เพราะทุกคนมองฟ้าไปต่างกัน
posted on 05 Feb 2007 21:09 by lonelysyndrome in India-Indream...

...
และแล้วรถที่เรานอนไม่หลับมาทั้งคืนก็มาโผล่ที่เมืองอุดัยปุร์ในเช้ามืด หน้าตางัวเงีย กระโดดลงจากรถกระป๋องเก่าๆ ดูนาฬิกา ตีสี่กว่า มืดและหนาว
เมืองนี้หน้าตาเป็นยังไงกัน เดี๋ยวขอหาที่หลบหนาวก่อน
ผ้าคลุมลายดอกไม้บนพื้นสีเหลืองผืนใหญ่ที่ได้จากจัยซัลเมียร์ ถูกคลี่ห่มคลุมตัวพอได้อุ่นขึ้นบ้าง
เช้าวันนี้ นับเป็นอากาศหนาวรุนแรงที่สุดก็ว่าได้ ท่ามกลางความเย็นยะเยือกต่อรองราคารถริกชอร์สามล้อเครื่องด้วยความหนาวสั่น มือไม้อ่อนไหล่ห่อแบกเป้ใบเบ้อเริ่มโยนใส่ท้ายริกชอร์โดยไม่ทันฟังเสียงโชเฟอร์สามล้อเครื่องต่อราคากลับมา
ร่างกายประเมินความหนาวเย็นได้ว่าน่าจะอยู่ที่สิบถึงสิบห้าองศา ริกชอร์ฝ่าสายหมอกและน้ำค้างเช้ามืดอย่างนี้ไปด้วยความเร็วมิดคันเร่ง ทะยานจากท่ารถเข้าสู่ย่านที่พัก บ้านเรือนยืนทมึนอยู่ในความมืด ปราศจากแสงสว่างใดๆจากตึกข้างทาง โคมไฟหน้ารถส่องนำไปในระยะทางเพียงขับขี่เท่านั้น
ลมโกรกเข้าปะทะลำตัวและใบหน้ารุนแรง เกร็งกายจนเกินบรรยาย ความมืดยังทาทับเมืองให้เป็นปริศนาอยู่เหมือนเดิม
ริกชอร์จอดสถานที่หนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่พัก ที่มีอยู่แค่ที่เดียว เมื่อแหงนมองดูป้ายเกสต์เฮาส์ ระคนดีใจที่ถึงสักที ค่อนคืนที่หลังระบมเพราะนั่งนอนมาบนรถ
หลังเสียงกระดิ่งเรียกเปิดประตู ข่าวร้ายก็มาเยือน ทุกห้องเต็ม
ความมืด ร่างกายหนาวจนตัวสั่น ทั้งๆที่รายชื่อที่พักก็อยู่ในโลกยามเหงา(LP) ก็ยังทำอะไรไม่ถูก ยืนเป็นแท่งหินอยู่หน้าประตูที่ถูกปิดไปตรงหน้าเมื่อกี้
ใบหน้าและประกายตาโชเฟอร์ริกชอร์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหนาห่มคลุมตั้งแต่หัวจรดลำตัว ส่งประกายตาและละอองไอหนาวที่ปลิวออกมาจากริมฝีปาก พร้อมบางประโยคประมาณว่า จะไปที่ไหนต่อไหม
มืดก็มืด หนาวก็หนาว หนักก็หนัก เสี้ยววินาที แสงไฟและเสียงจากมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งแล่นมาจอดด้านหลัง
โชเฟอร์ริกชอร์ตะโกนถามอะไรซักอย่าง และหนุ่มคนขี่มอเตอร์ไซด์ก็ตอบกลับมา
ข่าวดีก็เกิดขึ้น พ่อหนุ่มคนนั้น มีบ้านพักที่ยังเหลือห้องว่างอยู่ เราคงไม่ต้องถามอะไรกันมาก นอกจากขอตามไปทันที
ห้องที่ว่าง เตียงขาวๆ ฝักบัวน้ำอุ่นๆ นาฬิกาบอกเวลา เกือบตีห้า และข้างนอกก็ยังหนาวท้องฟ้าก็ยังมืด ราคาที่ต้องจ่ายคุ้มค่าทีเดียว
ร่างกายอ่อนปวกเปียก มุดอยู่ใต้ผ้านวมผืนใหญ่ ฝ่าเท้ายังเย็นอยู่ในถุงเท้าคู่หนา และยิ่งรู้ว่าอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ร่างกายสะอาดเอี่ยม และได้รับความอบอุ่นพร้อมที่ซุกหัวนอน ก็พอให้ชั่วโมงนี้หลับได้ง่ายดายเหมือนเด็กเล็กๆบนเปลนอน
หนึ่งชั่วหลับผ่านไป...
