อดีตในกัลปาวสาน
posted on 13 Jun 2007 22:18 by lonelysyndrome in Nepal.
กากาเสว ปทํ นตฺถิ
สมโณ นตฺถิ พาหิโร
สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ
นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ ฯ ๒๕๕ ฯ
ไม่มี รอยเท้าในอากาศ
ไม่มี สมณะนอกศาสนานี้
ไม่มี สังขารที่เที่ยงแท้
ไม่มี ความหวั่นไหวสำหรับพระพุทธเจ้า
พุทธวจนในธรรมบท,
สัมมาสัมพุทธเจ้า
.

.
อีกไม่ถึงชั่วโมง โพคาราจะกลายเป็นความทรงจำ
เพราะยามเช้าสุดท้ายกำลังจึงเวลาลาจาก
เห็นโต๊ะริมระเบียงชั้นสาม นึกถึงอาหารมื้อต่างๆ ที่ผ่านมา
และที่สำคัญผู้คนใจดีในบ้านรุสติกา
น้ำอาบแสนอุ่นตอนเช้ามืดแบบนี้ดีชะมัด
สวมเสื้อตัวเก่าแต่ซักใหม่
กลิ่นแดดหอมซ่อนอยู่ในนั้น
ยังได้ยินเสียงพูดคุยบนดาดฟ้าชัดเจนอยู่เลย
พ่อหนุ่มอิตาเลี่ยนคนนั้นทักทายและพูดคุย
เล่าเรื่องอาชีพตัดผมของเขาอย่างเมามัน
การอยู่ในเนปาลครึ่งปี ไม่ใช่การเดินทาง ไม่ใช่การพักผ่อน
แต่มันคือการได้ใช้ชีวิต อย่างที่อยากจะใช้ เขาว่างั้น
แน่นอน ว่าเขาเลือกที่จะอยู่ กิน นอน ได้อย่างไม่ลำบาก
แม้กางเกงจะไม่ขาดแต่ก็ซีด แต่เสื้อยืดที่เขาสวมดูขาดวิ่นที่ไหล่
ทว่าเสียงหัวเราะเขานี่สิ!! ใส ไม่มีขาดพร่อง มันอิ่มเต็มโดยสมบูรณ์
เสื้อผ้านับสิบชิ้นที่ซักจนตากเสร็จเรียบร้อย
กลางประโยคบอกเล่ากับแดดสายๆ วันนั้น
หลังเก็บเสื้อผ้าที่ตากจนแห้งแล้ว นอกจากได้กลิ่นหอมๆ ของแดด
จนมาสวมใส่ ยังได้ยินเสียงหัวเราะที่ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าเหล่านั้นติดมาด้วย
แปลกใจ ในการเดินทางมีผู้คนร่ายล้อมให้พูดคุย
และมิตรภาพคืออาภรณ์ในบรรยากาศ แม้เพียงครู่หนึ่งของลมหรือหนึ่งแดด
น้ำเสียงและความรู้สึกจะใช่อื่นใด
นอกจากผลึกของความทรงจำ และตะกอนของความคิดถึง!!
บ้านรุสติกา,
เช้าสุดท้ายที่โพคารา
เช้าที่โพคารา โปสการ์ดแผ่นนั้นถูกหย่อนลงในตู้ไปรษณีย์ริมทาง ก่อนกระโดดขึ้นแท็กซี่ มุ่งหน้าสู่สถานีรถโดยสารที่จะเดินทางสู่ ลุมพินี
ผมได้ชินนิม่อนโรลจากร้านประจำที่เพิ่งทำสดใหม่ในเช้าตรู่ หวังเป็นอาหารเช้าระหว่างทางคนละชิ้นกับสิงห์ สิงห์คือหนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นที่บังเอิญพบกันระหว่างแทรกกิ้งบนเขา
กาแฟคนละแก้วระหว่างรอรถก่อนออกเดินทาง
