ไม่รักก็อย่าทำร้ายกัน
posted on 02 Apr 2008 00:12 by lonelysyndrome in Dust-words.
![]()

Photo: jonathanpui
.
.
สำหรับคนไม่รักกัน เราต่างมีอารมณ์ตกเป็นมรดกอยู่ในใจของตนเอง
ระหว่างกัน,วัดกันได้ยาก แต่มักชัดเจนในช่วงแค้นๆ
“ไม่รักก็อย่าทำร้ายกัน” นึกถึงประโยคนี้ขึ้นทีไร ก็ทำให้มีสติขึ้นมาได้บ้าง ผมมองเห็นแล้วว่าเราทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถ้าไม่ขัดแย้งกัน ก็คงไม่ถึงตาย คิดได้แบบนี้ ขณะที่ยังยืนอยู่ห่างๆ เป็นบุคคลที่สาม แต่เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น พออยู่วงใน ก็คล้ายตกอยู่ในบ่อโคลนเปรอะๆ ที่ล้างออกด้วยการสาดใส่กัน
ไม่เฉพาะระหว่างคน ประเทศชาติก็พลอยเป็นไปด้วย เดี๋ยวนี้ คนเหมือนอยู่ในยุค ‘เอ็นดูเขาเอ็นเราขาด’ แต่เสมอตัวยังดี ทิ่มแทงกัน ทำร้ายกันนั้นมันคงไม่ไหว พูดง่ายทำยาก!! แต่ในระดับหนึ่ง สำนึกไม่ต้องลึกมากก็น่าจะพอเดาออก อะไรดีเลว แม้แต่ข้าวเปลือกเมล็ดพันธุ์ยังขโมยกันเอาซึ้งๆ หน้า แต่ดูมันเป็นการขโมยแบบลูกทุ่งๆ ที่พอเข้าใจได้ว่ายุคปากกัดตีนถีบ ข้าวยากหมากแพง มีโอกาส-ก็เอา
ถ้าจะโกรธหรือหงุดหงิด น่าโมโหกว่า คงเป็นกรณีที่ประเทศมหาอำนาจที่แย่งชิงมรดกทางภูมิปัญญา โดยการขโมยสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิไปเป็นของประเทศตัวเอง-ดูซับซ้อนกว่าการขโมยอย่าง 'เห็นๆ' และยากที่จะเอาผิดทางกฎหมายกับประเทศฉลาดๆ แต่ด้วยศีลธรรมแล้ว คงไม่มีใครกล้าเถียง แต่เราเป็นชาวพุทธ บาปบุญคุณโทษไม่ได้วัดกันชาตินี้ แต่ต้องไปวัดกันเอาชาติหน้าตอนบ่ายกว่าๆ แต่คงต้องเสียใจ คู่กรณีที่ว่าไม่ได้นับถือพุทธอย่างเราๆ
มันคงเป็นปรากฏการณ์ของยุคสมัย กับเรื่องราวเลวร้ายระหว่างเราๆ ด้วยกัน ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หนักๆ ให้เราได้รู้สึกนึกคิด แต่ที่กลัวไปกว่านั้น คือเราหลงลืมและกลับกลายเป็นการมองอย่างชาชินเมื่อได้ฟังได้ยินซ้ำๆ ซากๆ
ถ้าจะมองแล้วปล่อยผ่านแบบไม่ใยดี ก็ดูจะเป็นคนไม่ใส่ใจอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าจะมองให้เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องเกิดขึ้น เพราะมีเหตุมาเป็นเช่นนี้นั้น ก็พอเข้าใจได้อยู่
เพราะเรามาไกลเกินไปแล้ว มาไกลเกินกว่าจะกลับไปค้นหาคุณค่า หรือความหมายของความทุกข์แบบเดิมๆ เราต่างมีเหตุมีผลมากขึ้น คล้ายว่าฉลาดในการหาหนทางออก คิดประดิษฐ์เครื่องมือแห่งความสุขได้ยิ่งใหญ่ขึ้น
เรามาไกลเกินประโยคที่เคยถูกปลูกฝั่งกันมา ใต้ฟ้าครามยังมีเมฆฝนปกคลุมสลับกันไปตลอดช่วงชีวิต และชีวิตอย่างเราๆ ก็เป็นเพื่อร่วมทุกข์ และมีทุกข์เป็นของตนเองบนโลกเก่าๆ ใบนี้ดุจเดียวกัน