......

..
..
แดดอ่อนๆลอดแสงผ่านม่านบางๆที่หน้าต่างหัวเตียง ชั่วโมงแห่งการหลับใหลที่แสนสั้นแต่อิ่มเต็ม ลุกขึ้นพลัน ภารกิจยามเช้าสำหรับเมืองที่ได้ชื่อว่า เมืองแห่งสายน้ำตะวันออก นครแสนโรแมนติก หรือเวนิสตะวันออก แล้วแต่จะขานสมญาที่ชอบใจ
แต่สำหรับผม เมืองที่มีสายน้ำอยู่รายรอบเมือง มีเท่านี้ก็น่าชมแล้ว
ผมมีเวลาอาศัยอยู่เมืองนี้แค่สองวัน และเป็นเมืองสุดท้ายของราชสถาน พระราชวังที่เขาว่างดงาม แม่น้ำทะเลสาบกลางใจเมือง แผนผังที่จัดเมืองได้ลงตัว ชักอยากรู้จักให้มากกว่านี้ เพียงพอแล้วต่อความทรงจำ กับภาพความงดงาม
ออกมาเดินเล่น ชมปราสาทราชวังริมน้ำที่ยังปรากฏความเรืองรองในอดีตไม่แพ้วังในเมืองที่ผ่านๆมา แต่ที่นี่พระราชวังอยู่ริมทะเลสาบ
ผู้คนดูผ่อนคลาย ยามแดดสายๆ ใครๆก็ออกมาเดินเล่น บ้างก็ปั่นจักรยานเช่า ผ่อนสองเท้าให้ได้พักบ้าง
แหล่งชุมชนคนพลัดถิ่นแถบนี้อยู่บนถนนสายหนึ่งที่อยู่ในย่านที่เรียกว่า Gangaur นอกจากจะเป็นแหล่งที่พักอาศัยคล้ายตรอกข้าวสารแล้ว ยังมีห้องเรียนเล็กๆสอนศิลปะ วาดรูป เพ้นท์ สอนทำอาหาร สอนโยคะ ต่างๆมากมาย ไม่รู้คนเรียนได้รายละเอียดแค่ไหน แต่ก็เป็นสีสันของเมืองอุดัยปูร์แห่งนี้
ผมเดิน เดิน แล้วก็เดิน เพลินเลยเชียว เพราะแดดอ่อนๆและอากาศตอนกลางวันกำลังพอดีกับอากาศเย็นๆ ผมเอาแต่เดินดู ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย
หยุดพัก นึกหาร้านกาแฟ แต่จัย-ชาร้อนกลับหาได้ง่ายกว่า แก้วละห้ารูปี ไม่หวาน ไม่ขม แต่รสชาติแปลกเป็นที่สุด เพราะเครื่องเทศต่างๆถูกตำจนแหลก แก้วต่อแก้ว ผสมลงในชาใส่นมสดร้อนๆ ลิ้มรสซาโมซาที่หน้าตาละม้ายคล้ายกะหรี่ปั๊ฟบ้านเรา ข้างในก็เน้นมัน และไก่ผสมขมิ้นเหลืองๆแก้เลี่ยน
คนชงจัยสุภาพ อ่อนน้อมต่อลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง ขณะชงก็รวดเร็วจริงจัง นั่งดูเฉยๆยังเพลินเลย ซอมโมซาที่เพิ่งขึ้นจากกระทะก็เหลืองกรอบน่ากิน เครื่องเทศฤทธิ์ร้อนนี่เองที่ช่วยเร่งปฏิกริยาในตัวให้เกิดการปรับอุณหภูมิในร่างกายให้สูงขึ้นจนเกิดความต้านทานต่ออากาศที่หนาวเย็นได้ส่วนหนึ่ง
ภาพแห่งราชสถานคงจะไม่สมบูรณ์ ถ้าขาดบรรยากาศเมืองแห่งสายน้ำสวยๆแห่งนี้ไป นึกใจหาย เมื่อเช้าพรุ่งนี้มาถึง ก็ต้องเดินทางจากเมืองที่น่าหยุดพักไปอีกรอบ แต่ผมยังมีเวลาอีกตั้งครึ่งค่อนวัน
..
