.
ถ้าใครพอใจแค่หมอก ก็มองแค่พื้นผิว
ใครพอใจสีครามลึกก็มองดิ่งเข้าไป
หรือจะเห็นควบคู่กันไป
ในแต่ละภาวะย่อมมีคำตอบของมัน


ฟ้า
,
พจนา จันทรสันติ
.

.

ฟิล์มม้วนหนึ่งถูกบรรจุลงในกล้องโอลิมปัสของสิงห์ เสียงแกรกๆๆ ที่เขาเลื่อนแผ่นฟิล์มข้างในไปไว้ในที่ๆ พร้อมจะกดชัตเตอร์บันทึกภาพ เรากำลังเริ่มออกเดินทางในเช้าวันใหม่

กอเรปานีสู่ทาดาปานี ไม่มีรามจิและลุงมานาเบะอีกแล้วในเส้นทางของวันนี้ ทั้งสองนั้นแยกไปอีกทิศที่จุดหมายเราต่างกัน

ส่วนสิงห์และแฟนสาวของเขา คือเพื่อนร่วมทางคนใหม่ของผม เราจากกอเรปานีออกมาในเช้าที่เพิ่งลงมาจากพูนฮิลล์

โอลิมปัส กล้องฟิล์มแมนน่วลของสิงห์ถูกกดชัตเตอร์บันทึกภาพแรกหลังจากออกเดินทางจากกอเรปานีมาไม่ไกลนัก บนเส้นทางเดินตรงนั้น เรียบเลาะระหว่างเนินเขาแต่ละลูก จากลูกหนึ่งสู่ลูกหนึ่ง ไต่ระดับความสูงเดียวกันไปเรื่อยๆ ภาพที่ได้บันทึกคือภาพของแนวภูเขาสลับทับไปมามากมาย

ระหว่างช่องเขาบางช่วงเผยให้เห็นภูเขาน้ำแข็งสีขาวตัดกับท้องฟ้าใสๆ หมอกละเรี่ยอ่อนๆ ฟุ้งหุ้มเบื้องล่างประกอบฉาก

.

.

เชื่อว่าภาพนั้นจะสดอยู่ในกล้องโอลิมปัสสีดำตัวนั้นของสิงห์ เหมือนเช่นทุกๆ ครั้งที่เขาลั่นชัตเตอร์

แต่เมื่อใดที่ได้ยินเสียงชัตเตอร์ทำงาน แม้ว่ามันจะไม่ถี่นัก เสียงขยับฟิล์มก็จะดังตามหลังมานั้น ผมคิดถึงกล้องแมนน่วลที่เคยใช้

มันคือกล้องรุ่น เอฟเอ็มทู สีของมันดำสลับโคเมี่ยมเงาวาวแต่แสนหนัก คิดถึงเสียงสับชัตเตอร์และเสียงเลื่อนฟิล์ม เสียงเหล่านั้น มันไม่ได้ขยับเฉพาะภาพ แต่มันขยับความรู้สึกของเราไปด้วย

ความรู้สึกที่ว่า มันคืออารมณ์ของความตื่นเต้น ขยับฟิล์มแต่ละหน ทุกครั้งมักจะทำให้หัวใจขยับไปด้วย กลไกภายในกล่องสีดำๆ ตัวนั้นจะทำงานซับซ้อนขนาดไหน จะยังคงประสิทธิภาพทุกครั้งหรือไม่

เลนส์ที่ปรับ ตำแหน่งที่ซูม องค์ประกอบที่จับ แสงและความเร็วชัตเตอร์สัมพันธ์กันแค่ไหน แม้คุ้นเคยกันมานาน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกภาพจะใช้ได้

ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าจนกว่าจะได้เห็นภาพนั้นอัดลงบนกระดาษ
!!

