จดหมายในกล่องอากาศ
posted on 25 Oct 2008 20:49 by lonelysyndrome in PostBox46..
..
ถึง คุณๆ ที่น่ารัก
ที่นี่ ฝนตกมาเป็นอาทิตย์แล้ว
แต่ไม่ได้ตกต่อเนื่องนะครับ เว้นช่วงบ้าง แต่ก็ตกเกือบตลอดเวลา
เสื้อผ้าที่ตาก เหมือนชื้นๆ ตากมาตากไปเป็นอาทิตย์ยังไม่แห้งสนิท
อยู่บ้านคนเดียวก็เงี้ยแหละครับ
อากาศ การงาน อาหาร เสื้อผ้า ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง
ต้องดูแลจัดการด้วยตัวเอง
ฟังดูเหมือนคนเหงาๆ นะครับ แต่ไม่เหงาเลย
เพราะเวลาไม่มีให้เหงานะสิครับ
ช่วงนี้สำหรับผม ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย
จะว่างอีกทีก็สิ้นปี คิดว่าจะไปบ้านเพื่อนที่อยู่หัวหิน
อืมม์ ก็พี่วัดไงล่ะครับ ที่เคยพูดถึงและเล่าให้คุณฟังมาก่อนหน้านี้
อยากไปหายใจให้ชุ่มปอด
อากาศที่นั่นดีจนรู้สึกว่าปอดสะอาดเอามากขึ้น
คิดว่าจะไปอยู่สักอาทิตย์หนึ่ง
ไปนอนเสื่อ กินข้าวหอมๆ ที่หุงจากหม้อดินไม้ฟืน
ไปอาบน้ำที่ไหลระรินลงจากหุบเขาใกล้ๆ
ไปฟังนิทานแมลงพร้อมด้วยวงซิมโฟนีที่ถักทอเสียง
ให้นอนฟังเพลินๆ เมื่อยามพระอาทิตย์พักผ่อน
ส่วนกลางวันคงจะลงแรง ปรุงดินที่รอการเติบโตของต้นไม้
พอเหนื่อย ก็แค่เข้าร่มพัก น้ำจากขันก็น่าจะทำให้หายเหนื่อยไปได้
ไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้
ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน พอมีเวลาก็อยากออกไปเดินทาง
ไปข้างนอกที่ผู้คนล้นหลาม
ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แปลกหูแปลกตา
กินอาหารที่แปลกรส ดื่มด่ำกับสถาปัตยกรรมและสถานที่ที่งดงามของบ้านเมือง
รายล้อมไปด้วยผู้คนที่ต่างวิ่งหนีจากโลกใบเดิมๆ
เพื่อสัมผัสอิสรภาพแม้เพียงระยะเวลาหนึ่งสั้นๆ
แต่สิ้นปีนี้ ไม่ไปไหนไกล แค่อยากไปอยู่กับสิ่งที่จะได้รับฟัง
เสียงที่เกิดจากธรรมชาติ
มันอาจจะรู้สึกแตกต่างๆ และใช้เวลาในการรับฟัง
ปรับจูนหู ตา และจมูก
แยกแยะความเป็นธรรมดา และสกัดความพิเศษออกมาให้ได้
เสียงของแมลง ทางเดินของมด ใบไม้ที่ย้อมแสงแตกต่างหลากสี
หรือแม้แต่เสียงของน้ำที่กระทบก้อนกรวดเล็กๆ ริมลำธาร
กระท่อมไม้ไผ่ คงจะชุ่มฝนและอุ่นแดด
กลิ่นของไผ่และแฟกหลังคาคงความหอมอย่างสะอาดๆ
การสัมผัสถึงทำให้ยิ่งรู้สึกว่าธรรมชาติมีบทบาทและใกล้ตัวเราอย่างมาก
ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดอ่อนหรือปล่อยความคิดเอามากๆ
ส่วนช่วงนี้ มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น
เรียงมาตั้งแต่จากห้วงลึก ของพจนา
และอีกเล่มหนึ่งของเขาที่แปลมาจากกวีจีนที่มีชื่อเสียง
อันนามว่า หลีไป๋ บทกวีแต่ละบทโคตรเรียบง่ายและเต๋ามากๆ
เอาแค่ชื่อหนังสือ “ขุนเขายะเยือก” แค่ชื่อก็ดูเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึก
อยากเขียนให้ได้อย่างนั้น แต่มันเป็นเรื่องไม่ง่าย
เพราะหลีไป๋ ดื่มด่ำและซดสุรา แกล้มความโดดเดี่ยว
มีดอกไม้ ขุนเขาและแสงจันทร์เป็นเพื่อน
หายใจเข้าออกถ่ายทอดได้เป็นบทกวี
คำบางคำเป็นอมตะ แม้จะตายไปก่อนปีหนึ่งพัน
แต่ลมหายใจของเขายังเคลื่อนไหวในยุคสองพัน
ยิ่งอ่านในเช้าวันหยุด ที่ตื่นมาไม่เร่งรีบ
ทำให้บทกวีผุดพรายขึ้นมามากมาย
แล้วยังอากาศที่มีฝนและลมหนาวผสมๆ กันอยู่ด้วยละมัง
ที่ทำให้อะไรๆ ก็ดูสด และสวยมากขึ้นจับใจ
ไม่ยากที่จะดึงดูดและทำให้ต้องพูดถึง
จนทำให้คุณๆ ต้องเข้ามาเจอบทกวีเกลื่อนกลาดหน้าจอนี้จนเบื่อกันไปข้าง
