ระหว่างเราคือจุดกระจิริด

posted on 20 May 2007 13:21 by lonelysyndrome  in Nepal

.
ความสุขไม่มีอยู่ ถ้าเรามองไม่เห็น


ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ
,
วรพจน์ พันธุ์พงศ์
.

.


.

.
ถ้าจะกองตัวอยู่บนเตียงไปอีกสักพักโดยไม่มีใครรอก็คงดี เพราะขา แข้ง เข่าของผมตึงเปรี้ยะ! เหตุเพราะการเดินจากวันแรก แต่แรงมีเยอะให้เดินไหว

แล้วเสียงข้าวของที่หย่อนลงเป้จากห้องรามจิชวนให้ลุกตื่น!

เราเดินออกจากบ้านพักที่อุเรลิมาหลังมื้อเช้า รามจิบอกว่า
กอเรปานี-Ghorapani
ที่เรากำลังจะเดินไป ใช้เวลาประมาณหกชั่วโมง

แต่สำหรับผม มันจะถึงช้ากว่านั้นก็ไม่เป็นไร
!!


รามจิ ลุงมานาเบะ และผม เราสามคนเดินเรียงกันไปอย่างนั้น ทางเดินออกจากหมู่บ้านอุเรลิที่กว้างๆ ก็ค่อยๆ เล็กและแคบลงเมื่อเข้าสู่ป่าและเทือกเขา

ที่ความสูงหนึ่ง เรามองเห็นหุบเขาเบื้องล่าง อากาศเย็นยามเช้าทำให้เราสดชื่นมากขึ้น หมอกยังคงโรยตัวแตะไปตามยอดเขาต่างๆ

นกตัวหนึ่งบินอยู่ด้วยตรงนั้น เราทุกคนหยุดจ้องมอง ดูมันอยู่กับที่ ปีกสีดำเข้มสยายใหญ่และแผ่กว้างออก พาตัวมันเองร่อนอยู่เหนือลมและยอดไม้

.

.

เราสามคนนิ่ง!! ไม่รู้ว่านานเท่าไร

ปีกที่แผ่กว้างไม่ได้ขยับขึ้นขยับลงแต่อย่างใด เพียงแต่พลิกหลบและรับลมเหินไปมา เรายืนดูกันอย่างใกล้ชิดและหันหน้ามายิ้มให้กัน มันสมบูรณ์ ใช่ครับ สิ่งที่สัมผัสได้ตรงนั้นมันสะกดพวกเราอยู่

แม้สายตาของพวกเราไม่ได้ลดละไปทางอื่น แต่นกตัวนั้นก็ค่อยๆ ร่อนห่างออกไปเอง ไปทางหุบเขาเบื้องล่าง หุบหายเข้าไปในกลุ่มหมอกสีขาวๆ

เราหันมามองหน้าและยืนยิ้มพร้อมกันอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินต่อไป

พอเราเดินต่อ ผมคิดถึงเจ้าโจนาธารลิฟวิงสตัน
(Jonathan Livingston Seagull, Richard Bach-1970)
นกหลงฝูงที่คิดค้นและสนุกกับการเรียนรู้ที่จะใช้สองปีกที่มีบินไปในกระแสลม ทดลองที่จะขยับปีกในมุมนั้นมุมนี้ เพื่อให้ได้ความเร็ว และความสูงในระดับต่างๆ

มันคือนกหลงฝูงที่นกตัวอื่นๆ ไม่ได้ชื่นชมนักกับวิธีการค้นหาของมัน มันดูเปล่าประโยชน์และเสียเวลาในการค้นหาอะไรๆ ในการ
บิน ควรจะใช้เวลาในการหา อาหาร มากกว่า

นกหลงฝูงอย่างโจนาธาน จึงได้แต่ค้นพบและบินไปอย่างโดดเดี่ยวในความสูงที่เกินกว่านกตัวใดจะได้รับรู้

ผมก้มหน้าก้มตาลงเดินดูทางอีกครั้ง ผมก็คงเป็นลูกนกที่แตกฝูง และกำลังหัดอะไรคล้ายการเหินบินอย่างนกโจนาธาน ผมรู้สึกอย่างนั้น มันดูโดดเดี่ยวเกินไปไหม

คงไม่ เพราะนกหลงฝูงมากมายบินแตกกลุ่มกันออกมาอยู่ที่นี่ และที่เดินอยู่ข้างๆ ก็มี

ลุงมานาเบะ เคยเดินทางมาเนปาลหลายครั้งแล้ว ชื่นชอบการเดินแทรกกิ้งมาก ร่างกายของคนวันเกษียณดูน่าเชื่องช้า แต่แกก็แข็งแรงและอดทนมาก

นั่นดอกอะไร? ลุงมานาเบะหันไปถามรามจิ เขาหันมาตอบว่าอย่างไรผมฟังไม่ถนัดนัก

.

