กว้างไม่ได้ขยับขึ้นขยับลงแต่อย่างใด เพียงแต่พลิกหลบและรับลมเหินไปมา เรายืนดูกันอย่างใกล้ชิดและหันหน้ามายิ้มให้กัน มันสมบูรณ์ ใช่ครับ สิ่งที่สัมผัสได้ตรงนั้นมันสะกดพวกเราอยู่
แม้สายตาของพวกเราไม่ได้ลดละไปทางอื่น แต่นกตัวนั้นก็ค่อยๆ ร่อนห่างออกไปเอง ไปทางหุบเขาเบื้องล่าง หุบหายเข้าไปในกลุ่มหมอกสีขาวๆ
เราหันมามองหน้าและยืนยิ้มพร้อมกันอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินต่อไป
พอเราเดินต่อ ผมคิดถึงเจ้าโจนาธารลิฟวิงสตัน (Jonathan Livingston Seagull, Richard Bach-1970) นกหลงฝูงที่คิดค้นและสนุกกับการเรียนรู้ที่จะใช้สองปีกที่มีบินไปในกระแสลม ทดลองที่จะขยับปีกในมุมนั้นมุมนี้ เพื่อให้ได้ความเร็ว และความสูงในระดับต่างๆ
มันคือนกหลงฝูงที่นกตัวอื่นๆ ไม่ได้ชื่นชมนักกับวิธีการค้นหาของมัน มันดูเปล่าประโยชน์และเสียเวลาในการค้นหาอะไรๆ ในการ บิน ควรจะใช้เวลาในการหา อาหาร มากกว่า
นกหลงฝูงอย่างโจนาธาน จึงได้แต่ค้นพบและบินไปอย่างโดดเดี่ยวในความสูงที่เกินกว่านกตัวใดจะได้รับรู้
ผมก้มหน้าก้มตาลงเดินดูทางอีกครั้ง ผมก็คงเป็นลูกนกที่แตกฝูง และกำลังหัดอะไรคล้ายการเหินบินอย่างนกโจนาธาน ผมรู้สึกอย่างนั้น มันดูโดดเดี่ยวเกินไปไหม
คงไม่ เพราะนกหลงฝูงมากมายบินแตกกลุ่มกันออกมาอยู่ที่นี่ และที่เดินอยู่ข้างๆ ก็มี
ลุงมานาเบะ เคยเดินทางมาเนปาลหลายครั้งแล้ว ชื่นชอบการเดินแทรกกิ้งมาก ร่างกายของคนวันเกษียณดูน่าเชื่องช้า แต่แกก็แข็งแรงและอดทนมาก
นั่นดอกอะไร? ลุงมานาเบะหันไปถามรามจิ เขาหันมาตอบว่าอย่างไรผมฟังไม่ถนัดนัก
.

.
ดอกสีแดงตรงยอดไม้นั้น สีของมันคือแดงเข้มตัดชัดเจนกับพุ่มไม้สีเขียว คุณลุงว่าที่บ้านเขาไม่มี เราเลยหยุดดูและชื่นชมมันอยู่นาน
ที่บ้านเธอมีไหม แกหันมาถามผม มีครับ ผมคิดถึงดอกไม้สีแดงๆ แบบนี้ที่ดอยอินทนนท์ มันคือดอกกุหลาบพันปี
นี่คือราชินีบนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ และมันคือดอกไม้ประจำชาติเนปาลด้วยนะ รามจิบอกเรา ผมจดจ้องมันอีกครั้ง คราวนี้มันดูสวยกว่าเมื่อกี้อีก ลุงมานาเบะถ่ายภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตรงพุ่มโน้นพุ่มนี้
แล้วรามจิก็เดินไปใต้ต้นดอกไม้สีแดงนั่นตรงต้นที่ใกล้ที่สุด แกเลือกเด็ดดอกหนึ่งส่งให้ลุงมานาเบะ คุณลุงยืนชื่นชมและเสียบมันลงที่เป้ข้างหลัง แล้วออกเดินต่อ
เราเดินทอดน่องกันไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่ออะไรเลย ไม่เคยคิดถึงว่ากอเรปานีนั้นไกลแค่ไหน มีคนกลุ่มอื่นเดินแซงเราไปไกลจนเราสามคนเดินตามไม่ทัน แต่เราก็เดินกันไปช้าๆ อย่างนั้น
.