...

...
เดินเล่นต่อ...
ริมทะเลสาบ ฉากหลังคือพระราชวังโบราณ อายุเกือบสามร้อยปี ท้องฟ้าเหนือพระราชวังวันนี้แจ่มใส่ ตึก กำแพงวังสีเหลืองอ่อนตัดกับท้องฟ้าได้สวยงาม แม่น้ำสะท้อนแดด ยามเรือล่องผ่าน เกิดพรายคลื่นระยิบบนผิวน้ำ สะท้อนกระทบเลนส์หลังกดชัตเตอร์เพียงนิดเดียว
ผ้าส่าหรีสีแดง เหลือง หรือเขียวเปียกชื้นกำลังจะแห้งหลังซักขึ้นมาหมาดๆจากทะเลสาบกลางเมือง ผึ่งลมประเดี๋ยวเดียวก็แห้งอย่างง่ายดาย
ว่ากันว่า เป็นอย่างนี้มานานหลายชั่วอายุคน ส่าหรีและสายลม สัมผัสและสนทนาผ่านลมหายใจคนที่นี่มานักต่อนัก สายตาของคนแปลกหน้ายังคงความสนใจในสิ่งต่างๆเหล่านั้นคู่ๆกันมา
ผมนั่งเล่นในมุมหนึ่งของริมทะเลสาบ (Pichola) หากพูดถึงความสัมพันธ์ ผมก็คือคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่ผ่านเมืองโบราณ ผ่านสายน้ำ ทะเลสาบ ทะเลทราย รอคอยการพูดคุยกับคนรอบข้าง พ้นจากภาษาแล้ว เรายังสนทนากันด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่นอกจากเงินตรา
...


..