.

ดอกสีแดงตรงยอดไม้นั้น สีของมันคือแดงเข้มตัดชัดเจนกับพุ่มไม้สีเขียว คุณลุงว่าที่บ้านเขาไม่มี เราเลยหยุดดูและชื่นชมมันอยู่นาน

ที่บ้านเธอมีไหม แกหันมาถามผม มีครับ ผมคิดถึงดอกไม้สีแดงๆ แบบนี้ที่ดอยอินทนนท์ มันคือดอกกุหลาบพันปี

นี่คือราชินีบนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ และมันคือดอกไม้ประจำชาติเนปาลด้วยนะ
รามจิบอกเรา ผมจดจ้องมันอีกครั้ง คราวนี้มันดูสวยกว่าเมื่อกี้อีก ลุงมานาเบะถ่ายภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตรงพุ่มโน้นพุ่มนี้

แล้วรามจิก็เดินไปใต้ต้นดอกไม้สีแดงนั่นตรงต้นที่ใกล้ที่สุด แกเลือกเด็ดดอกหนึ่งส่งให้ลุงมานาเบะ คุณลุงยืนชื่นชมและเสียบมันลงที่เป้ข้างหลัง แล้วออกเดินต่อ

เราเดินทอดน่องกันไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่ออะไรเลย ไม่เคยคิดถึงว่ากอเรปานีนั้นไกลแค่ไหน มีคนกลุ่มอื่นเดินแซงเราไปไกลจนเราสามคนเดินตามไม่ทัน แต่เราก็เดินกันไปช้าๆ อย่างนั้น

.

.

เราเพียงสนใจกับเรื่องข้างทางมากกว่า คุณลุงพูดแทรกประโยคนี้อยู่ในประโยคยาวๆ เราคิดคล้ายๆกันเมื่อเราเห็นฝรั่งเดินจ้ำอ้าวๆ รีบร้อนกันไป

เราเดินกันไป หยุดบ้าง พักบ้าง แวะดื่มชาในหมู่บ้านบ้าง แวะเล่นกับเด็กๆ ที่เราเจอ ลุงมานาเบะเข้ากับเด็กได้ดี

ผมเป็นครูครับ ผมสอนหนังสือในโรงเรียนมัธยมจนเกษียณ
ผมเข้าใจแล้ว

ในเป้ของลุงมีขนมที่ติดมาสำหรับเด็กๆ ด้วย ผมได้แต่นั่งมองดูลุงอยู่กับรามจิ แต่เราก็สนุกไปกับคุณลุงด้วย เรื่องราวของลุงมานาเบะดูจะไม่สมบูรณ์ถ้าเราไม่ได้พบเด็กๆ

คนเราค้นหาและเห็นตัวตนกันได้ไม่ยาก ผมกำลังรู้สึกอย่างนั้น เมื่อใดที่ได้พบกระจกอีกบานที่คล้ายกันตรงหน้า เราก็มักเห็นตัวเองและคนอื่นได้ชัดมากยิ่งขึ้น

เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังสะท้อนภาพของคุณลุงมานาเบะออกมาให้พวกเรารู้จักกันยิ่งขึ้น กระจกบานนั้น ทำให้ลุงดูสดใส ร่าเริง

.


.

