.

..

ถ้ามีคนๆ หนึ่งกำลังถามคุณว่า คนพัฒนาเทคโนโลยีอะไรๆ ได้ใหม่ๆ ทุกวัน แต่ทำไมคนระหว่างกัน ไม่เห็นมีอะไรพัฒนาเลย

ถ้าเขาพูดชัด ผมอาจไม่สนใจ แต่บังเอิญเขาเป็นคนจีนที่คิดอะไรแปลกๆ ตั้งคำถามที่ชีวิตประจำวันของคนเราอาจหลงลืมกันไป

เขาชื่อ เฉิน เก๋า เล่ย มาอยู่เมืองไทยได้
3
ปีแล้ว อาจเป็น 3 ปีที่ต้องปรับตัวซึ่งมันส่งผลให้เขาพูดไทยได้คล่อง จนคุยกันเหมือนเป็นคนไทยคนหนึ่ง เว้นแต่คำยากๆ จริงๆ แต่เขาจำแม่น โดยเฉพาะคำสบถ ขณะที่เพื่อนเขายังสื่อภาษาไทยได้ไม่มากเท่า

เขาเอ่ยบอกว่าอยากไปธิเบต แม้ว่าจะไม่อยากคุยกันถึงเรื่องการเมือง แต่ก็ต้องถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีน กับธิเบต คำตอบคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ทุกครั้งที่คุย เรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองประเทศของเขา มักจะมีคำพูดที่ว่า
ข้อมูลมาจากไหน จากข่าวใช่ไหม? เพราะทุกประเด็นที่เกี่ยวกับจีนในเรื่องร้ายๆ ก็ได้ฟังมาจากข่าว เขาพยายามบอกอย่างนั้น แล้วคุณก็เชื่อข่าว ซึ่งมันอาจจะจริงและไม่จริง แต่คนที่ฟังก็เชื่อไปแล้ว


บางเรื่องที่เขาไม่รู้มักตอบไปว่า
ไม่รู้สิ แต่เขารู้สึกว่าคนไทยบางคนพูดเหมือนกับเป็นคนจีน เหมือนว่ารู้ไปทุกเรื่อง เมืองๆ ไหน มีอะไร ใครเป็นยังไง แต่เขาว่า ประเทศจีนใหญ่เกินกว่าเขาจะรู้ทั้งหมด

เขาเป็นคนใจกว้างแต่รอบคอบ คือมีน้ำใจ แต่คิดละเอียด ถี่ถ้วน คิดได้คิดเสีย คิดหน้าคิดหลัง แต่สำหรับเพื่อน หรือคนรู้จัก ไม่มีคำว่าคิดได้คิดเสียอยู่ในนั้น
เราว่าน่าจะพัฒนาความเห็นแก่ตัว ก่อนพัฒนาเทคโนโลยีเสียอีก เมื่อคืนเขาว่าอย่างนั้น มันยิ่งทำให้คิดว่า คนไม่มีศาสนาอย่างเขาสามารถมองอะไรได้ทะลุปุโปร่งเหมือนกัน

ขณะที่กลุ่มรุ่นน้องของเขา ซึ่งเป็นคนจีน มาให้ช่วยติววิชาเกี่ยวกับศาสนาพุทธและพราหมณ์ในเมืองไทย คนจีนกลุ่มนี้บอกว่าเข้าใจยาก เป็นเรื่องใหม่ที่เขาไม่เคยได้ยินมากันก่อน
คนจีนไม่นับถือศาสนา เขาพูดเหมือนกัน แต่การได้เรียนรู้จักศาสนาผ่านบทเรียนมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร บางคนเพิ่งรู้จัก อาตมัน ที่เป็นแก่นของศาสนาพราหมณ์ แม้ไม่ใช่ด้วยหัวใจเหมือนคนที่ถือพราหมณ์ แต่เมื่อเราได้ทบทวนเรื่องนี้ด้วยกัน มันกลับทำให้เรารู้สึกว่าอย่างน้อยก็ได้สัมผัสรสชาติของความไม่ยึดติดอย่างที่ อาตมัน
ในความหมายของพราหมณ์

ผมต้องพูดซ้ำและย้ำกับคำบางคำที่เราคุยกันไม่เข้าใจ แต่ยิ่งเหมือนทำให้เราซ้ำและย้ำให้ตัวเราเองได้ยิน เรื่องบางเรื่องผ่านไปแบบผ่านๆ แต่บางเวลากลับทำให้เรื่องที่เคยแบบผ่านๆ ให้ได้รู้สึก

