ละเลียดความลับ

posted on 28 May 2007 21:47 by lonelysyndrome  in Nepal

.
ฟ้ายังมีที่ว่างให้เธอวาด
ธรรมชาติยังบรรเลงบทเพลงหวาน
มีเรื่องราวที่เอื้อให้ใจเบิกบาน
ฟังสิ ลมขานเพรียกเรียกชื่อเธอ


เพลงเมฆฟ้าคราม
,
พิบูลย์ศักดิ์ ละครพล

.


Machhapuchhare (fish tail) - 6,993 m

.

ผมนั่งอยู่ข้างๆ คนทั้งสองมานานเกือบชั่วโมงแล้ว ไม่มีเสียงสนทนากันระหว่างคนคู่นั้น เพียงแต่สิงห์จะคอยหันไปคอยรินน้ำ ถามเธอว่าอยากได้อะไรเพิ่มไหม?

ใกล้ค่ำคืนนี้ เราอาศัยโต๊ะอาหารที่อยู่ในห้องที่มีกระจกกั้นความหนาวเย็นข้างนอก อากาศกำลังสบายในตรงนั้น ความอุ่นที่ได้จากเตาไฟใต้โต๊ะทำให้ร่างกายอบอุ่น

พ่อเฒ่าเจ้าของบ้านพัก เดินมาทักทายพวกเราที่โต๊ะ ในมือถือเบียร์ขวดกลม พ่อเฒ่าว่า
คืนนี่จะเป็นคืนสุดท้ายของปี เรากำลังจะผ่านเข้าปีใหม่กันแล้ว เรากำลังก้าวผ่านคืนปีใหม่ของชาวเนปาลี

หันไปมองปฏิทิน วันนี้ตรงกับวันที่ 14 เมษายน แล้วพ่อเฒ่าก็เดินเข้าไปข้างในครัว

ข้างนอกพ้นเลยจากลานโล่งกว้างตรงปากประตูห้องออกไป ตอนนี้หมอกห่มคลุมเห็นเทือกเขาสีขาวหิมะลางๆ นอนทอดตัวเหยียดยาวเป็นแนวยาว และเราก็นั่งทอดอารมณ์ผิงไออุ่นจากเตาฟืนอยู่กันเนิ่นนาน

ยิ่งตอนนี้ ผมกำลังนั่งอยู่ใกล้ๆ ความอุ่นที่นอกเหนือจากเถ้าถ่านและเตาฟืน ซึ่งมันคือความอุ่นจากอากัปกริยาของคนทั้งสองที่นั่งใกล้ติดกัน

เธอนั่งอ่านหนังสือส่วนสิงห์คุยอยู่กับผม ชามะนาวร้อนในแก้วใสรสชาติพิกล อาศัยจิบความหวานที่กระเซ็นมาจากคนคู่นี้

ใจกลางหมู่บ้านทาดาปานี กำลังคึกครืนเหมือนตลาดเพิ่งเปิด จึงหนีออกมาเดินเล่น

เอาไหม ราคาไม่แพงนะ ชิ้นนี้สวยนะ ลองใส่ดูสิ หญิงสาวคนหนึ่ง กำลังเสนอสินค้าของตน และทุกแผงร้านค้าก็คล้ายกันอย่างนี้
.



Annapurna 1st 8,091 m - Himchuli 6,441 m- Machhapuchre 6,993 m , Afternoon

.

กลับมาบ้านพัก ลานโล่งกว้างตรงนั้น คล้ายระเบียงบานใหญ่ ที่มีหน้าต่างและม่านเป็นยอดไม้และกระแสลม สีของฟ้าเป็นสีฟ้า แต่ไม่รู้ว่าลมตอนนั้นเป็นสีอะไร รู้แต่ว่าเย็นไม่ถึงกับหนาว

นั่งลงตรงริมระเบียงภูเขา โต๊ะตัวยาวเปียกชื้นในอุณหภูมิต่ำ ทั้งสองเดินออกมานั่งคุยด้วยข้างนอก พวกเราผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าที่เดินมาทั้งวัน