คุณชอบอาชีพนี้ไหม ผมหันไปถามรามจิ ชอบสิ รามจิรีบตอบ

มันเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก ในเนปาลมีอาชีพให้เลือกไม่มาก หลายคนเลือกที่จะทำอาชีพนี้ แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะทำ
รามจิหมายถึงการเป็นไกด์มืออาชีพ ที่ไม่ใช่ไกด์ผีที่ใครๆ ก็ทำกันได้

แล้วภาษาญี่ปุ่นยากไหม
สำหรับเขาผมอยากรู้

ยากมาก ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ต้องขยันกว่าวิชาอื่นหลายเท่า มันยุ่งยากและซับซ้อนกว่าภาษาอังกฤษ มันหนักมากสำหรับผม


นอกจากภาษาที่สื่อสารแล้ว ผมชื่นชมรามจิ ตรงที่เขาเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นได้เข้าใจเป็นอย่างดี การดูแลเอาใจใส่ การกิน การนอน การไถ่ถาม การหยิบยื่นและการรับ รามจินอบน้อมเป็นธรรมชาติ

เวลากว่าหกชั่วโมงผ่านไปไวมากจนเราใกล้ถึงกอเรปานีแล้ว ทุกๆ ครั้งที่ใกล้ถึงที่หมายเราดีใจ หลายคนเป็นเหมือนกันคือดีใจ

แต่ผมออกจะรู้สึกแตกต่างจากเดิมไป ไม่ใช่เพราะไม่อยากถึงแต่รู้สึกว่ามันเร็วเกินไป สำหรับวันที่ยังไม่เหนื่อยล้าแต่สุขใจ

เมื่อพ้นเนินเขาลูกนี้ไป กอเรปานี จะชัดเจนอยู่ตรงนั้น ผมคาดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น เราเดินอ้อยอิ่งไปเรื่อยๆ ยังคงมีฝรั่งกลุ่มอื่นๆ เดินแซงเราขึ้นไป สีหน้าและอารมณ์คนกลุ่มอื่นนั้นดูเหนื่อยล้าและดีใจที่กำลังจะถึงที่หมาย

เราคิดต่างกัน
! เหมือนอย่างที่ลุงมานาเบะพูด เราถึงในแต่ละก้าว แต่ละที่ เราไม่ได้รีบที่จะไปที่ปลายทาง แต่เราได้เห็นและเรียนรู้ระหว่างทาง

นกตัวใหญ่นั่น ดอกกุหลาบบนยอดไม้นั้น และเด็กกลุ่มหนึ่ง ต่างเป็นพยานเรื่องระหว่างทางได้เป็นอย่างดี

รามจิ ลุงมานาเบะ และผม พากันมาจนถึง กอเรปานี หลังบ่ายสองเล็กน้อย หลังจากนี้ไปอีกสิบกว่าชั่วโมงถึงรุ่งเช้า ผมก็จะต้องแยกไปอีกทางโดยไม่มีรามจิและคุณลุง บนทางที่ต้องเดินคนเดียวอีกครั้ง

มิตรภาพระหว่างบนเส้นทางเดินเล็กๆ อาจไม่ได้ถักทอไปจนสุดสายปลายทางไปถึงจังหวะและชีวิตข้างหน้าที่แสนไกล แต่เส้นด้ายระหว่างทางเส้นเล็กๆ นี้ ผมคิดเอาว่ามันคือส่วนประกอบหลักของชีวิตเรา

ระหว่างอาหารมื้อค่ำ ลุงมานาเบะส่งนามบัตรให้ผม บนแผ่นกระดาษใบนั้น มีหนทางที่เราจะติดต่อกันมากมาย ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และอีเมล์

ผมหันไปมองนอกหน้าต่างหลังโต๊ะอาหาร บรรยากาศข้างนอกเป็นสีน้ำเงิน และภาพที่ผมเห็นตรงฉากนั้นคือครั้งแรกที่ได้เห็นยอดมัจฉาปูชเร (
Macha Puchare) ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวชัดๆ ตรงหน้า

.

.

รามจิก็หยิบนามบัตรของเขาส่งให้กับผมเช่นกัน

ผมคิดว่านี้ก็จะเป็นจุดเชื่อมต่อไปในอนาคต ผมไม่รู้หรอกว่าหลังจากที่แยกย้ายกันไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมาพบกันอีกครั้งหรือไม่ หรือเพียงแค่การได้พูดคุยกันผ่านอีเมล์

มันคล้ายจุดเชื่อมต่อที่เราพบกันระหว่างทางเดิน หมู่บ้าน สะพาน และแง่มุมใดมุมหนึ่งในชีวิตเรา เส้นด้ายไม่ได้ยาวแต่ก็เป็นเงื่อนผูกมัดที่ยากกว่าจะคลายมันออก เราหลวมตัวที่จะผูกสัมพันธ์ แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าจะคลายความสัมพันธ์นั้นออก