คะแนนในวิชาเรียนเขาไม่ดีนัก ผมบอกเขาว่าน่าเป็นห่วง แต่เขาไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ไม่สำคัญหรอกเรื่องคะแนน มาเรียนเอาความรู้ก็พอ สอบไม่ผ่านก็เรียนใหม่
นั่นแหละที่เขาเป็น คนนอกกรอบ ชอบทำอะไรแบบไม่คาดหวัง และเพราะเขารู้ว่ายังมีเวลา รู้ว่าตัวเองอยากทำงานหาประสบการณ์ ซึ่งไม่ใช่เรียนต่ออย่างที่ที่บ้านตั้งความหวัง

หลายเดือนที่ผ่านมา แม้จะสั้นสำหรับการพูดคุย หรือจะน้อยในปริมาณเรื่องที่สนทนา แต่เหมือนเป็นช่วงที่ได้ทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่เคยปล่อยแบบผ่านๆ มาฉายซ้ำกับคนต่างภาษา แต่ไม่ใช่ในฐานะที่เฉิ่น เก๋า เล่ย เป็นคนจีน แต่ในฐานะที่เขาเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งก็เท่านั้นเอง
.

.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

แวะเข้ามาเยี่ยมและอ่านเรื่องราว

#1 By ผ่านเลนส์ on 2007-09-19 16:57

ในอนาคตคนคงจะหัวโตขึ้นๆอย่างเดียวแน่ๆ
ส่วนจิตใจคงจะแย่ลงๆ

#2 By blue (202.5.89.60) on 2007-09-19 17:05

พัฒนาคนให้เห็นแก่ตัวน้อยลง เห็นจะยากกว่าพัฒนาเทคโนโลยี...
แต่เป็นจริงที่ว่า ต้องรีบพัมนาก่อนสิ่งใด..
เห็นจะจริงที่ว่า ยังไม่เคยรู้เลยว่า อาตมัน คืออะไร

#3 By so ทรุด so เซ on 2007-09-19 17:21

น่าคิด และน่านับถือในความคิด

#4 By friday on 2007-09-19 17:44

คุณเฉิ่นคะ
ขอบอกเลยว่า
เกาะรถไฟไปหลังคาโลก
เป็นอารัยที่ลืมไม่ลงจริงๆ
อย่าพลาดโอกาสไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเองนะค่ะ.

#5 By รายละเอียดที่หายไป (58.9.131.180) on 2007-09-19 18:09

จากที่อ่านก็ทำให้ผมชอบเค้านะ อยากเป็นแบบเค้าบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้หรอก คนเราก็มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเนอะ อาจจะคล้ายกันบ้าง แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

#6 By เจ้าชายน้อย on 2007-09-19 20:29

สวัสดีค่ะ
หายไปนานเลย หวังว่าจะสบายดีนะ

ความธรรมดาหลายครั้งก็ทำให้เรามองข้ามไปจริง ๆ ต้องหาเวลานั่งทบทวน นั่งคิดเพื่อจะไม่หลงลืม แต่หลายครั้งก็ต้องอาศัยคนรอบข้างนี่แหละ ช่วยให้เราได้ฉุกคิดขึ้นมา

#7 By ระหว่างทาง on 2007-09-19 23:19

ดีใจที่เจอกันอีกครั้งนะค่ะ

เพราะคนมัวแต่พัฒนาเทคโนโลยีเลยลืมไปว่าเราควรมีความสุขกับเรื่องธรรมดาค่ะ

#8 By ก้อนหินรูปหมู (58.9.173.201) on 2007-09-20 00:44

ผมชอบคุยกับคนแบบนี้นะ มันทำให้ความคิดอะไรต่างๆของเราเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งมันก็มีทั้งดีและไม่ดีล่ะนะ

#9 By นายฉิม on 2007-09-20 08:28

: )

#10 By rainysea (202.12.97.115 /10.117.1.21) on 2007-09-20 12:44

แวะมาทักทายด้วยความคิดถึงครับ

#11 By filmsick on 2007-09-20 14:20

อิจฉาเขาน่ะ..เพราะเป็นแบบเขาไม่ได้
แต่ตอนนี้ก็มีสุขดีกับตัวเองในตอนนี้

ชอบบทความคุณทุกอันเลย..จริงๆ
...เรา ก็ เคยรู้สึก อย่างที่ คุณเฉิ่น ..พูดไว้ อย่างเรื่อง การเมือง ในประเทศไทย

บางที มันก็ยาก สำหรับ การจะอฺธิบายให้ เค้าเข้าใจ (เพราะภาษา) เพื่อนใหม่
จากต่างแดน รับรู้ข่าวสาร จากข่าว เสียส่วนใหญ่ ..