เรานั่งละเลียดอุณหภูมิที่หนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ เราสนทนากันในความเงียบและมองยอดเขาข้างหน้าอยู่นาน ภาพหลายภาพบันทึกอยู่ในกล้องคนละตัว แต่มากกว่านั้นมันเป็นภาพความทรงจำที่บันทึกอยู่ในความรู้สึกของพวกเรา

บันทึกไว้ว่า จากเบื้องล่าง เราพากันเดิน พากันจูงกันขึ้นมา ไต่ระดับแต่ละเมตร ขณะขึ้นผ่านเขาลูกหนึ่งอาจมีการเดินลงบ้างในบางครั้ง และเมื่อทางลาดลง เราก็เตรียมใจว่าข้างหน้าก็ต้องทุลักทุเลเดินไต่ขึ้นอีกครั้ง

เหมือนเดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วต้องถอยหลังครึ่งก้าว

ความสุขเล็กๆ ที่จ่ายได้ด้วยเงินคือ น้ำ อาหารและช๊อคโกแลตที่มีอยู่เกลื่อนกลาดตามบ้านพัก และเมื่อเราอิ่มหนำพอ ก็รู้ว่ามันคือเครื่องระงับความหิว เราไม่อยากและไม่ต้องการแบกมันด้วยซ้ำ

เงินจึงแลกเปลี่ยนกับสิ่งหนึ่งในเวลาหนึ่งเท่านั้น ความจริงคือไม่สามารถจับจ่ายความลับในธรรมชาติได้ แม้แต่น้อย
!!

เราได้รับในเวลาที่สมควรจะได้ เราได้เห็นในสถานที่ที่ควรจะได้เห็น เราได้รู้สึกกับจังหวะพริบตาหนึ่งเมื่อเราได้หันไปมอง

การรอคอยคือสิ่งมีค่าที่ยังมาไม่ถึง การได้สัมผัสคือการค้นพบสิ่งมีค่าของการรอคอย

และบ่อยครั้งบนเทือกเขา ผู้คนต้องการค้นพบเพียงแสงอาทิตย์ยามเช้า

ความเร็วไม่ได้ดีเสมอไป หากมีเวลาพอใช้เวลาระหว่างนั้น ละเลียดมองสิ่งรอบข้าง ประดุจลอบมองคนที่หลงรัก ที่ใกล้เวลาต้องห่างกันไป

เมื่อเหนื่อยที่สุดทำให้เรารู้ว่า การได้นั่งพักลงเฉยๆ มันมีค่ามหาศาล และยิ่งกว่านั้น ถ้ายังหายใจได้ปกติอยู่ นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

ที่ๆ มีทาง แต่ละที่มีคนเดินนำหน้าและเดินตามหลังเราเสมอ ห่างกันแค่ไหนเท่านั้น และจะรู้จักกันเร็วเท่าไหร่นั้นต่างหาก

ที่สุดคือเราไม่เคยเดินทางด้วยตัวคนเดียวจริงๆ
!!
.


Annapurna 1st 8,091 m - Himchuli 6,441 m- Machhapuchre 6,993 m , Morning

.

เรานั่งฟังและมองบรรยากาศตรงนั้นเล่าเรื่องราวในใจให้เราฟัง จนคล้อยค่ำ อาหารมื้อที่เราได้กินกันอร่อยกว่ามื้อไหนๆ คือ ชอมินท์ เส้นหนักนุ่มรสกลมกล่อมพอดี เราสามคนกินเหมือนกัน

แสงจากหลอดฟูออเรสเซ่นท์สีขาวดับมืดลง ขณะเพลินกับอาหารมื้อนั้น พ่อเฒ่าเดินออกมาจากครัวที่มืดสนิทพร้อมแสงจากหลอดไฟสีเหลืองนวลดวงเล็ก โคมไฟเล็กที่หน้าตาประหลาดและไม่เคยเห็น พ่อเฒ่าเตรียมไว้เสมอ เพราะไม่รู้ว่าคืนไหนไฟจะดับ

สิงห์จะไปลุมพินีหลังจากที่ลงเขา ก่อนไปจะแวะพักที่โพคาราก่อนวันหนึ่ง เช่นเดียวกับผม แต่รุ่งเช้าผมจะตรงลงไปโพคาราทันที ส่วนเขาทั้งคู่จะไปค้างที่ดรานดุง ซึ่งต้องเดินไปอีกหนึ่งวันเพื่อค้างอีกหนึ่งคืน