แม้มันจะเป็นเงื่อนผูกเล็กๆ บนด้ายเส้นบาง ที่เราต่างก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกจากกันไป จนอาจหลงลืมกันไปแล้วอาจไม่ได้พบกันอีกเลย แต่จะห่วงไปทำไม

ผมหันไปทางหน้าต่าง มองมัจฉาปูชเรอีกครั้ง ยังคงนั่งและคุยกันที่โต๊ะอาหาร ชีวิตกระจิริดนี้มีอะไรจะอัศจรรย์ไปกว่านี้...อีกไหม
?



Kiss the rain

.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ชอบมากครับทั้งเนื้อเรื่อง บรรยากาศ เพลง ทุกอย่างเข้ากันได้ดีมาก ๆ ครับ

คงต้องตามอ่านเรื่อย ๆ แล้วละครับ ขอบคุณครับ

#1 By ก้อนหิน on 2007-05-20 16:01

อ่านแล้วนั่งยิ้มเลยค่ะ เราทุกคนหยุดจ้องมอง ดูมันอยู่กับที่ ปีกสีดำเข้มสยายใหญ่และแผ่กว้างออก พาตัวมันเองร่อนอยู่เหนือลมและยอดไม้...เราสามคนนิ่ง ไม่รู้ว่านานเท่าไร...4 ค่ะไม่ใช่ 3 อ่านแล้วเหมือนไปยืนมองอยู่ด้วย บางทีอาจจะไม่ใช่ 4ก็ได้นะคะ เพลงเพราะมากๆ อ่านไปฟังเพลงไปนั่งจิบกาแฟมอคค่าอุ่นๆไป
รู้สึกดีจังเลยค่ะ เนปาล อยากไปจัง แต่ขอล่องลอยตามคุณไปก่อนนะ แล้วจะเดินตามรอยคุณไปจริงๆ

#2 By so ทรุด so เซ on 2007-05-20 16:19

อ่านเพลินเหมือนเดิม เมื่อไหร่จะเขียนให้หนังสือเราสักตอนนะ

#3 By Backpack Girl on 2007-05-20 16:56

อ่านเอนทรีนี้
ทำให้ย้อนไปอ่านเอนทรีที่แล้วอีกครั้ง
แอบหลงรักลุงมานาเบะซะแล้วละค่ะ
..
ระหว่างการเดินทางของคุณตั้งแต่สาวน้อยคนนั้น
คุณลุงไกด์ที่แบ่งปันข้อมูลการเดินครั้งนี้ .. เพื่อน
ร่วมทางอย่างแม่หญิงที่แข็งแกร่ง ไกด์หนุ่ม และ
คุณลุงญี่ปุ่นที่ช่วยทำให้คุณไม่เร่งเดินเพื่อให้ไปถึง
จุดหมายปลายทางเร็วกว่านี้ ..

เราอ่านแล้วชอบเอนทรีการแทกกิ้งที่ผ่านมาคราวก่อน
และคราวนี้ด้วย .. การได้พบสิ่งที่ไม่รู้มาก่อนล่วงหน้า
ทำให้จังหวะการก้าวเดินมีความสุขดีนะคะ ..

#4 By moodee on 2007-05-20 17:05

ดอกกุหลาบพันปี ที่ภาคเหนืออยู่สูงแบบนั้นไหมคะ
เท่าที่เห็นจากภาพ อาจมองไม่ชัด แต่คิดว่าคงมีเสน่ห์มาก
เป็นการเดินทางที่อบอวลไปด้วยความสุข
เหมือนได้อ่านพอคเก็ตบุคดีดีเล่มนึงเลยค่ะ

#6 By sorbet* on 2007-05-20 18:41


#7 By P.Pu on 2007-05-20 19:22

...

พริ้วพรมละอองใส
ฟากฟ้าสีน้ำเงินสวยสด
เสียงใสดั่งระฆัง

ฟ้ากว้างสุดสายตา
โอบรอบนกใหญ่แลขุนเขา
ยินดี..ที่ได้พบ

เสียงเพลง kiss the rain
คิดถึงสุข เหงา ระคนเศร้า
น้ำตา..ปลื้มปิติ

...