สิงห์จับภาพภูเขาลูกหนึ่งให้อยู่ในเลนส์ที่พร้อมจะบันทึกไว้กับฟิล์มที่อยู่ในกล้องของเขา แสงยามเช้าสวยมากพอต่อการกดด้วยมือ แต่เขาเลือกใช้ขาตั้งกล้องแทน และตั้งเวลาลั่นชัตเตอร์

.

.

เพียงสิบวินาทีหลังชัตเตอร์ลั่น เขายังเหม่อมองไปทางทิศที่กล้องโฟกัส

แฟนของสิงห์เดินนำหน้าเราสองคนไปไกลมากจนเรามองไม่เห็นเธอ

ผมเหมือนคนโบราณเนอะ ยังใช้กล้องฟิล์มอยู่เลย คำเปรยของสิงห์ กำลังบอกความเป็นตัวตนของเขา ผมกำลังฟังเขาต่อ

ผมชอบใช้ฟิล์มถ่าย ยิ่งขาว-ดำมันเก็บรายละเอียดได้ดี แต่ละภาพต้องตั้งใจถ่าย
เขาขยายความ ผมเข้าใจในสิ่งที่สิงห์พยายามจะอธิบาย แม้จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการถ่ายรูปเท่าไหร่นัก ผมก็สนใจฟัง

เมื่อคราวที่ผมเคยใช้กล้องฟิล์ม ผมยังจำอารมณ์เหล่านั้นได้ดี ตั้งแต่ออกเดินทาง ผ่านไปอยู่ในสถานที่หนึ่งๆ ใส่ฟิล์มที่นั้น ขยับฟิล์ม เลือกมุมที่อยากถ่าย รายละเอียดมันอวลอยู่ในนั้น คล้ายกล่องความทรงจำที่บรรจุเก็บอารมณ์ของสถานที่ต่างๆ ไว้ในแต่ละภาพ

.

.

เราเริ่มเดินต่อไปอีกครั้งตามทางเดินสู่ทาดาปานี ผ่านป่าน้ำค้าง บนกิ่งก้านและใบไม้ ไรเคนสีเขียวเย็นชุ่มชื้นอยู่บนลำต้น บางต้นใบพลัดล่วงลงตามทางดิน เกิดสีพริบพราวคล้ายพรมสีชมพูแดงปูทอดยาวสุดตาให้เราเดิน

เสียงกล้องเอส 6500 ของผมเงียบสนิท เพราะค่าที่ตั้งไว้ในระดับต่ำให้ส่งเสียงด้วยความเงียบต่ำสุดในโหมดตั้งเสียง แต่ความถี่ในการบันทึกภาพของผมนั้นต่างจากกล้องของสิงห์ เพราะเมมโมรี่การ์ดมีพื่นที่เก็บข้อมูลไฟล์เยอะพอที่จะเก็บภาพไว้ได้มากพอเท่าที่ต้องการ ทั้งภาพที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจถ่าย

สิงห์สงสัยว่าผมถ่ายอะไรนัก
ขอผมดูหน่อยได้ไหม?

ผมส่งเอส 6500 ที่มีขนาดไม่ต่างไปจากกล้องของเขานัก ให้เขาไป เขากดเปิดดูที่จอดีสเพลย์ เริ่มดูตั้งแต่ภาพในวันแรกที่ผมมาถึงกาฐมาณฑุ

ผมชอบรูปนี้ สีของกางเกงลุงคนนี้สดดี ตัดกับสีของกระเป๋าสีเขียว
สิงห์บอกผมพร้อมกับยื่นภาพนั้นให้ผมดู

ส่วนผมขอดูกล้องของเขา หยิบมาส่องเล็งดู ปรับโฟกัส ภาพที่เกิดจากการมองลอดช่องเล็กๆ ภายในกล้องที่เลนส์ปรากฏล่องรอยที่บ่งบอกว่าผ่านอายุการใช้มาพอควร

.

.