หรือมันอาจจะเป็นเรื่องยาก ที่จะอ่าน เพราะบทกวีที่แท้มันก็ไม่มีสาระอะไร
ถ้าจะว่ากันตามความรู้สึก มันก็คือภาชนะหนึ่งที่เป็นไส้กรองสภาวะของคนๆ หนึ่ง
อาจจะดิบ ยุ่งยาก หรือง่ายดาย ว่างเปล่า
ก็แปลได้ว่า ผมยังเป็นคนธรรมดา ที่ยังไม่บรรลุธรรมใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะความโง่เขลาด้วยซ้ำ ที่กล้าเปิดเผยตัวตนมากขึ้น
โดยที่ “อากาศกวี” ที่คุณๆ เคยพบเห็นบนหน้าจอเกิดกลายเป็นตัวตนขึ้นมา
ทั้งๆ ที่ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งทำให้ผมเขียนอะไรๆ ได้น้อยลง
เพราะความโง่เขลาอีกนั้นแหละที่กลัวการมีตัวตน เมื่อใครๆ เข้ามาใกล้และสัมผัสมากขึ้น
แต่ตอนนี้ คลี่คลายลงมากแล้ว
ไม่ต้องกลัวที่จะเขียน ไม่กลัวที่คนจะเข้ามาอ่านหรือว่าจะไม่มีคนอ่าน
เพราะอย่างน้อย การได้เขียนหรืออธิบายอะไรๆ ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่
ก็เป็นไปเพื่อการบรรลุความคิดและอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง
แล้วนำไปสู่การตกตะกอนเพื่อเติบโตต่อไป
โดยที่ไม่ได้หวังความชื่นชอบในตัวอักษรแต่อย่างใด
อืมม์ และช่วงนี้ย้ายเข้าบ้านใหม่แล้ว
หมายถึงชีวิตจริงนะครับ หลังจากเช่าบ้าน ย้ายบ้านมาในรอบหกปี
เฉลี่ยปีละครั้ง ก็เหนื่อยพอดู คิดว่าตอนนี้ควรหยุดและปักหลักเสียที
บ้านหลังใหม่ มีหน้าต่างรอบบ้าน ติดมู่ลี่ไม้ไผ่ทุกบานเลยละครับ
สนุกดี ที่เราได้ทำบ้านให้อยู่ในบรรยากาศที่เราชอบ
ก็จริงตามที่อาจารย์เทพศิริพูดไว้ “ชีวิตคนเราสร้างบ้านได้คนละหลัง”
เพราะรู้เลยว่า การลงแรงกับบ้านหลังหนึ่งไม่ใช่ง่ายเลย
ใช้ทั้งเวลาและทุ่มเทแรงเอามากๆ
ตั้งแต่กลับจากจีนเมื่อเดือนเมษายน
ผมก็เริ่มคิดว่าควรจะหาที่อยู่เป็นของตัวเองเสียที
โชคดีที่ได้บ้านหลังหนึ่งที่ตรงกับความต้องการ
ตอนนี้ตบแต่ง ปลูกหญ้า ปลูกต้นโมกไว้ริมรั้วหน้าบ้าน
ดอกไม้สีขาวเล็กๆ ก็เริ่มบานกระจายบ้างแล้ว
และได้ต่อเวิร์คช๊อปเล็กๆ สำหรับทำงานปั้นด้วย
มีปัญหานิดหน่อยที่คนรอบๆ กลัวเตาเผาของเรา
ตอนนี้เลยคิดจะทำเตารากุ เผาทีละลูก เป็นเตาเล็กๆ
ส่วนเตาใหญ่ นั้นถูกยกให้เป็นสาธารณะประโยชน์กับนิสิต
ที่ช๊อปเซรามิค คณะศิลปกรรมของม.บูรพาเรียบร้อยแล้ว
ต่อไป คงปั้นและเผาอย่างที่สภาพแวดล้อมมีอยู่
ก็สนุกดี มีเรื่องราวมากมายผ่านมาและก็คลีคลายไป
แล้วคุณล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง
ได้เที่ยว ได้ไปไหน ได้ทำอะไร หรือฟังเพลงอะไรอยู่
อ่านหนังสืออะไรบ้างหรือเปล่า
เล่าให้ผมฟังบ้างหากมีเวลา....
ขอบคุณที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้
หรือแค่แวะผ่านมา ฝากอะไรไว้หน่อยนะครับ
จะสั้นจะยาว ตอนนี้มีเวลามากพอที่จะแลกเปลี่ยน
อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าที่หายไปหลายๆ เดือน
แล้วยังมีอีเมล์ส่งมาถามไถ่ ได้กลับมาเขียนใหม่แล้วนะครับ
ฝากทิ้งข้อความไว้นะครับ
อย่างน้อยก็จะทำให้รู้ว่ายังมีคนแวะมาอยู่บ้าง
คิดถึงคุณๆ ทุกคนครับ
บางแสน ชลบุรี
มือ: เบน ชลาทิศ
.

)

ได้อ่านบ้างแวีปๆ เป็นบางเรื่อง ยังไม่ได้ย้อน
กลับไปอ่านอีกเลย แต่ก็รู้สึกเหมือน เพื่อนที่
เคยได้คุยกัน กลับมามีเรื่องคุยกันใหม่ ให้ได้
รู้ว่ายังสบายดีอยู่ ที่ใดที่หนึ่ง ..
จดหมายฉบับนี้ ได้อ่านแซงเอนทรีเดิม 15 เรื่อง
ซะก่อน เลยแวะมาทักทายกันตอนนี้
ยินดีด้วยกับบ้านหลังใหม่ค่ะ
#1 By moodee on 2008-10-25 21:53