#8 By กะจิ๋วหลิว on 2007-05-20 20:07

รูปสุดท้ายสวยมาก ๆ

นี่ล่ะมั้ง คือเสน่ห์ในการเดินทางที่ผมอยากสัมผัส ผมอยากรู้จักผู้คนที่หลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ แต่เป็นความรู้จักกันแบบห่าง ๆ หลวม ๆ แต่ดี ๆ

#9 By เจ้าชายน้อย on 2007-05-20 20:13

" Life is worth when you see the worth of life."
คุณลุง"มานาเบะค่ะ " ขอบคุณคะบางทีและหลายๆครั้ง หนูก็ลืมมันที่จะใส่ใจไปเหมือนกัน.

#10 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.124.102) on 2007-05-20 20:50

เรารู้สึกว่า entry นี้อากาศดีจังค่ะ
ชอบดนตรี ชอบรูปภาพ ชอบตัวหนังสือ ชอบไปหมดเลย รู้สึกว่าวันนี้ตัวเองอ่านหนังสือช้ามาก เราค่อยๆอ่านทีละตัว ดูรูปทีละรูปอย่างมีความสุขมั่กๆค่ะ

ขอบคุณมั่กๆค่ะ

ขอหลงรักระหว่างทางของ คุณอากาศกวีนะค่ะ

ขอทักคุณก้อนหินด้วยนะค่ะ
ทำไมเราถึงชื่อ ก้อนหินรูปหมูค่ะ?
(แหะ แหะ ขอตั้งคำถามและตอบคำถามนอกเรื่องหน่อยนะค่ะ คุณ จขบ)
เพราะเรามักจะได้ยินคนพูดว่า ไม่อยากเป็นก้อนหิน ฉันไม่ใช่ก้อนหิน อ่านหนังสือก็เจอนะค่ะ ฟังเพลงก็ได้ยิน
I'm not a stone.....I'm just a man
(เพลง try again by Keane) เราเกิดความรู้สึกว่า ต้องมีใครสักคนอยากเป็น ก้อนหินสิ และเราก็เลยเป็นคนๆนั้นค่ะ ดีใจจังเจอคนชื่อคล้ายกัน

เราว่า เป็นอากาศก็ดีนะค่ะ สัมผัสมนุษย์ทุกคนได้ และที่สำคัญ "ถ้าขาดอากาศเราคงตาย"

#11 By ก้อนหินรูปหมู (58.136.98.160) on 2007-05-20 21:23

อ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนเดินทางไปกับเจ้าของบลอคเลย
สิ่งที่สำคตัญของการเดินทางอยู่ที่ระหว่างทางซิน่ะ

ปล.อยากรู้จังว่าเจ้าของบลอคอัพบลอคได้งัยอ่ะ
ติดตามอ่านมานานแล้วค่ะ แต่ไม่เคยคอมเมนต์ แนะนำให้เพื่อนๆอ่านด้วยค่ะ
ถึงแม้คุณจะเดียวดายเข้ากระดูกดำ แต่อันที่จริงแล้วคุณมีเพื่อนๆในโลกไซเบอร์ติดตามผลงานคุณมากมาย เป็นกำลังใจให้เขียนเรื่องน่าอ่านแบบนี้เรื่อยๆนะคะ

#13 By popomaska (195.229.236.216 /217.164.103.102) on 2007-05-21 02:37

ภูเขาสีน้ำเงิน.....สวยจังค่ะ

#14 By blue (202.5.89.60) on 2007-05-21 08:59

: ) beautifully writen as always na ka : )

#15 By rainysea on 2007-05-21 11:09

อ่านไปด้วย ฟังเพลงไปด้วยรู้สึกใจหาย..ที่เพื่อนร่วมทาง...ต้องแยกกันไปคนละทาง มันเข้าถึงอารมณ์มากๆตลอดระยะเวลาการเดินทาง

#16 By nt_piggy on 2007-05-21 11:13

ตามอ่านมาซักพัก ไม่ค่อยเม้น แต่วันนี้อยากบอกว่า นั่งดูรูปนกกับดอกไม้สีแดงอยู่นานเลยแหล่ะ