ผมไม่ได้แตะกล้องแบบนี้มานานแล้ว แต่น้ำหนักและแทรกเจอร์ของผิวและเนื้อกล้อง เรียกความคุ้นเคยของมันได้เป็นอย่างดี ตัวเลขที่บอกตำแหน่งของจำนวนฟิล์มตอนนันมันอยู่ที่เลขห้า

ผมกำลังรู้สึกว่า ภาพที่เราถ่ายในจุดๆ เดียวกัน มุมที่เราซูมและโฟกัสในกรอบเดียวกัน อารมณ์ของภาพก็คงแตกต่างกัน ฟิล์มที่บรรจุอยู่ข้างในยังเทียบไม่ได้กับจอภาพที่บอกว่ารูปนั้นใช้ได้ไหม

โอลิมปัสตัวนั้น รูวัดแสงและความเร็วชัตเตอร์ยังทำงานแบบกลไลแมคคานิกคอล อาศัยถ่านก้อนเล็กแบนที่เป็นพลังงานถ่ายทอดและขยับกลไกเพียงเล็กน้อย

มันคือฟังชั่นแบบอนาล็อกที่บ่งบอกถึงความรู้สึกบางอย่างที่ต่างกับดิจิทอล กล่องสี่เหลี่ยมๆ ดำๆ สองตัว คล้ายสมองและกลไกระบบความคิด การมองโลก ทำงานต่างกัน

เสียงชัตเตอร์ที่ดังพร้อมกัน ผมเดาเอาว่าผลมันคงแตกต่างกันสิ้นเชิง ผมเช็คภาพที่เพิ่งถ่ายไป มันคมชัดและองค์ประกอบได้พอใจ

ส่วนโอลิมปัสของสิงห์ยังคงเก็บงำความสวยงามไว้ภายใน ไม่มีใครรู้ว่ากล้องทำงานได้จังหวะหรือเปล่า อีกนานสิงห์คงจะได้เห็นภาพที่เพิ่งถ่ายไป

.

.

นายเอาฟิล์มมาแค่ไหน? ผมถามสิงห์

ห้าสิบม้วน
ผมตกใจกับคำตอบของสิงห์ มันเยอะมาก เยอะกว่าที่ผมเดาไว้ในใจ

หลังจากเนปาลแล้วจะไปไหนต่อ
ผมกำลังประมาณการใช้ฟิล์มของสิงห์กับระยะการเดินทาง

ไปพาราณาสี ลาดัก แคชเมียร์ ไทยและกลับบ้าน
สิงห์เล่าแผนการเดินทางของเขา

ผมส่งสัยถามกลับไปว่าเขาเคยไปอินเดียแล้วไม่ใช่เหรอ เขาบอกว่าเมื่อคราวก่อนไปราชสถาน คราวนี้จะขึ้นไปให้ถึงแคชเมียร์

คราวที่แล้ว เราไปที่จัยซัลเมียร์ เราชอบที่นั่นกันมาก เมืองก็สวย ทะเลทรายก็สวย เราอยากกลับไปอีกนะ
สิงห์ว่า

เขาเดินทางครั้งนั้นกินเวลาหลายเดือนมาก เหมือนคราวนี้ก็เช่นกัน เขาว่าหยุดการทำงานไว้ก่อน ออกมาเดินทาง ตังค์หมดแล้วค่อยไปหางานทำใหม่

ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าอยู่ในเมืองไทย ไม่สามารถคิดและทำได้อย่างนี้ ถ้าเลือกเที่ยวโดยออกจากงาน คงโดนประณามกันยกใหญ่ แต่สังคมญี่ปุ่นตอนนี้เป็นอย่างนี้ สามารถออกมาเดินทาง พักการทำงานไว้ครึ่งปีแล้วค่อยไปหาเอาใหม่

สิงห์ออกเดินทางคราวนี้ประมาณห้าเดือน อยู่ในเนปาลมาหนึ่งเดือนแล้ว และต่อไปจะเข้าอินเดียใกล้ๆ ลุมพินี แล้วจะไปเรียนโยคะในอินเดียสามเดือน แล้วบินมาเมืองไทยเพื่อกลับบ้านที่อยู่ใกล้ๆ เมืองโตเกียว บ้านของสิงห์เป็นเมืองชนบทที่เงียบและเล็ก

