การเดินทาง หน้าต่างและครึ่งทางชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
posted on 02 Mar 2009 15:56 by lonelysyndrome in Laungphabang
-1-
ผมกลับจากหลวงพระบางมาได้สองสัปดาห์แล้ว
ทั้งๆ ที่มีเรื่องราวอยากจะเล่า อยากจะพูดมากมายภายในใจ
หลายๆ อย่าง ก็ไม่สามารถพูดหรือบรรยายได้
เพราะรายละเอียดที่เข้ามามีเรื่องราวน่าที่จะจดจำมากกว่าการบันทึกหรือเล่าเรื่อง
แต่สำหรับเรื่องระหว่างการเดินทาง
ก็มีจุดที่น่าสนใจที่อยากจะเล่าไม่ใช่น้อย
หลายคนคงเป็น สำหรับผมก็ใช่ ที่อยากจะเล่าเรื่องราวของการเดินทาง
ขณะที่อยู่ในสถานที่ที่แปลกและแตกต่างทางวัฒนธรรม
และรูปแบบการดำเนินชีวิตก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับการเล่าเรื่องให้ใครๆ ได้ฟัง
แต่จริงๆ แล้ว การไปไกลจากบ้านของผม กลับใกล้ชิดตัวเองยิ่งขึ้นทุกที
ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นไหม สำหรับผม ครั้งหลังๆ เป็น
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ระยะทางจากกรุงเทพถึงหลวงพระบาง กับตัวเองและคนที่ไปด้วย
มีความหมายและแตกต่างจากการเดินทางครั้งก่อนๆ
เพราะนอกจากการเรียนรู้ตัวเองแล้ว ยังเห็นตนเองจากคนอื่น
ในแง่หนึ่งของการเดินทาง ตรงนี้เองที่พอทำให้เราเข้าใกล้ตัวตนได้ชัดเจนกว่าการใช้ชีวิตตามปกติ
สำหรับหลวงพระบางคราวนี้ เรื่องการเดินทางจึงเป็นเรื่องรอง
ความสนุกตื่นตาตื่นใจอย่างเมื่อก่อนเป็นประเด็นที่ไม่สำคัญนัก
เรื่องราวหรือเนื้อหาที่ตัวเองได้กลับมาจึงตกอยู่แต่การ “มอง” และ “เห็น”
จากการ “สัมผัส” ตัวเองจากใครอีกคนที่สะท้อนให้ได้จดจำ
ผมเขียนบันทึกผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมที่หิ้วไปด้วยอีกครั้งในคืนแรกที่อยู่ในห้องพัก
และรู้ว่าคืนนั้นบันทึกยังไม่จบเรียบร้อยดี
กลับมาบ้าน ยังได้เปิดดูและอ่านมันอีกหลายรอบทั้งๆ ที่เนื้อหายังอยู่เหมือนเดิม
สองสามวันที่ผ่านมา ได้เขียนเพิ่มเติมและปรับบางส่วน
เพื่อให้เป็นบันทึกที่พอจะเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ขึ้น
สมบูรณ์ในแง่ของการอ่านรู้เรื่องมากกว่าเดิม หากใครเผลออ่าน
ก็ถือเอาว่าอ่านเอาผ่าน ไม่ต้องอ่าน “เอาเรื่อง” ก็ได้
ซึ่งบรรทัดถัดจากนี้ไปเป็นเรื่องของบันทึกล้วนๆ ที่อาจไม่ได้กลั่นกรองมาอย่างดี
หากแต่เกิดจากอารมณ์ ความคิด และสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้น
-2-
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้-2552
เรือออกท่าที่ฝั่งหนึ่งริมโขงประเทศลาวในเช้าวันนั้น
ท่าทีของคนบนเรือลำเดียวกันผ่อนคลายและคลี่คลายมากขึ้นเมื่อเรือขยับออกจากฝั่ง