#13 By ชิงชิง (203.155.186.246) on 2007-09-22 22:58

ศาสนากับจิตใจ มันเป็นของคู่กันก็จริงแต่ก็ไม่ได้แปลว่า คนมีศาสนาจะต้องจิตใจดี ถ้ามีโอกาสก็อยากรู้จักเหมือนกันนะเนี่ย

#14 By Crozzax on 2007-09-22 23:27

บางครั้งที่ได้คุยกับใครที่คิดว่าเค้าคิดแปลก
แปลกที่ว่านี้คือทำไมไม่เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่
เค้าคิดกัน .. เราว่าคนที่คิดไม่เหมือนคนส่วนใหญ่
ที่คล้อยตามกันนี่น่าสนใจนะคะ จริงๆ แล้วคนเรา
อยู่ในสังคมต้องมีทั้งคิดเหมือนและคิดไม่เหมือน
แต่การคิดไม่เหมือนทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ
ซึ่งอาจจะถูกหรือผิด ณ เวลานั้นๆ อาจจะตอบไม่ได้
ก็ได้นะ ..

ไม่เห็นอัพบลอคเป็นเดือนเลยนะคะ คิดถึงตัวหนังสือ
เรื่องเล่าหลากหลายและความคิดเห็นของคุณผ่านหน้า
จอสี่เหลี่ยมตรงนี้ค่ะ .. หวังว่าคงสบายดีนะคะ

#15 By moodee on 2007-09-23 00:17

อืม เมื่อสองสามวันก่อนมีโอกาสได้สนทนากับพี่คนหนึ่ง
เธอทำงานในกองบรรณธิการหนังสือท่องเที่ยว
ได้ข่าวว่าเธอเพิ่งกลับมาจากอินเดียและกำลังจะก้าวเท้าต่อไปแถบๆจีน
หลังจากกล้าๆกลัวๆในแบบที่คนแปลกหน้าสองคนพึงรู้สึก
เราก็ค้นพบว่า ต่างเป็นพี่น้องร่วมมหาวิทยาลัย
พักเดียวก็สามารถชวนกันคุยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากได้
เธอบอกว่าหลังจากการเดินทางกลายเป็นงาน
...บางครั้งมันไม่ค่อยสนุกซะงั้น

"ตอนนี้อยากเที่ยวบ้านและเที่ยวห้องนอนของตัวเองมากที่สุด"

วาทะของสาวสวยนักเดินทาง

การสื่อสารที่ต้องพูดย้ำมีหลายลักษณะ
ล่าสุด ณ เมืองฟ้าอมร เดินเข้าไปถามราคาหนังสือวาดรูปเล่มหนึ่ง
คือเห็นวางอยู่เหงาๆหน้าร้าน หนังสือดูเก่า หากแต่เป็นงานเขียนของคนรู้จัก
บทสนทนาเป็นดังนี้

"เล่มนี้เท่าไหร่คะ"

"โร้ย โหะ สิ ห้า บะ"

"อืม ราคาตามปกเลยหรือคะ"

"โร้ย โหะ สิ ห้า บะ"

"งั้นไม่เอานะคะ"

"โร้ย โหะ สิ ห้า บะ"

แล้วดิฉันก็ควักเงินจ่ายไปแบบงงๆ เอิ๊กๆ

การเคลื่อนตัวของผู้คนเข้าเมือง ไหล่บ่าอย่างรวดเร็วจริงๆ
คิดเอาง่ายๆ ถ้าสักวันดิฉันไปอยู่ในบ้านอื่นเมืองอื่น
ต้องพูดต้องฟังภาษาของใครต่อใครที่ไม่ใช่ภาษาของแม่
คิดว่าตัวเองคงเหมือน"เธอ"คนขายหนังสือ

จากที่เห็นว่าเธอดูน่าขัน
กลับส่งยิ้มให้เธอเธอได้เต็มปากเต็มตา

"เพราะเราต่างคือคนแปลกหน้าของโลกอีกใบ"


และดีใจที่เห็นตัวหนังสือคุณอีกครั้งคะ
คิดถึงจังค่ะ ....

#17 By BT's (210.246.80.71) on 2007-09-25 19:57

นึกว่าจะไม่อัพบลอกซะแล้ว

#18 By นกจร on 2007-09-26 15:02