.
เราเพียงสนใจกับเรื่องข้างทางมากกว่า คุณลุงพูดแทรกประโยคนี้อยู่ในประโยคยาวๆ เราคิดคล้ายๆกันเมื่อเราเห็นฝรั่งเดินจ้ำอ้าวๆ รีบร้อนกันไป
เราเดินกันไป หยุดบ้าง พักบ้าง แวะดื่มชาในหมู่บ้านบ้าง แวะเล่นกับเด็กๆ ที่เราเจอ ลุงมานาเบะเข้ากับเด็กได้ดี
ผมเป็นครูครับ ผมสอนหนังสือในโรงเรียนมัธยมจนเกษียณ ผมเข้าใจแล้ว
ในเป้ของลุงมีขนมที่ติดมาสำหรับเด็กๆ ด้วย ผมได้แต่นั่งมองดูลุงอยู่กับรามจิ แต่เราก็สนุกไปกับคุณลุงด้วย เรื่องราวของลุงมานาเบะดูจะไม่สมบูรณ์ถ้าเราไม่ได้พบเด็กๆ
คนเราค้นหาและเห็นตัวตนกันได้ไม่ยาก ผมกำลังรู้สึกอย่างนั้น เมื่อใดที่ได้พบกระจกอีกบานที่คล้ายกันตรงหน้า เราก็มักเห็นตัวเองและคนอื่นได้ชัดมากยิ่งขึ้น
เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังสะท้อนภาพของคุณลุงมานาเบะออกมาให้พวกเรารู้จักกันยิ่งขึ้น กระจกบานนั้น ทำให้ลุงดูสดใส ร่าเริง
.