เขาไม่ได้ไปด้วยหรอก ผมไปลุมพินีคนเดียว คิดว่าเราน่าจะไปด้วยกันนะ สิงห์ชวนผมเดินทางไปลุมพินีพร้อมกัน

ส่วนเขากลับบ้าน
สิงห์บอกพร้อมหันไปทางแฟนสาว

ไม่รู้ว่าแถวนั้นร้อนขนาดไหน
สิงห์หมายถึงแถวลุมพินีและอินเดีย ผมคิดต่อว่า ผู้หญิงอาจไม่ชอบอากาศร้อน ยิ่งคนมาจากเมืองหนาวแล้ว อุณหภูมิใกล้สามสิบนี้ก็แทบทนไม่ไหว

แต่คืนนี้ อากาศดีอยู่แล้ว ผมแยกตัวจากทั้งสองคน ขดตัวแทรกเข้าใต้ผ้าห่มผืนหนาในห้องมืดๆ ที่มีโคมไฟดวงนิดให้แสงพอมองเห็น

นอนหลับไปในความมืดและอากาศหนาว พร้อมทบทวนความลับที่ละเลียดได้เมื่อยามเย็น

.



.

อะไรอยู่บนฟ้า, ธัญญ์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ชอบเรื่องราวการเดินทางไปเนปาลจริงๆ
.. อากาศก็หนาว เดินทางก็เหนื่อย ..
ภูเขา ท้องฟ้า ก้อนหิน ดินแดงๆ ลมเย็น
เพื่อนร่วมทาง และ เรื่องราวระหว่างทาง
ทำให้การเดินทางออกจะอุ่นๆ ดีตลอดทาง

#1 By moodee on 2007-05-28 23:09

คุณหมูดี,

เรื่องของภูเขา อากาศหนาว เพื่อนร่วมทาง
ยังไม่เบื่อใช่ไหม?
ตอนนี้เรื่องราวเดินมาค่อนทางแล้วนะ
คาดว่ากว่าจะลงเขา อาจจะเบื่อตัวหนังสือผมไปพักใหญ่

#2 By อากาศกวี on 2007-05-28 23:19

รีบตอบก่อนว่า .. ไม่เบื่อค่ะ
ถึงจะเป็นการเดินทางที่น่าเหนื่อยกับระยะทาง กับหนทาง
แต่มันอิ่มอุ่น (อ้าว! ชื่อร้านพี่จุ้ย) อ่านเพลินดีเชียวละคุณ
บอกไม่ถูกเหมือนกันนะคะ ..
เรื่องที่ไปอินเดียคราวก่อน อุ่นไม่เท่าคราวนี้นะเราว่า ..
ชอบอ่ะ ชอบเนปาลอย่างที่เล่าให้ฟัง เล่าให้รู้สึกดีๆ อย่างนี้
..
.
เดี๋ยวจะตามมาอ่านเรื่องบนเขา จนกว่าจะกลับบ้านอีกค่ะ
จะหายตัวไปเก็บเรื่องอีกฝั่งฟ้ามาเล่าบ้าง .. แต่มันไม่อุ่นแบบนี้หรอก
เอิ๊กกกกก มีแต่เรื่องร้อนๆ ทั้งนั้น ถือเผือกไปด้วย มีมันเผารออยู่อีก ..

#3 By moodee on 2007-05-28 23:38

..." Life get more meaning when we know whom we live for. "
( อิๆ... วันนี้แอบมาดักรอ"พี่ก้อนหินรูปหมู"ก่อนหน่ะ )

#4 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.123.209) on 2007-05-29 00:39

...สิ้นคืนนี้...ก็เป็นเวลาของปีใหม่..