บ้านผมทำนาด้วยนะ ครอบครัวผมเป็นชาวนา ผมก็ทำเป็น สิงห์พูดถึงครอบครัวของเขา แต่ตัวเขาเองมาทำงานอีกเมืองหนึ่ง ยึดอาชีพนวดแผนไทย เขาบอกว่ามาเมืองไทยคราวก่อน นอกจากสอนหนังสือแล้วเขาไปเรียนนวดกับชาวบ้าน เรียนจนนวดเป็น กลับบ้านที่ญี่ปุ่นเลยยึดอาชีพนวดแผนไทย

.

.

ส่วนแฟนผม เป็นเภสัชกร เขาเรียนเก่งมาก หัวเขาดี ผมสู่เขาไม่ได้หรอก สิงห์พูดถึงแฟนเขาที่เดินนำหน้าพวกเราไปไกล

อืมม์ แล้วงานอย่างเภสัชกรนี่หางานไม่ยากเหรอ
ผมสงสัย

ไม่ยากหรอก ของผมสิยาก ผมจบศิลปศาสตร์มา ทำงานไม่ตรงตั้งแต่ต้น ตอนนี้มายึดนวด ค่อนข้างหางานยาก


นายเลยมาเรียนโยคะเพิ่มใช่ไหม ผมถาม

ก็ไม่เชิง ผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับโยคะและการรักษาด้วยสมุนไพร ก็เลยเลือกไปที่อินเดีย


ความเหนื่อยล้าเริ่มทำให้เราเดินและคุยกันช้าลง สงสัยเวลานาทีจะเดินเร็วกว่าสองขาของเราเสียแล้ว เวลาที่ควรจะถึงทาดาปานีตอนได้แล้ว แต่เรายังไม่เห็นวี่แววแม้แต่น้อย

อีกไกลไหมครับ เราเริ่มถามกับคนที่เดินสวนทางเราไป

อีกเนินเขาหนึ่ง ประมาณยี่สิบนาทีก็ถึง
เสียงของชายคนหนึ่งที่เป็นลูกหาบที่เดินสวนไปบอกเรา

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าเดินกันเพื่อให้ถึงก่อนบ่ายสามโมง ยี่สิบนาทีหลังจากนี้สาหัสที่สุด ทางเดินเป็นเนินเขาชัน และสูง พลังที่เหลือค่อยๆ หรอยหรอลงเลยๆ มื้อเที่ยงที่เราหวังว่าจะฝากไว้ที่ทาดาปานีก็เลยล่วงมาสามชั่วโมง

อืมม์ เคยกินรักซี่ไหม?
สิงห์ถามผม

ที่ว่าเหมือนเหล้าขาวหรือเปล่า
ผมสงสัย แต่นึกขึ้นได้ ผมเพิ่งอ่านเรื่อง เหมาอิสต์และรักซี่สีขุ่น ที่โตมรเล่าไว้ใน ลมฟ้าอาหาร ถ้ามันคือประเภทเดียวกันจริง ผมเพียงแค่เคยแต่ที่ปลายลิ้นครั้งเดียว มันร้อนและแรงเกินกว่าผมจะหยิบซดได้หมดจอก

คืนนี่ผมจะลองกินนะ
สิงห์บอกผมคล้ายเชิญชวนให้ร่วมดื่มด้วยกัน ผมกำลังคิดถึงบรรยากาศในหมู่บ้านทาดาปานี อากาศคืนนี้จะหนาวแค่ไหน ฝนจะตกอีกหรือเปล่า เรากำลังพยากรณ์กันล่วงหน้า แต่ภาวนาว่าถ้าฝนตก อย่าตกถึงตอนเช้าที่เราเดินทางก็แล้วกัน

..