.
คุณชอบอาชีพนี้ไหม ผมหันไปถามรามจิ ชอบสิ รามจิรีบตอบ
มันเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก ในเนปาลมีอาชีพให้เลือกไม่มาก หลายคนเลือกที่จะทำอาชีพนี้ แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะทำ รามจิหมายถึงการเป็นไกด์มืออาชีพ ที่ไม่ใช่ไกด์ผีที่ใครๆ ก็ทำกันได้
แล้วภาษาญี่ปุ่นยากไหม สำหรับเขาผมอยากรู้
ยากมาก ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ต้องขยันกว่าวิชาอื่นหลายเท่า มันยุ่งยากและซับซ้อนกว่าภาษาอังกฤษ มันหนักมากสำหรับผม
นอกจากภาษาที่สื่อสารแล้ว ผมชื่นชมรามจิ ตรงที่เขาเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นได้เข้าใจเป็นอย่างดี การดูแลเอาใจใส่ การกิน การนอน การไถ่ถาม การหยิบยื่นและการรับ รามจินอบน้อมเป็นธรรมชาติ
เวลากว่าหกชั่วโมงผ่านไปไวมากจนเราใกล้ถึงกอเรปานีแล้ว ทุกๆ ครั้งที่ใกล้ถึงที่หมายเราดีใจ หลายคนเป็นเหมือนกันคือดีใจ
แต่ผมออกจะรู้สึกแตกต่างจากเดิมไป ไม่ใช่เพราะไม่อยากถึงแต่รู้สึกว่ามันเร็วเกินไป สำหรับวันที่ยังไม่เหนื่อยล้าแต่สุขใจ
เมื่อพ้นเนินเขาลูกนี้ไป กอเรปานี จะชัดเจนอยู่ตรงนั้น ผมคาดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เราเดินอ้อยอิ่งไปเรื่อยๆ ยังคงมีฝรั่งกลุ่มอื่นๆ เดินแซงเราขึ้นไป สีหน้าและอารมณ์คนกลุ่มอื่นนั้นดูเหนื่อยล้าและดีใจที่กำลังจะถึงที่หมาย
เราคิดต่างกัน! เหมือนอย่างที่ลุงมานาเบะพูด เราถึงในแต่ละก้าว แต่ละที่ เราไม่ได้รีบที่จะไปที่ปลายทาง แต่เราได้เห็นและเรียนรู้ระหว่างทาง
นกตัวใหญ่นั่น ดอกกุหลาบบนยอดไม้นั้น และเด็กกลุ่มหนึ่ง ต่างเป็นพยานเรื่องระหว่างทางได้เป็นอย่างดี
รามจิ ลุงมานาเบะ และผม พากันมาจนถึง กอเรปานี หลังบ่ายสองเล็กน้อย หลังจากนี้ไปอีกสิบกว่าชั่วโมงถึงรุ่งเช้า ผมก็จะต้องแยกไปอีกทางโดยไม่มีรามจิและคุณลุง บนทางที่ต้องเดินคนเดียวอีกครั้ง
มิตรภาพระหว่างบนเส้นทางเดินเล็กๆ อาจไม่ได้ถักทอไปจนสุดสายปลายทางไปถึงจังหวะและชีวิตข้างหน้าที่แสนไกล แต่เส้นด้ายระหว่างทางเส้นเล็กๆ นี้ ผมคิดเอาว่ามันคือส่วนประกอบหลักของชีวิตเรา
ระหว่างอาหารมื้อค่ำ ลุงมานาเบะส่งนามบัตรให้ผม บนแผ่นกระดาษใบนั้น มีหนทางที่เราจะติดต่อกันมากมาย ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีเมล์
ผมหันไปมองนอกหน้าต่างหลังโต๊ะอาหาร บรรยากาศข้างนอกเป็นสีน้ำเงิน และภาพที่ผมเห็นตรงฉากนั้นคือครั้งแรกที่ได้เห็นยอดมัจฉาปูชเร (Macha Puchare) ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวชัดๆ ตรงหน้า
.

.
รามจิก็หยิบนามบัตรของเขาส่งให้กับผมเช่นกัน
ผมคิดว่านี้ก็จะเป็นจุดเชื่อมต่อไปในอนาคต ผมไม่รู้หรอกว่าหลังจากที่แยกย้ายกันไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมาพบกันอีกครั้งหรือไม่ หรือเพียงแค่การได้พูดคุยกันผ่านอีเมล์
มันคล้ายจุดเชื่อมต่อที่เราพบกันระหว่างทางเดิน หมู่บ้าน สะพาน และแง่มุมใดมุมหนึ่งในชีวิตเรา เส้นด้ายไม่ได้ยาวแต่ก็เป็นเงื่อนผูกมัดที่ยากกว่าจะคลายมันออก เราหลวมตัวที่จะผูกสัมพันธ์ แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าจะคลายความสัมพันธ์นั้นออก
แม้มันจะเป็นเงื่อนผูกเล็กๆ บนด้ายเส้นบาง ที่เราต่างก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกจากกันไป จนอาจหลงลืมกันไปแล้วอาจไม่ได้พบกันอีกเลย แต่จะห่วงไปทำไม
ผมหันไปทางหน้าต่าง มองมัจฉาปูชเรอีกครั้ง ยังคงนั่งและคุยกันที่โต๊ะอาหาร ชีวิตกระจิริดนี้มีอะไรจะอัศจรรย์ไปกว่านี้...อีกไหม?
Kiss the rain
.

มันเข้าถึงอารมณ์มากๆตลอดระยะเวลาการเดินทาง
คงต้องตามอ่านเรื่อย ๆ แล้วละครับ ขอบคุณครับ
#1 By ก้อนหิน on 2007-05-20 16:01