วันนี้ท้องฟ้าสวยจัง สิงห์พูดขึ้นมาลอยๆ ผมเห็นด้วยอย่างนั้น ท้องฟ้าใส เห็นเทือกเขาหิมะไกลๆ ได้ชัด แล้วสิงห์ก็หยิบเสื้อแขนยาวออกมาเตรียมใส่อีกตัว
ผมจิบกาแฟในถ้วย เหลืออีกครึ่งแก้ว มันหวานและข้นนมมาก กลิ่นคาวของนมแพะแรงและมันคนละแบบกับนมวัว
ชินนิม่อนโรล เนื้อหนาแน่นส่งกลิ่นคุ้นๆ รสเย็นอบเชยลอยติดจมูก ดูท่าทางเขาจะชอบมันอยู่ไม่ใช่น้อย ดูเขาเป็นคนกินง่าย ไม่เรื่องมาก แต่บางเรื่องก็พิถีพิถันพอควร
วันที่เขาสั่งชอมินท์มากิน เห็นเขาเอาขิงผงละเอียดที่ติดตัวมาจากญี่ปุ่น โรยลงหน้าชอมินท์จานนั้น เพราะรสชาติหรือเพราะสุขภาพยังไม่แน่นใจในวันนั้น แต่พอคุยกันเริ่มรู้สึกว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง
เมื่อรถมาถึง สิงห์ปีนขึ้นไปบนหลังคารถบัส จัดเก็บเป้และล็อกกับตะแกรงเหล็กข้างบนหลังคารถจนมั่นใจ แล้วก็ให้ส่งของผมตามขึ้นไป
ในอินเดียครั้งก่อน เขาเคยถูกมือดีฉกเป้ใบโตไปต่อหน้าต่อตา แต่ทว่าในยามนั้นเขาหลับไปในความเหน็ดเหนื่อยบนรถไฟขบวนหนึ่ง ข้าวของกระจุยกระจายในห้องน้ำที่อยู่บนขบวนเดียวกัน
ของมีค่าบางอย่างหายไปในวันนั้น ทำให้การเดินทางของสิงห์วันนี้ดูรัดกุมขึ้น พาราณาสี คือเมืองที่เกิดเหตุคราวนั้น และอีกสองวันข้างหน้าเขากำลังจะกลับไปที่นั้นอีกครั้ง!!
แต่เหตุการณ์นั้นก็ไม่ได้สอนให้เขาเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายซะทีเดียว แต่เขากลับสอนตัวเองว่า ต้องระวังมากขึ้น เขาว่าอย่างนั้น
บนรถโดยสาร นอกจากสิงห์กับผมแล้ว มีคนเอเชียอีกประปราย สิงห์เดาว่าน่าจะเกาหลีแต่ไม่ใช่ญี่ปุ่นแน่ๆ แต่ผมว่าน่าจะเป็นจีนมากกว่า แต่เราก็หันมาคุยกันเรื่องอื่นๆ กันต่อ
คุณนับถือพุทธหรือเปล่า ผมถามไปทั้งๆ ที่ไม่น่าจะถาม แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะอาจจะนับถือชินโตก็ได้
ผมนับถือพุทธ สิงห์ตอบ แต่ก็อดสงสัยชินโตไม่ได้ว่า เหมือนหรือต่างจากพุทธ ในญี่ปุ่นมีศาลเจ้าชินโตเยอะ อาจมีจุดที่คล้ายกันอยู่ คงคล้ายฮินดูกับพุทธละมั้ง สิงห์ตั้งขอสังเกต
หลังรถวิ่งมาได้เกือบสามชั่วโมง จู่ๆ รถก็จอดกลางทางในหมู่บ้านระหว่างเนินเขา เสียงคนขับกับเด็กรถวิ่งลงไปข้างล่างส่งเสียงเอะอะ
.

สิงห์ กับเด็กนักเรียน, ระหว่างโพคารา-ลุมพินี
.