อารมณ์ที่เราต่างโหยหา หน้าที่ที่แตกต่างกัน ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน เราเลือกที่จะแลกเปลี่ยนในสิ่งต่างๆเหล่านั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เราก็สนใจไปหมดทุกเรื่อง
ผู้คนที่ผ่านมา บอกเล่าอะไรไว้พร้อมที่จะจดลงในความทรงจำทันที ทะเลสาบข้างหน้ายังทอดเงาเงียบงัน เรามาด้วยความแตกต่าง แต่เมื่อกำลังจะจากไปกับซึมซับเก็บบรรยากาศดีๆ ของคนแถวนี้ไปไม่น้อย
มีคนพูดว่า ถ้าเดินทางแล้วพบเหมือนที่คิดไว้ ก็คงไม่ต้องมา
เพราะประโยคแบบนี้ ทำให้จึงอยากมา และหวังว่าจะได้พบอย่างที่ไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า
เดินเล่น นั่งเล่น และเหลือภารกิจที่ต้องจัดการอีกอย่าง หากหลงลืมไป คงได้อยู่ต่ออีกเป็นแน่
ภารกิจที่ว่าคือ หาตั๋วเครื่องบินเพื่อบินไปลงมุมไบ มหานครอีกเมืองที่เครื่องบินอีกลำจอดรอเพื่อส่งกลับกรุงเทพฯ
สายการบินหลักอย่างอินเดียนแอร์ไลน์เต็มเลยไปอีกสองวัน มีข้อมูลลับๆบอกว่าให้ไปหาตั๋วแถวย่านที่พัก แถวนั้น หาได้ทุกอย่างที่ต้องการ
สืบเสาะดูแล้ว มีจริงๆ ตั๋วสายการบินโนเนม ไม่อยู่ในบัญชีการเดินทางทางอากาศมาก่อน แต่ราคาน่าสนใจ ถูกกว่าอินเดียนแอร์ไลน์ครึ่งต่อครึ่ง แตกต่างอย่างน่าตกใจ แตกต่างจนลืมเรื่องความปลอดภัย
ไหนๆก็เสี่ยงมาตั้งแต่ต้น อีกหนหนึ่งจะเป็นไรไป
ตกลงจ่ายครึ่งหนึ่งจากราคาตั๋วเพื่อมัดจำไว้ ทางร้านบอกว่าให้มารับตั๋วทุ่มตรง
...


..
ออกมาเดินเล่นอีกรอบ บนถนนสายเดิมที่ทอดยาวไปพร้อมๆกับร้านรวงต่างๆ
ที่นี่ นอกจากจะมีร้านขายหนังสือมือสอง โปสการ์ด ซีดีแล้วยังมีสิ่งของที่ผลิตแบบทำมือมากมาย เสื้อ กางเกง กระเป๋าผ้า เครื่องเงิน เครื่องประดับต่างๆ และสมุดบันทึก
เล็งๆไว้บางร้าน สมุดเล่มขนาดน่าเขียน น่าเป็นของฝาก ถูกวางเรียงบนชั้นหลากหลาย ไล่เรียงตามไซส์ ลวดลาย เก่าใหม่ การเข้าเล่มแต่ละร้านอาจแตกต่างกัน ความพิถีพิถัน ความประณีต เมื่อต้องแลกด้วยราคาที่ต้องจ่าย แม้อยากต่อให้เหลือพอๆกับร้านอื่นๆที่ถูกกว่า เมื่อพลิกไปดูมา กลับไม่กล้าต่อให้มาก เพราะคุณค่าของสิ่งของคงจะหมดลดลงไปด้วย
มันก็คล้ายงานศิลปะ หรือคนทำสมุดเองอาจเรียกว่ามันคืองานศิลปะชิ้นหนึ่งก็ว่าได้ แต่ละเล่ม แต่ละลาย มีความหมายมีความลงตัวสมบูรณ์ต่างกัน เล่มนี้ไม่มีซ้ำที่ไหน เตะใจเหมือนคำหลอกลวงแต่มักได้ผลกับคนใจอ่อน
ได้ออกมาสองสามเล่ม กะว่าจะไปนั่งเขียนบันทึกระหว่างทางสักเล่ม มีเวลาอีกสามวัน ตัวหนังสือคงจะโลดเต้นในหน้ากระดาษเสียที ก็เอาแต่เขียนระบายกับโปสการ์ดแผ่นเล็กๆ โปรยผ่านม่านอากาศและตู้กระป๋องสีแดงๆไปแล้วหลายแผ่น
...


.....