.

เราใกล้ถึงทาดาปานีเข้าไปเรื่อยๆ เพราะเสียงที่ดังลอยมา และควันไฟที่โชยอยู่เหนือยอดพุ่มไม้บอกเรา

จังหวะที่เดินไป ผมกำลังรอลุ้นเก็บภาพแรกของหมู่บ้านที่กำลังจะเห็นอยู่ข้างหน้า สิงห์ก็หยิบกล้องโอลิมปัสของเขาขึ้นมาเตรียมโฟกัสด้วยเช่นกัน

ผมกำลังคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเห็นรูปที่สิงห์ถ่าย ห้าสิบม้วนที่สิงห์แบกมามันเยอะในความรู้สึกของผม ถ้าถ่ายหมดทุกม้วน มันจะมีจำนวนพันแปดร้อยภาพ

เรื่องราวและอารมณ์ที่ถูกบรรจุอยู่ในฟิล์มทั้งหมดจะถูกล้างและอัดลงกระดาษอย่างดีที่บ้านของสิงห์ แต่ละภาพแต่ละการลั่นชัตเตอร์ของสิงห์ย่อมแสดงถึงความตั้งใจถ่ายทอดบางสิ่งที่เขาโฟกัสเป็นพิเศษในแต่ละภาพ

เขากลั่นกรองละเอียดมากกว่ากล้องดิจิทอลทั่วๆ ไป แม้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่อาจสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว

บางมุมเขาสับชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว โดยไม่ได้คำนึงว่าผลของมันจะสมบูรณ์หรือไม่ โดยไม่มีกันผิดพลาดในฉากเดิมซ้ำอีกรูป

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ภาพแรกของวัน ภาพที่ถูกบันทึกไว้ในม้วนฟิล์มยังคงเก็บงำความรู้สึกต่างๆ ไว้ภายใน

และถึงมันจะผิดพลาด ไม่สมบูรณ์ สักภาพหนึ่ง ผมก็ว่ามันคืออารมณ์และชีวิต ณ ขณะหนึ่งขณะนั้น คงไม่มีใครที่จะทำให้ชีวิตเพอร์เฟคได้ตลอดเวลาเหมือนภาพถ่ายที่เมมโมรี่ไว้แต่ภาพดีๆ ในกล้องดิจิทอล

.


Tadapani Village

.

ฟิล์มขาว-ดำของสิงห์คือความทรงจำที่มีทั้งเหนื่อย ล้า หิว สุข สารพัดความรู้สึก แม้มันจะไม่สามารถดีสเพลย์เลือกดูภาพดูอารมณ์ในขณะนั้นได้ แต่นั่นเองคือความสมบูรณ์ของอารมณ์คนๆ หนึ่งที่มีครบครันบรรจุอยู่ในม้วนฟิล์ม ซึ่งต่างจากเมมโมรี่การ์ดที่สามารถคัดทิ้งบางอารมณ์ของเราออกไปได้

เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมว่าคนเราจะสุขสุดโต่งได้อย่างเดียว เหมือนภาพในเมมโมรี่การ์ดที่มีแต่ภาพสวยงาม

และโชคดีที่สิงห์ยังเลือกอัดภาพจากฟิล์มที่ล้างแล้วได้ หากต้องการเพียงบางความทรงจำ สีขาวและดำในภาพคงจะชัดขึ้นด้วย ถ้าความทรงจำบางสียังอยู่แม้ความเหนื่อยและความหิวในวันนั้น จะหมดสิ้นไปแล้ว

แต่ความทรงจำในฟิล์มเหล่านั้นแม้มันจะชำรุดและดูไม่สมบูรณ์ นั่นคงเป็นสิ่งสะท้อนให้เราได้ตรองเห็นถึงความขาดพร่องแต่ทว่าก็ยังคงอยู่ในความทรงจำอย่างครบถ้วน แม้ไม่เลือกมองมันก็ตาม

.