คนบนรถทยอยลงกันหมดคัน เหตุการณ์คือ รถยางแตก โชคดีที่เป็นล้อหลังที่มีล้อประคองคู่กันอยู่ ดูเหมือนจะใช้เวลานาน
เราจึงชวนกันตระเวนเดินเที่ยวกันแถวนั้น เราแวะร้านน้ำชาร้านหนึ่งเพื่อหาอะไรรองท้อง
แล้วจะไปไหนต่อ ผมถามสิงห์หลังจากแยกกันที่ลุมพินี พาราณาสี เดลลี ลาดัก ธรรมศาลา กัสมีร์ สิงห์ร่ายยาว
นั่นเป็นความฝันผมเลยนะ ผมหมายถึงที่สุดท้ายที่สิงห์จะไป กัสมีร์ คือดินแดนที่ผมตื่นเต้นไปกับสิงห์ อยากเห็นว่าที่นั่นเป็นอย่างไร ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง แต่คนที่ฝันถึงที่นั้นก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา
มาถึงเมืองไทยเมื่อไหร่ ก็มาหาผมที่บ้านนะ มาเล่าให้ฟังหน่อย อยากดูรูปด้วย ผมชวนสิงห์มาเที่ยวที่บ้านก่อนจะกลับบ้านที่ญี่ปุ่น
คุยกันพักใหญ่ เพลินกับชาคนละถ้วยและของกินเล่นอย่างซาโมซาคนละสองชิ้น หันไปเห็นรถติดเครื่องควันดำ สงเสียงคำรามเบิ้ลเครื่อง แตรดังเรียกผู้โดยสาร เราสองคนรีบเช็คบิลแทบไม่ทัน
รถเคลื่อนตัวอีกครั้งหนึ่ง อากาศเริ่มร้อนและแดดแรง ที่นั่นจะร้อนกว่านี่อีก สิงห์หมายถึงอากาศที่ลุมพินีจะร้อนมาก
หันไปมองฝรั่งบางคนเริ่มถอดเสื้อตัวนอกเหลือแขนกล้ามบางแล้ว เม็ดเหงื่อผุดพราย
ดูท่าทางผู้หญิงจะไม่ชอบอากาศร้อนๆ หนีไปอีกที่หนึ่งกันหมด สิงห์หมายถึงมิฉิกับไอย์ที่หนีขึ้นไปที่นกากอต หมู่บ้านที่วิวสวยและบรรยากาศดี เทือกเขาสูงอุณหภูมิเย็นสบาย และแฟนของเขาที่กลับไปที่กาฐมาณฑุเพื่อเตรียมตัวกลับญี่ปุ่น
ผู้ชายฤดูร้อน ผู้หญิงฤดูหนาว สิงห์สรุปความ
รถวิ่งมาสักพักใหญ่ มาถึงจุดแยกที่จะเข้าอินเดียและอีกทางไปลุมพินี สมาชิกที่ลงจากรถมาคันเดียวกัน ลงมาทั้งหมดเจ็ดคน ที่เหลือพวกเขาจะข้ามไปอินเดีย
เจ็ดคนที่เหลือคือ สิงห์และผม กับอีกสองคนเป็นเกาหลีและอีกสองคนเป็นจีน หนึ่งในสองคนเกาหลีพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ส่วนจีนอีกคนก็พูดเกาหลีได้ และสุดท้ายสิงห์ที่เป็นญี่ปุ่นคนเดียวก็พูดไทยกับผมได้ เราเลยตกลงว่าจะไปต่อด้วยกันจนถึงลุมพินี
เหลืออีกประมาณไม่ถึงชั่วโมงจากจุดนั้นก็จะถึงลุมพินี
โจคือชื่อของเธอ เธอมากับเพื่อนอีกสองคน บ้านเกิดของเธออยู่ในเมืองที่ไม่ใช่เมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ของประเทศจีน ชื่อตำบลนั้นฟังไม่ถนัดแต่อาจไม่สำคัญในจังหวะนั้น
ฉันอยากมาเห็น มาสัมผัสบ้านเกิดของบุดดา ที่ๆ ท่านเกิด แม้ฉันจะนับถือศาสนาพุทธแบบไม่ค่อยลึกซึ้งเท่าไหร่นัก เธอพูดน่าสนใจ บนใบหน้าและผิวเนื้อสีขาวเนียน บัดนี้ถูกแดดเผาจนแดงปรั่งที่พวงแก้ม
สถานที่ๆ ท่านเกิด!! ผมเพิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศว่ายิ่งรถวิ่งเข้าใกล้ลุมพินีมากขึ้นเท่าไหร่ กระท่อมที่ปลูกกระจายอยู่ในที่ดินผืนกว้างๆ ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ กลิ่นนี้กลิ่นเดียวกับความเป็นชนบทคล้ายๆ กับที่อื่นๆ ในโลก