อย่าเพียงแต่จะรู้ว่าทุกข์ของเราเป็นเช่นไร ทุกข์ของคนอื่นก็ถูกหยิบยื่นถึงตัวเราเสมอดุจเป็นของเราก็ไม่ปาน การมาไกล ไม่ได้หมายความถึงระดับความทุกข์จะหมดไป ความสุขที่เรามีอยู่ไม่ได้มาลดทอนความทุกข์ของเราลงในปริมาณที่เท่าๆ กัน
ยิ่งสุขที่เพิ่มขึ้นทางวัตถุ ก็ยิ่งสะสมความทุกข์ขึ้นในแง่ที่มองไม่เห็น
ยุคสมัยพาเรามาไกลเกินกว่าที่จะกลับไปยืนอยู่ในจุดเดิมๆ คงไม่มีใครร้องห่มร้องไห้ในวันดีคืนดีที่การสื่อสารอย่างเก่าๆ จะถูกปิดตัวลง โทรเลข ที่เคยเป็นเครื่องมือที่ใช้ด้วยความทันสมัยในยุคหนึ่ง ก็กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ล้าหลังที่สุดไปในเวลาปัจจุบัน
อาจมองในมุมร้ายเกินไป เพราะจะปฏิเสธอะไรใหม่ๆ ได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป โดยมีพื้นฐานชีวิตที่มีสิ่งใหม่ๆ เป็นจุดเชื่อมต่อ ไม่เฉพาะวิชาชีพหนึ่งวิชาชีวิต แต่ทุกๆ วงการ มีจุดเชื่อมต่อระหว่างกันด้วยเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ ทุกส่วนอาชีพก็ต้องพึ่งพิง ไม่โดยตรงก็อ้อมๆ เพื่อนคนสวนที่หันมาสนใจบล็อก พูดคุยผ่านคนในโลกที่มองไม่เห็นหน้า ภายในหน้าต่างเวปไซต์หนึ่งๆ เป็นช่องทางที่ทำให้คนที่สนใจเรื่องราวคล้ายๆ กันมาพบกัน
มันก็ไม่ได้เลวร้ายในบางมุม กลับช่วยเติมเต็มได้เท่าที่เราจะหยิบจับปรับใช้ รู้จักที่จะบริหารมัน
ยิ่งโลกตะวันตกวิ่งไปไกลเท่าไหร่ คนบางส่วนก็วิ่งสวนทางกันมากขึ้นเท่านั้น เหมือนกระแสคนต่อต้านผู้นำที่นิยมความรุนแรงทั้งหลายในโลก มีเมื่อไหร่ คนบางกลุ่มก็ลุกขึ้นมาปรากฏตัว สหรัฐกับอิรัก จีนกับธิเบต หรือแม้กระทั่งภายในประเทศของตนเองอย่างเราๆ หรือเพื่อนบ้านอย่างพม่า
แต่ที่ปรากฏชัดอย่างคนรุ่นใหม่ ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กต่างก็แสวงหาชีวิตที่แปลกแยกออกมา ผู้คนส่วนหนึ่งของเมืองใหญ่ๆ ที่เป็นโมเดลต้นแบบของการเติบโตของพลโลก ก็หันมาสนใจเรื่องด้านใน สนใจพุทธศาสนา สนใจโยคะ อยากปลูกพืช อยากทดลองใช้ชีวิตที่อิงกับธรรมชาติ
หลังจากเพื่อนผมที่ใช้ชีวิตอยู่ในสวน หันมาเปิดบล็อกเป็นช่องทางในการสื่อสารอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการสื่อสาร เขาได้ต้อนรับแขกใหม่ๆ ในปัจจุบันและอนาคต ภายในสองเดือน เขาได้รับอีเมล์จากคนรุ่นใหม่จาก ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ แคนาดา และประเทศอื่นๆ อีกบางส่วนที่ส่งมาถึง ซึ่งข้อความไม่แตกต่างกัน แต่เหมือนกันตรงที่อยากออกมารู้จัก สัมผัสการไม่บริโภค ไม่นิยมวัตถุ ทดลองใช้ในสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ท่ามกลางที่ๆ ไม่มีเครื่องปรุงแต่ง