เลาะเล็มริมถนน เมืองเล็กๆแห่งนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองน่าเที่ยวติดอันดับหกของเอเชียที่ได้รับโหวตเสียง เพียงแต่หลีกทางเมืองใหญ่ๆและเล็กๆ อย่างกรุงเทพ เชียงใหม่ กาฐมัณฑุ นครเกียวโต ฮ่องกง และฮานอย ตามลำดับ (Asias Best City 2006-นิตยสาร Travel + Leisure)
กลางเมืองที่น่าเดินเล่น ตัดขาดจากโลกชีวิตจริงที่ทิ้งมาหลายวันไว้เบื้องหลัง หยุดโทรศัพท์ หยุดออนไลน์ ไม่มีการติดต่อผ่านเครื่องผ่านคลื่นผ่านอนุภาคเล็กๆแห่งอิเลคตรอนใดๆในโลกของเทคโนโลยี
ผมกลับชอบที่จะนั่งสนทนากับผู้คนรอบข้าง หรือไม่ก็นั่งลงเขียนข้อความสั้นๆบนด้านหลังโปสการ์ด
และที่ร้านขายน้ำผลไม้คั้นสดร้านเล็กๆร้านหนึ่ง เป็นร้านเล็กๆที่เรียบง่าย วางโต๊ะไม้พร้อมชุดเก้าอี้สามชุดภายในร้านก็เต็มพอดี ที่ร้านนี้ไม่มีชา กาแฟ มีแต่ผลไม้สด ส้ม แครอท มะนาว สับปะรด มะเขือเทศ แตงโม...
ทุกอย่างคั้นสดด้วยแรงมือกดคั้นในเวลากลางวัน เพราะอุดัยปูร์ ไม่มีการจ่ายไฟฟ้าให้ใช้ในเวลากลางวัน ชาวเมืองต้องพึ่งพาอาศัยตัวเอง
ชายหนุ่มคนหนึ่ง กำลังคั้นน้ำผลไม้ และดูแลลูกค้า เก็บเงิน ทอนเงิน
ภายในร้านมีตู้โทรศัพท์ทางไกลไว้บริการด้วย
โทรไปประเทศไทย เท่าไหร่ครับ ถามไปอย่างงั้น
ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะคุณเป็นลูกค้าคนแรกที่โทรไปประเทศไทย ชายหนุ่มหันมาตอบ พร้อมแนะนำวิธีใช้และคิดเงิน พอคุณโทรเสร็จ คุณก็มาเช็คเวลา เช็คค่าโทรตรงนี้ เครื่องจะคิดให้อัตโนมัติ
สักพัก น้ำส้มคั้นหมดแก้ว ผมอยากจะลองเจ้าโทรศัพท์ที่นี่บ้าง มันจะชัดเจน มันจะสักเท่าไหร่ เอาน่า สักครั้ง
ผมกดหมายเลข ศูนย์นำหน้าเลขหกๆสองตัวแล้วตามด้วยหมายเลขที่บ้านกรุงเทพฯ
สนทนากันจนเกินคำว่าทดลอง เมื่อบรรยากาศสองฟากฝั่งชีวิตมาบรรจบกันและสนทนากันผ่านเครื่องมือสื่อสาร มันเป็นเรื่องพิเศษในวงจรชีวิตขณะนั้น โลกนี้มันแคบลงได้เพียงผ่านหมายเลขรหัสเพียงไม่กี่ตัว หรือนี่เองเป็นรหัสนัยแห่งชีวิต
น้ำเสียงของคนที่บ้าน สื่อสารผ่านและบันทึกเสียงเมื่อครู่เก็บไว้ในวินาทีนั้นในที่ว่างของความคิดถึง ราวกับเครื่องบันทึกเสียงโทรศัพท์ แต่มันทำหน้าที่ยิ่งกว่า เพราะเมื่ออารมณ์บ่มสุกได้จังหวะ ภาพน้ำเสียงสนทนากลับมาวนเวียนซ้ำ วนไปวนมาอยู่อย่างนั้น
สนทนากันเพียงไม่เกินห้านาที แต่กลับบ่มเพาะความเหงาให้สุกและยาวนานมากกว่าเดิม
ผมหยิบปากกาด้ามหนึ่งจากกระเป๋าสะพาย เริ่มเขียนโปสการ์ดอีกแผ่น ในร้านเล็กๆ เงียบๆแห่งนั้นอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง
สักพัก หนุ่มคนเก่าแวะมานั่งคุยด้วย
แล้วเราก็เริ่มสนทนากันอีกครั้ง
......