.

Always, Theme

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ข้าพเจ้าว่าฟิล์มมีสเน่ห์ก็ตรงการได้ลุ้นนี่แหละว่าภาพจะออกมาอย่างไร
และกล้องฟิล์มโดยเฉพาะขาว-ดำนี่ มันคลาสสิคสุดๆ
ทางสวยค่ะ ทางที่โรยด้วยกลีบดอกไม้
เดินไปช้าๆชมนกชมไม้ แจ่มๆ
อันที่จริง ฉันน่าจะกรี๊ดยอดเขาสีบลูนะ
...แต่ขอชอบทางสวยๆมากกว่านิดนึง

เรื่องลุ้นกับกล้องฟิล์มนี่ มีให้ลุ้นเสมอ
ครั้งหนึ่งในงานแต่งงานเพื่อนสมัยที่กล้องดิจิตอลไม่แพร่หลาย
ปรากฎว่าเกิดความผิดพลาดที่กล้อง ไม่มีฟิล์มม้วนไหนอัดรูปได้เลย
เพื่อนเจ้าของงานต้องรวบรวมรูปจากกล้องเพื่อนๆที่ไปงาน
ซึ่งเธอบอกว่า เพื่อนถ่ายรูปได้ขำมาก ก้นเจ้าสาวใหญ่มาก เธอบ่นงั้น
อัลบั้มงานแต่งเธอก็มีสีสันไปอีกแบบ แบบตลกๆ

ฉันเป็นคนที่เพิ่งถ่ายรูปเป็นและขี่จักรยานได้ตอนอายุสามสิบ
เจ้าสองสิ่งนี่ให้ความรู้สึกกลัวผิดพลาดบ่อยๆ
เพราะล้มจักรยานก็เจ็บ
และถ้ารูปในกล้องฟิล์มพลาด เจ้าของกล้องก็จะเสียใจ
กล้องฟิล์มมีธรรมชาติที่ต้องประหยัดรูป
ถ่ายเยอะๆซ้ำๆเผื่อเสียก็ไม่ได้
ความทรงจำตรงนั้นที่หวังว่าจะเก็บไว้ ย้อนกลับไม่ได้ ไม่สามารถเก็บอารมณ์นั้นซ้ำได้อีก
สมัยเป็นนักศึกษา ถึงกับไม่ยอมถ่ายรูปให้เพื่อนที่ขอให้กดถ่ายให้
กลัวทำรูปเค้าพัง เพื่อนบอกว่าฉันนี่มันแปลกๆ

จนได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของอุดม แต่พานิชมั้ง
เขาบอกและฉันจำได้รางๆว่า

"เราควรให้โอกาสเมื่อคนอื่นทำผิดพลาดบ้าง
เพราะเราจะได้รับโอกาสนั้นเช่นกัน"

ในอีกทาง

ก็ควรจะให้โอกาสตัวเองทำอะไรพลาดได้บ้าง
ใครที่อยู่ใกล้ๆจะได้มีโอกาสเป็นคนให้อภัย
และเช่นกัน เราก็เช่นกัน จะได้มีโอกาสให้อภัยคนอื่นบ้าง
...ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบจริงๆในโลกใบนี้

ว่าแต่ว่า ชักอยากรู้นิดๆว่าเจ้ารักซี่นี่ มันจะขนาดไหน
จะไฟในรูปของเหลวขนาดเหล้าข้าวโพดแถบน่านมั้ยคะนั่น



เราชอบรูปขาวดำ มากกว่ารูปสีนะ
เราเลยชอบภาพสุดท้าย (Tadapani village) มั่กๆเลย

คุณอากาศกวี บอกว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องการถ่ายรูปดีนัก เราไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าไหร่ และ เราขอบอกว่าภาพถ่ายของคุณสวยมั่กๆๆค่ะ

เราฟังเพลงไม่ได้แหละ

#3 By ก้อนหินรูปหมู (58.136.98.38) on 2007-05-27 21:32

...