น่าอิจฉาจัง ได้ฉลองปีใหม่ในบรรยากาศดี ๆ แบบนี้

#5 By Nemo on 2007-05-29 07:18

ดีจ๊ะ น้องเอียด และทุกๆคน

ดีค่ะ คุณอากาศกวี
เราขอเรียก entry นี้ว่าละเลียดความหวานนะค่ะ เรารู้สึกว่าตัวหนังสือราดน้ำเชื่อมมากเลย เราชอบนะ เขียนดี เขียนดี อ่านแล้วอินมั่กเลย ภาพถ่ายสามใบนี้ เราชอบหมดเลย ภูเขาสวยมั่กๆค่ะ

เพลงอะไรอยู่บนฟ้า ถ้าชายหนุ่มส่งให้หญิงสาวนะ เราว่าหญิงสาวคนนั้นต้องยิ้มแน่ๆ

#6 By ก้อนหินรูปหมู (58.136.98.38) on 2007-05-29 12:19

การเดินทางเที่ยวนี้ใกล้จะจบลงแล้วสินะครับ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ

#7 By เจ้าชายน้อย on 2007-05-29 12:51

ซักวันจะไปนั่งมองฟ้าที่นั่น .. คงจะสวยกว่าการมองแค่รูปถ่าย

.... มองฟ้ากับใครสักคน คงจะดีมากๆเลย

#8 By พ. on 2007-05-29 16:52

หากได้จับมือ นั่งเคียงข้างผ่านเวลาที่แสนหวาน

คงจะหว๊านนหวานดีจังเนาะ

#9 By wake me up on 2007-05-29 17:46

เป็นบทความที่อบอุ่นละเมียดละไมจังเลยค่ะ

ขอบคุณนะคะที่นำมาแบ่งปัน
: )

#11 By rainysea (202.12.97.115 /10.165.1.30) on 2007-06-01 14:33

หึหึ... น้าชายที่พี่แสนรักเคยบอกพี่อยู่เสมอว่า ให้เดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วถอยหลังหนึ่งก้าวเสมอ...

น้าเสียชีวิตไปแล้ว แต่ประโยคที่น้าพูดยังคงอยู่ในหลายรูปแบบ

พี่ว่าหลาย ๆ คนก็อยากใช้ชีวิตแบบละเลียด ละเมียดละไม ไปอย่างแช่มช้านะ...

แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องของใจ

อ่านกลอนข้างบนแล้วถอนใจเฮือก พี่โตมากับบทกลอนอ่อนโยนแบบนั้น...
เราก็กำลัง ละเอียด ชิม ตัวหนังสือ
ของคุณอากาศกวีอยู่ค่ะ

#13 By CC (203.155.186.137) on 2007-07-17 21:26


ถ้ายังหายใจได้ปกติอยู่ นั้นยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

ตื่นมาเช้านี้ให้แปลกดี .. เอ๋ออๆ ฝนตก..
อากาศก็แปรปรวนประหลาดไปทั่วในหลายๆที่
ให้ได้นึกถึงประโยคข้างบนนั้นของคุณ

นึกไปนึกมา เห้อออ นาทีนี้ ..
คงไม่ใช่ลมหายใจของเราสะละมังคะ
คงต้องยกความสำคัญ ความยิ่งใหญ่
ให้แก่ลมหายใจของโลกป่วยๆใบนี้

เลยพาลคิดต่อไปเรื่อยๆอีก กับทุกๆเรื่องราว
จะทุกข์ จะสุข จะรัก จะชัง อีกทั้งดีเลว ความโลภหลงต่างๆ
มันคงสูญสิ้นไปหมดพร้อมๆกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของโลกป่วยใบนี้

คงตามคำที่พระท่านว่า ชีวิตนี้ น้อยนัก .. จริงๆตามนั้น

นั่นสินะ แล้วคนอย่างเราเรา จะเลือกวิถีชีวิตแบบใดกันดี
เพื่อผ่านพ้นวัน พ้นคืน อย่างเป็นสุข
ยามที่มีทุกข์ก็พยายามหาวิธีทุกข์ให้มันน้อยๆหน่อย ได้ไม่ทุกข์นาน

คงต้องสู้ๆกันค่อไปนะคะ

เห้ออ..ว่าแล้วขอลาไปแก้ปัญหา มะรุมมะตุ้มของตัวเอง
ท่า กุมขมับ..





angry smile

#14 By คุณสบายดีนะ (203.121.167.241) on 2008-01-30 13:22