ดูเหมือนว่าแขกคนแรกก็เอยปากชอบสวนที่เพื่อนอยู่ ทั้งๆ ที่เป็นชาวญี่ปุ่นที่เป็นเอเชียเหมือนๆ กันกับเรา แถมยังบอกว่าดีที่สุดที่เคยไปเป็นอยู่มาในเครือข่ายสวนออร์แกนิคของ wwoof (World Wide Opportunities on Organic Farms) ซึ่งในความหมายที่ว่า ดีที่สุดนั้นมันอาจหมายถึง ความธรรมดาที่สุดที่มนุษย์พึงมีและใช้ในชีวิตที่เรียบง่าย
ยูจิบอกว่าตั้งใจมาเมืองไทย เพื่อมาพักอาศัยในสวนที่ปลอดสารพิษของเพื่อนผมที่หัวหิน ดีใจที่ผมเป็นสื่อกลาง เพราะสวนแห่งนั้นไม่มีไฟฟ้าและเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมได้ตอบจดหมายอิเลคทรอนิคแทนไปมาหลายรอบกับยูจิ จนกระทั่งพาเขามาถึงสวนแห่งนี้และได้เรียนรู้ในระยะเวลาสองสัปดาห์ต่อมา กระทั่งเขาเอยปากว่า “อยากจะอยู่จนถึงวันสุดท้ายที่อยู่ในเมืองไทย” นั่นอาจเป็นสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกเราอีกหนว่า ความจริงแล้วเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายในชีวิต แต่สำหรับคนที่รู้นั้น ก็กว่าจะเข้าใจก็ต้องเคยเป็น เคยมี หรือคำของท่านพุทธทาสพูดไว้ว่า "ตัวกู ของกู"
สำหรับผมตอนนี้ คิดว่า โลกกำลังปรับตัวพร้อมๆ กับคนบางจำพวก แสวงหาความจริงด้วยตัวเอง ยากที่จะบอกว่าค้นพบหรือไม่ แต่ประสบการณ์จะเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวและต้นทุนชีวิตในอนาคต
ยิ่งกว่านั้น เหมือนเรากำลังแยกแยะแบ่งพรรคแบ่งพวก ต้องการคนที่คุยในภาษาเดียวกัน ไม่ใช่ภาษาในความหมายของรูปแบบการสื่อสาร แต่เป็นเรื่องราวที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน วัฒนธรรมใหม่ๆ ของโลกเหมือนเติบโตและขับเคลื่อนไปอย่างชัดเจน โลกกลับข้างโยกย้ายผู้คนระหว่างกัน ถ่ายเทระหว่างผู้คนในโลกตะวันตกกับตะวันออก ระหว่างมากกับน้อย ระหว่างวัตถุนิยมกับสัจจะนิยม
หรือเรากำลังค้นหาความหมาย พยายามวิ่งไปสู่ความลับอยู่ดุจเดียวกันก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เราใช้วิธีการที่ต่างกัน โดยที่เราหลงลืมวิธีการหรือหนทางที่ง่ายดายกว่าก็ไม่รู้
อย่างนั้นก็ตาม-สำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกมากๆ อย่างเราๆ จะต้องเดินไปในหนทางเดียวกันบนทางที่แคบๆ ต่อไป จึ่งทำให้เราลืมที่จะรักกัน แต่ถึงขั้นนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายกันไม่ใช่หรือ?
.
.
แวะมาอ่าน ครับ
ทางมันแคบไปจริง ๆ นั่นแหละค่ะ
#1 By ฉันไม่เคยไม่รักเธอ... on 2008-04-02 00:29