แต่ที่ยิ่งรู้สึกไปมากกว่านั้น เหมือนการได้นั่งไทม์แมทชีนกลับไปโลกใบเก่าก่อนสองพันห้าร้อยปี
เห็นชาวเมืองนุ่งห่มด้วยผ้าพื้นสีขาว หญิงสาวหาบน้ำเทินไว้บนหัว คนที่เห็นภาพเหล่านี้คงรู้สึกไม่ต่างกัน ระยะใกล้เข้าไปทุกที ใจยิ่งเต้นถี่ระรัว
ถนนยาวๆ ราดยางมะตอยขนานไปกับผืนนา มีแต่จักรยานและเกวียน ตัดเสียงรถบัสออกไปแล้วภาพชนบทจะเงียบขึ้นมาทันตาเห็น
เมื่อรถบัสจอด เราต่างขนข้าวของลงจากหลังคารถ แบกเป้ใบโตเข้าเขตลุมพินี คืนนี้ผมอยากนอนวัดไทย ผมบอกสิงห์ เขาไม่ขัดข้อง
เราลาเพื่อนต่างชาติชาวจีนและเกาหลีตรงนั้น พวกเขาไปหาเกสต์เฮาส์นอน
อาณาบริเวณของลุมพินีกว่าสองพันไร่ ยิ่งใหญ่ กว้างเกินกว่าที่วาดไว้ ใกล้ค่ำ จะถึงวัดไทยอีกนานถ้าเราสองคนมัวเดินอยู่อย่างนั้น จึงอาศัยสามล้อถีบให้พาเรามาส่งที่วัดไทยในราคาที่สิงห์พยายามจะต่อ แต่ก็ไม่สำเร็จ
กราบนมัสการหลวงพี่ที่วัด ท่านตื่นเต้นกับการมาของพวกเราอยู่พักใหญ่ จึงจัดแจงหาที่หลับที่นอนห้องหับอันใหญ่โต เตียงเรียงรายให้เลือกหลับนับสิบเตียง และเราก็จับจองกันตามที่ชอบๆ
พรุ่งนี้เช้าเอาไงดี เราปรึกษากันเพราะที่นี่เรานอนได้เพียงคืนเดียว ญาติโยมที่จองไว้ล่วงหน้าจะมากันพรุ่งนี้ ตามที่หลวงพี่บอก
งั้นเราออกแต่เช้าเลยแล้วกัน แผนเรารวบรัดขึ้นหนึ่งวัน สิงห์จะเข้าอินเดีย ส่วนผมกลับกาฐมาณฑุ
เวลาก่อนค่ำเราจึงชวนกันออกมาเดินทั่วลุมพินี
.

.
และที่ซึ่งกำเนิดของพุทธศาสนา ปรัชญาที่ตั้งอยู่บนความเรียบง่าย ไม่มีสีสัน ไม่มีแสงสี แต่มีร่มโพธิ์แผ่คลุมเกิดร่มเงาวงใหญ่อยู่ตรงสระน้ำนั้น
เสาทรงสูงสีขาวยืนเด่นเป็นนัยว่าจุดนี้ที่พระเจ้าอโศกมหาราช (Ashoka the great พ.ศ.239 - พ.ศ.311) สร้างไว้ในช่วงที่ปกครองเมืองนี้ คือก้าวย่างแรกแห่งศากยะมุนีที่ได้ลืมตาดูโลก
ใครๆ ก็พูดถึงพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เป็นกษัตริย์องค์แรกที่ผนวชและนำเอาหลักของพุทธมาปกครองบ้านเมือง นอกจากนั้นอีก 84,000 วัดที่ท่านสร้างก็แผ่ขยายไปจนทั่วถึง
นอกจากเสาสูงสีขาวนั้นแล้ว กำแพงอิฐเก่า แปลงเมืองฐานวัดวายังปรากฏร่องรอยให้ได้เรียนรู้ว่า สถานที่แห่งนี้มีการอยู่ทับซ้อนยุคกันอยู่หลายช่วงคน นับแต่พระนางสิริมหามายาเทวีให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ
แต่จะให้ศึกษาประวัติศาสตร์ ณ เดียวนั้นก็คงไม่สนุกเท่ากับการฟังคนที่เกิดและอยู่ที่นั้น ชายที่เฝ้าประตูเล่าให้ฟังว่า
พระนางสิริมหามายาเทวีทรงเจ็บพระครรภ์ในระหว่างเดินทางจากเมืองกบิลพัสดุ์ กับเมืองเทวทหะซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพระนาง... เรื่องดำเนินไปจนถึงการประสูติของสิทธัตถะ
ฟังมาหลายรอบแล้วแต่แปลกใจว่าเที่ยวนี้มีรสชาติและบรรยากาศของแค้วนสักกะ เสียงกระดิ่งวัว ทุ่งนาและกลิ่นของผู้คน
เห็นจุดสีแดงกลางหน้าผากที่แต้มไว้ เลยสงสัยว่าคนที่นี่นับถือฮินดูกันเป็นจำนวนมาก พระนางสิริมหามายาเทวีก็เป็นฮินดู ก็จริง!!