..
โพธิ์หราฐ แนะนำตัวเอง ผมถามเขาว่า คิดยังไงมาเปิดร้านขายน้ำผลไม้
เขาอยากจะทำงานที่เป็นธุรกิจเล็กๆของตัวเอง มีรายได้พออยู่ได้ และก็ลองทำร้านผลไม้นี้ดู เปิดขายปรากฏว่าท่าทางจะไปรุ่ง ร้านเล็กๆที่วันหนึ่งๆมีรายได้แทบไม่น่าเชื่อ รวมๆแล้วเดือนๆหนึ่ง โพธิ์หราฐมีรายได้จากน้ำผลไม้ร่วมๆสี่หมื่นรูปี
ผมเรียนจบประวัติศาสตร์ ผมชอบนะ แต่ถ้าไปทำงานกับรัฐบาลแล้ว ได้ไม่กี่พันรูปี ผมมาเปิดร้านเล็กๆแบบนี้สบายใจกว่า มีความสุขกว่า
แล้วไม่เสียดายวิชาที่เรียนมาเหรอ ผมอยากรู้
ผมชอบเรียนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์อินเดียและราชสถาน ผมได้เรียนหมด รายละเอียดเยอะ แต่ทำงานคงไม่สนุก อย่างดีก็แค่เฝ้าพิพิธภัณฑ์
ตอนนี้โพธิ์หราฐมีร้านน้ำผลไม้ถึงสามร้าน กระจายไปในถนนต่างๆ แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็มีรายได้งามและอยู่อย่างไม่ต้องเดือดร้อน มีความสุขอยู่กับการคั้นน้ำผลไม้
ผมนั่งดูเขาใช้แรงกดคั้นผลไม้แก้วแล้วแก้วเล่า เขาทำไปด้วยอารมณ์ดีไปด้วย ถือเป็นเครื่องการันตีให้กับลูกค้าที่มาดื่มว่าจะไม่มีสารพิษและอารมณ์ขุ่นมัวเจือปนอยู่ในถ้วยแน่นอน
งานเลี้ยงยอมมีวันเลิกรา ผมจ่ายเงินค่าน้ำผลไม้ และค่าโทรศัพท์ เงินแค่นิดเดียวในร้านแลกความเปรมปรีดิ์เล็กน้อยแต่อิ่มเต็มดีจัง
นอกถนน อากาศเย็นชื้น ท้องฟ้าเริ่มมืด
โปสการ์ดที่ติดแสตมป์แล้วถูกหย่อนลงถังแดงๆที่แขวนไว้ตรงกำแพงเก่าๆ ตั้งแต่มายังไม่เคยเห็นบุรุษไปรษณีย์แห่งอินเดียสักนาย คาดว่าน่าจะย่องมาเปิดตอนดึกๆ หรือไม่ก็แต่เช้าตรู่ยามผู้คนหลับใหล
แล้วถ้อยความจะถึงปลายทางหรือเปล่านั้น ไม่อาจคาดเดาได้ ผมกระจายความเสี่ยงไปแต่ละถังไปรษณีย์ หย่อนตู้ละแผ่น ถังละใบ เดินไปเจอถังที่ปรากฏร่องรอยการเปิดอยู่บ้างก็หย่อน
เมื่อแผ่นโปสการ์ดหล่นออกระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือ เรื่องราวและตัวอักษรก็เดินทาง เป็นการแยกการเดินทางให้ไปล่วงหน้ากลับบ้านไปก่อน คาดหวังให้ปลอดภัย