#17 By Nemo on 2007-05-21 12:15

อากาศวีคิดว่า
เนปาล อินเดีย เป็นประเทศที่ เราควรได้ไปเที่ยวสักครั้งหนึ่งไม๊

#18 By gummy in pai (203.154.83.112) on 2007-05-25 17:27

ใครๆที่ได้อ่านเรื่องราวของคุณ.. คงเป็นเหมือนๆกัน ยิ้มๆและเป็นสุข
เล่าง่ายๆเรื่อยๆ เห็นอย่างไร เล่าอย่างนั้น

หมอกที่น่ารักๆของคุณ ทั้งห่มคลุม ทั้งโรยตัวแตะตามยอดเขา (เห้ออ..) ยอดเขาคงยิ้มเลยนะคุณ
โลกสีน้ำเงินสวยๆใบนี้ ..
ลมเป็นสีอะไร - -'
นั่นสิ เกิดมาจนป่านนี้ ไม่เคยนึก ลมมันเป็นสีอะไรหนอ..

จินตนาการของคนเรา
โลกตัวหนังสือ
เรื่องเล่า เพลง ดนตรี ภาพถ่ายสวยๆบนโลกนี้.. มันดีมากๆเลย

ความสุขมีอยู่ทุกที่รอบๆตัวเรา
เพียงใครจะหยิบคว้ามาไว้กับตัวเราได้อย่างไรกัน




#19 By ขอบคุณอีกครั้ง (203.121.167.252) on 2007-05-30 09:58

พี่หนึ่ง พี่โคตรโรแมนติกเลย....

#20 By วิไล... (58.8.98.227) on 2007-06-10 10:15

สวยจัง ... บรรยากาศสีน้ำเงิน ....

#21 By CC (203.155.186.137) on 2007-07-17 17:39

ละเลียดอ่านช้าๆ สบายอารมณ์เหลือเกิน กี่รอบแล้วนะหน้านี้

และเสียงเพลงนี้ เมื่อสักสัปดาห์ก่อนในวันที่ว่าง ต้องไปตามหามา update บล๊อกตัวเอง เพราะอยากฟังมากๆ ในวันฝนตกและได้กลิ่นดอกไม้หอมๆ

Kiss The Rain ไพเราะ สวยงาม และแสนโรแมนติค

คงคิดเหมือนกับทุกๆ คนที่ได้มาละเลียดชม ... อากาศที่นี่ดีต่อหัวใจ

#22 By หนูบัวจ้ะ (202.47.238.156) on 2007-08-01 22:54

ตั้งใจมานานมากเลย อยากเขียนถึงเรื่องเล่าเรื่องนี้ .. นับจะ 3 เดือนได้

ได้รู้จักเพลง kiss the rain.. ก็จากที่นี่

..เรื่องราวการเดินทางในแบบเรื่อยๆสบายๆเหมาะกันดีกับท่วงทำนองเพลงหวานเศร้า..ทว่าสุขสงบโดยลำพัง

เสียงเปียนโนเห็นเพราะๆหวานๆแบบนี้..
เอาเข้าจริงๆไม่ค่อยกล้าจะฟังสักเท่าไร
คงเพราะ..เสียงเพลงแผ่วเบา เรื่อยเรื่อยแบบนี้
มันค่อนข้างทำให้เรารู้สึกหม่นเศร้าได้โดยไม่ยากเลย
..โดดเดี่ยว อ้างว้างเกินไปไหม ...

คงเป็นกันบ้าง.. กับบางเรื่องราว บทเพลงต่างๆที่ได้ผ่านพ้นพวกเราไปแล้ว
แต่ยามที่เราได้มีโอกาส ได้ยินได้ฟังกันอีก
บางขณะฟังฟังไป .. เหมือนมีเรื่องราวต่างๆให้นึกถึง ลอยปนปนกันออกมา
ทำให้เพลงนั้นๆแตกต่างจากเดิมๆที่เราเคยฟัง

..กับสิ่งดีดี ที่มีออกมากมายบนโลกเรานี้
บทจะได้พบเจอ เราก็เจอกันได้ง่ายง่ายแบบนี้นี่เอง

กับเพียงแค่เสียงเปียนโน..
มันก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งทำให้เรามีวันคืนที่ดีกันได้ ทั้งเป็นสุข ทั้งก่อให้เกิดรอยยิ้มกันไปได้ทั่ว
และไหนยังจะ .. เรื่องราวผู้คน ร้อนหิว เหนื่อยหนาว
เอกลักษณ์ในถ้อยคำ บทกวี ภาพถ่าย เสียงเพลงแว่วหวาน
ที่ต่างได้พากันร้อยเรียง.. เรื่องราวระหว่างทางให้รู้สึกสุขเศร้า ทั้งอ่อนหวานละมุนละไมได้อย่างไม่น่าเชื่อ..