ต้นไม้แต้มสีแดง
ละไอหมอกเคียงข้างฟ้าสวย
งดงามเกินจะเอ่ย

...

#4 By กะจิ๋วหลิว on 2007-05-27 21:58

ชอบภาพแรกมาก

#5 By lolay on 2007-05-28 04:02

ภาพสีกับขาวดำมีเสน่ห์ไปคนละแบบนะ

ภาพขาวดำมันดูคลาสสิคดี ขลัง ๆ ยังไงก็ไม่รู้

#6 By Nemo on 2007-05-28 08:45

ตามความคิดผม ถ้าเราเป็นมือใหม่ในการถ่ายภาพ การใช้ฟิล์ม จะดูเหมือนว่า เราไม่รู้เลยว่า รูปที่จะออกมาเป็นอย่างไร

แต่เมื่อเราเจ๋งพอในระดับหนึ่ง เราจะเห็นภาพก่อนที่จะถ่ายเสียด้วยซ้ำ เพราะเราเห็นภาพ เราจึงถ่าย เพียงแต่เราไม่สามารถยืนยันด้วยสายตาขณะนั้นได้ว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เราก็มั่นใจว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไร

เพียงแต่ว่า กล้องดิจิตอล ให้โอกาสเราได้แก้ไขมากกว่า กล้องฟิล์มเท่านั้นเอง

การเดินทางเที่ยวนี้น่าสนใจดีครับ ผมชอบความเป็นธรรมชาติที่ยังมีให้เห็นอยู่เยอะแยะ พร้อมกับวิถีชีวิตโบราณ ๆ แบบนี้ด้วย

#7 By เจ้าชายน้อย on 2007-05-28 12:21

อะไรทำให้รูปภาพ 2 ใบแตกต่างกัน ?
...อุปกรณ์ที่ทันสมัย
...หรือแค่มุมมองที่ต่างกัน
กล้องถ่ายรูปนั้นเป็นเพียงแค่ " สื่อ "
ที่ทำให้เราใช่ถ่ายทอดและบันทึก ความทรงจำ...
ส่วน " สาร "
ที่แสดงผ่านออกมาทางภาพถ่ายนั้น ขึ้นอยู่กับบุคลิกและมุมมองของนักถ่ายภาพแต่ละคน.

#8 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.123.188) on 2007-05-28 18:42

สมัยนี้ คนเราจึงดูฉาบฉวยไปเกือบหมดทุกเรื่อง อาจเป็นเพราะเทคโนโลยี ล้ำสมัย ที่มีเข้ามาในชีวิตประจำวัน
อย่างการถ่ายรูป ด้วยกล้องดิจิตอลอย่างที่คุณอากาศกวี กล่าวถึง รูปไม่สวย ไม่พอใจ ก็ลบทิ้งถ่ายใหม่ แต่สมัยก่อน กล้องรุ่นคุณปู่ คุณพ่อ ใช้กันแต่แบบแมนนวล เล็งแล้วเล็งอีก ให้องค์ประกอบดีที่สุด เปรียบไปกับความรัก วัยรุ่นยุคใหม่ ลองคบกันแล้วไม่คลิก ก็เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ รุ่นคุณปู่คุณย่า ของเรา แทบจะ ไม่มีการลองคบ ลองเลือก ได้เลย .... ^^" .....
เอ พูดไปพูดมา ไหง๋มันไปเข้าเรื่อง ความรักได้

แต่ยังไงเราก็ยังชอบ ความโล เทคโนโลยี ในบางเรื่องอยู่ดีแหล่ะ เราชอบส่ง postcard แทน e-mail เราว่า ความรู้สึกมันต่างกัน
คุณว่ามั๊ยคะ?

ปล. เพลงเพราะมาก

#9 By CC (203.155.186.137) on 2007-07-17 19:28