เราเดินกันไปนั่งลงใต้ร่มโพธิ์ต้นใหญ่ ไม่มีพิธีกรรมใดๆ ในวันนั้น มีเพียงภิกษุรูปหนึ่งที่เดินทางมาจากศรีลังกานั่งวิปัสสนาอยู่
ผมอุ่นใจกับความเรียบง่าย บางสถานที่สำคัญอาจกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ แต่ลุมพินียังมอบความรู้สึกมากกว่าสถานที่ที่แค่มาเยือน หรือแค่มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์
มีคนมองว่า นครวัดนครธม ยิ่งใหญ่ตลอดกาล นั้นคือ ศาสนสถานของการสักการะแห่งกษัตริย์ที่มีพระเจ้าและเทพแห่งฮินดูเป็นเครื่องชี้นำ
บัดนี้หมดสิ้นและเสื่อมถอยไปนับตั้งแต่ความศรัทธาแห่งอาณาจักรสูญเสียอำนาจ พนมรุ้ง พนมวัน พิมาย ศาสนสถานในพุทธศตวรรษเดียวกันกับนครธมก็สูญสิ้นพลังไปแล้วเช่นกัน
ทั้งสิ้นเหลือเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว ซากกำแพง แท่นหิน ปราสาทที่ยังคงหลงเหลือหลักฐานว่าถึงความรุ่งเรืองในอดีต ทั้งในแง่อำนาจ ภูมิปัญญา และศิลปะ
แต่ทว่าลุมพินี ไม่มีเทพเจ้า ห้องหับที่เป็นที่อยู่ของจักรวาล มีก็แต่แม่น้ำ มีทุ่งนา มีวัด พระ และต้นโพธิ์ ปรัชญาอาจแฝงอยู่ในนั้นหรือตัวเรา ปัญญากับทุกข์จึงเป็นปริศนาสำหรับมนุษย์เรา
โชคไม่ดีที่หน้าข่าวมีแต่ท้าวจตุคาม ใครจะรู้ว่านั่นเป็นเทพของฮินดูที่แปลงมาในรูปพระโพธิสัตย์ กับปางที่ท่านนั่งและมือที่ยกขึ้นมา ไม่ได้บอกว่า ให้โคตรรวย แต่บอกว่า มึงจงหยุด
และโชคไม่ดีที่ต้องอ่านข่าวว่าพระแท้ๆ นุ่งห่มจีวรโทงๆ ออกมาเรียกร้องขอให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถ้าจะบังคับกันไหว้และเคารพกันแค่นั้น มันจำเป็นแค่ไหน หรือโลกนี้มีวิธีเดียวในการค้นพบอะไรบางอย่างของชีวิต
ผมนึกถึงชายคนเฝ้าประตูวัดที่ลุมพินี ที่ว่าพระนางสิริมหามายาพระมารดาของพระพุทธเจ้าก็เป็นฮินดู คนในกบิลพัสดุ์ที่ใส่บาตรให้เจ้าชายสิทธัตถะก็เป็นฮินดู แต่วัตรปฏิบัติของคนที่นั่นก็ไม่ต่างกับชาวพุทธ ความบริสุทธิ์ทางใจแต่มีที่พึ่งที่ต่างกันเท่านั้นเอง
พระอาทิตย์กำลังจะลดต่ำลงดินและมืดตรงนี้ แล้วใครก็รู้ว่าอีกฝั่งหนึ่งพระอาทิตย์ก็กำลังจะขึ้นและสว่าง ถ้าเพียงเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกซ้ำเล่า เราก็คงยังอยู่บนทางแห่งความทุกข์อยู่ เพียงแต่ว่าเราหลงลืมหรือวิ่งหนีเพื่อไม่เจอหรือเปล่า
โชคดีที่คนเรามีเรื่องทุกข์ ท่านพุทธทาสกล่าวอย่างนั้น ถ้าไม่เจอเราคงไม่มีใครเริ่มหาทางออกเพื่อหลุดพ้นมัน แม้จะอาศัยเวลานานในการคล้ำทางหรือชั่วกัลปวสานก็อาจเป็นได้
เย็นนี้ผมเริ่มเข้าใจ!!
แล้วก็ชอบกลิ่นหอมๆของแดดเช่นกันค่ะ
เธอเป็นคนมีนิสัยไม่น่ารักหรือคะ
บางทีชีวิตที่คนเราโหยหา มันก็ไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบายจนเกินไปหรอก
อะไรที่เกินพอดีมันก็ไม่ดีหรอกเนอะ
:)
#1 By faiiz on 2007-06-13 23:34