ที่ได้เขียนฝากไว้ข้างตามข้างบนนั้น
เห็นได้อย่างไร ก็อยากเขียนตรงๆไว้อย่างนั้น
อยากให้เป็นส่วนหนึ่ง..ในเรื่องราวระหว่างทางเส้นนี้

ในหนทางข้างหน้า
ด้วยรอยเท้าของนักเดินทางคู่นี้
ยามใดที่เกิดนึกอยากเดินไปในโลกตัวหนังสือดูบ้าง ..
.. คงเป็นสิ่งดีดีที่จะเกิดขึ้น
และคงไม่ใช่เรื่องยากเลย.. ที่เราจะได้เห็นรอยเท้าสวยๆสักคู่..เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้กัน
..........

ปล. 1 กับวันคืนใดที่พวกเราเหนื่อยล้ากัน .. ขอเพียงให้ เหนื่อยล้าแต่สุขใจตามแบบเรื่องเล่าของคุณ

ปล. 11 กับรอยเท้าสวยๆที่ว่านั้น.. ใช่ว่าใครๆนึกอยากจะมีก็มีกันได้โดยง่าย .. มันคงยากลำบากพอควรทีเดียว
แต่จะว่าไปสิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้น ..คงเป็นการคงความสวยงามให้มีอยู่ ตลอดไป..
ดูแลและรักษาไว้ให้ดีจ้ะ ..

ปล. 111 รักษาสุขภาพด้วย

ปล. 1111 ครั้งหน้าโปรดสำรอง hard disk

ปล. 11111 จะได้มีปล.ที่สองกับใครเขาบ้างไหมนะ

#23 By ดวงใจดอกไม้.. (124.120.169.171) on 2007-08-19 14:57

คุณหายไปนานจัง บ้านเงียบ เพลงเศร้า ..เห้ออ

อะไรต่อมิอะไรในชีวิตของพวกเรา บางครั้งบางคราว
น่าจะเหมือนการได้อ่านหนังสือสักเล่ม
.. พวกเราคงเลือกได้ไม่เหมือนกัน ว่าไหมคะ

เราคงไม่ฝืนอ่าน หากว่ามันยากเย็นเกินไป เราคงต้องพักวางลงบ้าง
ไม่ก็คงเลี่ยงไปหาหนังสือที่อ่านได้ง่ายขึ้น
แต่ใช่ว่าเราจะละทิ้ง หนังสือยากๆนั้น
หากมีโอกาสในคราวหน้า เราอาจหวนกลับมาหยิบจับขึ้นมาใหม่ก็เป็นได้

ชีวิตก็น่าจะเป็นเช่นนั้น..
ทำให้ยากคงยาก ทำให้ง่ายๆก็คงง่าย ยิ้มๆเป็นสุขกันให้ได้กับทุกๆเรื่องราว น่าจะดี
ตัวเรา ใจเราเท่านั้นนะคะ
ที่จะนำพาไปในทิศทางใด
ขอเพียงเป็นไปในทางที่ดี ความรัก น้ำใจ แบ่งปัน อภัยซึ่งกันและกัน
กับสิ่งดีดีเหล่านี้ ก่อเกิดความสุขได้ง่ายๆเลย


ดูแลรักษาสุขภาพด้วย
ไม่ไหวดึกแล้ว เขียนพิกลๆแท้
..





ปล.ที่สอง..

กับบางถ้อยคำที่มีๆมา หากมันก่อให้เกิดความผิดแผกของที่นี่ไปจากเดิมๆ

..ขอโทษจ้ะ..

#24 By ..ดวงใจดอกไม้.. (124.120.24.43) on 2007-09-04 00:15

^^ รู้สึก ดี จัง

ทุกรูปมันดูมีเรื่องราว ^^

#25 By ฝุนผงในสายลม (125.25.226.154) on 2007-09-07 18:22