ภาพพระอาทิตย์กำลังจะตกน้ำอีกฝั่งของทะเลสาบกลางเมือง ปีนขึ้นไปชิมวิวบนดาดฟ้าตึก ร้านอาหารยามเย็น พรั่งพร้อมไปด้วยรสชาติของอาหาร และละเลียดเล็มแสงยามเย็นอ่อนๆ ลมอากาศหนาวกำลังดี เลือกหยิบผ้าผืนใหญ่ลายดอกไม้สีเหลืองมาห่มคลุมพอให้ได้อุ่น
พิงเอนฟังเสียงหัวใจเต้นของตัวเองเบาๆ ฟากฟ้าโน้น ห่างกันสองชั่วโมง กรุงเทพก็คงมืดแล้ว กิจกรรมชีวิตรอคอยอยู่ตรงนั้น วันเวลาที่ต่างกัน ณ ตรงนี้เหมือนห่างไกล ความคิดถึงยังไม่บรรจบกัน
จุดที่ผมนั่งอยู่ เห็นทิวเขาไกลๆ ห่างออกไปจากเมือง รอบทะเลสาบที่เมื่อตอนกลางวันยังเป็นสีฟ้าที่แต่บัดนี้แต่งตัวชุดราตรีสีส้มฉานสุกใส สะกิดเกาตัวเองว่าอย่าหลับและไม่ต้องตื่น เพราะบรรยากาศเบื้องหน้าจริงๆ
คนนั้นกำลังทำอะไรอยู่นะ คนนี้คงกำลังยุ่งกับอะไรสักอย่าง แล้วคนโน้นล่ะ ผมนั่งนึกถึงคนทางบ้าน
อีกฟากหนึ่งของชีวิตกับคนที่เรารู้จัก อาจกำลังวุ่นวายกับเรื่องชีวิตประจำวัน อาจรถติดอยู่บนถนน หรือกำลังทำโอที ยกหูโทรศัพท์ หรือนั่งดูหนัง อาบน้ำ หรือนอนแล้ว
เราคงไม่ต่างกัน หากอยู่ในที่ๆคุ้นเคยอย่างชีวิตประจำวัน กำลังทุกข์กับเรื่องละเอียดเล็กๆน้อยๆในเวลานั้น มันกลับง่ายกว่า ถ้าเป็นเพียงแค่ความคิด ปัญหาบางอย่างหรือทุกอย่างน่าจะมีไว้แก้ไม่ได้มีไว้กลุ้ม เราควรเลือกที่จะยืนอยู่เฉยๆนิ่งๆบ้าง ถ้ามันจะแย่จะแย่สักแค่ไหน ถ้าแก้ไขได้ก็ผ่านไป
แล้วความจริง สถานการณ์ที่ต้องทุกข์จริงๆมีสักกี่เรื่อง คนโบราณไม่เคยมานั่งทุกข์ใจกับเรื่องรถติด ไม่มีเงินจ่ายค่าโน่นนี่นั่น ไม่มีเวลามานั่งบ่นว่าไม่มีเวลาเลย ทุกอย่างเหมือนเป็นปรากฏการณ์ หรือสถานการณ์ที่เราร่วมกันก่อ เป็นวังวนที่หมุนอยู่รอบตัวเอง
...

...
วันที่นั่งนิ่งๆ มองทะเลสาบที่สงบๆ วาดระบายสีอุ่นๆ บนผิวผืนน้ำ ท่ามกลางนครโรแมนติกแห่งนี้ เฝ้ามองท้องฟ้าว่างๆ พินิจสำรวจหัวใจตัวเอง ความสุขชั่วคราวแต่สวยงามตรึงใจ อะไรๆก็ต้องเปลี่ยนไปในไม่กี่นาที ชีวิตของเราก็ดุจเดียวกัน
และจะมีสักกี่คนที่เฝ้ามองท้องฟ้าผืนเดียวกันนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือมีสักแว่บไหมที่คิดถึงกันเหมือนอย่างที่ผมคิดถึง
..
..