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเรือแบบนี้เชื่องช้ากว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่น
แต่ก็ยินดีที่จะปล่อยเวลาให้อยู่เฉยๆ นิ่งๆ ไปบนเรือสองวันหนึ่งคืน
สำหรับคนมีเวลาจำกัด การเดินทางอย่างนี้อาจเป็นทุกข์
แต่สำหรับร้อยกว่าชีวิตบนเรือ สำราญใจพอสมควร
ต่อการปล่อยอารมณ์ไปตามท้องน้ำข้างหน้าที่ไม่รู้ว่าจะราบเรียบสลับกับกระแสน้ำโขงบางช่วงแค่ไหน
การเดินทางบนเรือ ยิ่งการเล่าผ่านตัวอักษร ไม่โรแมนติกมากเท่าบรรยากาศแท้จริง
เบียร์ลาวและหนังสือ คือเพื่อนยามว่าง
และคนรักแล้ว คือประเด็นหลักหรือลมหายใจก็แล้วแต่ ซึ่งขาดไปน่าใจเหงาเป็นที่สุด
จังหวะสโลว์ของลำเรือที่ท่องไปตามเส้นทางบนท้องน้ำ
ถือเป็นจังหวะที่จะได้ปล่อยความคิดที่หมักหมมไว้ในหัวมากมายให้ขยับ
และปลดปล่อยทิ้งออกมาเสียบางในบางความคิด
ซีพียูขนาดย่อมที่อยู่ในหัวทำงานช้าลง และประมวลผลได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น
อารมณ์ไม่เป็นรองใคร แต่ยิ่งใหญ่ในเวลานั้น
อย่างน้อยก็ได้โอกาสชำระล้างให้ที่ขุ่นข้องทิ้งออกไปบ้าง
นับว่าครึ่งแรกของชีวิตได้ผ่านไปแล้วก็ว่าได้ ส่วนครึ่งที่เหลือก็ค่อยว่ากันอีกที
“คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่ยืนได้” ใครบางคนชอบพูดอย่างนั้น
ฟังดูดี แต่ทำจริง ไม่มีใครทำได้อย่างไม่มีอุปสรรค์
แม้เลือกเองก็จริง บนทางสายที่ยืนอยู่ ก็ไม่เสมอไปที่จะไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
สำหรับผมคำว่า “โอกาส” มีค่าเพียงพอกับ “โชคชะตา”
แม้ “โชคชะตา” ฟังดูเหมือนจะเป็นผลมากกว่า
และ “โอกาส” ที่น่าจะเป็นเหตุมากกว่าผล
เพราะคนเราจะไม่มีโอกาสได้หากไม่มีต้นทุนที่ดีพอ
ต้นทุนที่ว่า คือพื้นที่ที่เราเดินมาและยืนอยู่ได้
ตามสถานการณ์แล้ว ช่วงจังหวะนี้ ชีวิตไม่ได้ราบเรียบเสมอเหมือนเมื่อก่อน
ยิ่งตัวเลขมากขึ้น เงื่อนไขในชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นกันทุกคนไหม สำหรับเรื่องเงื่อนไขที่ตั้งกันขึ้นอย่างลืมคิดไปว่า
อะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็นสำหรับเรา
แต่เราก็สุขและทุกข์ ดีและแย่ อยู่ในเงื่อนไขต่างๆ เหล่านั้นอยู่เสมอ
มองโลกในแง่ดี เรื่องแย่ที่เกิดขึ้นเป็นบททดสอบไปสู่บทที่ยากๆ มากขึ้นเสมอๆ
เพราะเราไม่ค่อยได้รับโจทย์เดิมๆ ซ้ำให้ตอบอีกรอบ
หากทว่าโจทย์ที่ว่านั้นยังสอบไม่ผ่านก็สมควรได้รับอีกรอบ
หากแต่เลือกที่จะเชื่อว่า “เกิดมาครั้งเดียว ใช้ชีวิตให้คุ้ม”
เชื่อว่า ครึ่งค่อนเรือที่อยู่ลำเดียวกัน เชื่ออย่างนั้น
เพราะระบบความเชื่อได้แยกแยะคนเราตั้งแต่ออกเดินทางมาแล้ว
มองอย่างลวกๆ บางส่วนเลือกที่จะเดินทางด้วยการนั่งรถที่รวดเร็ว สบายใจ
บางส่วนเลือกที่จะขึ้นเครื่องบินภายในชั่วโมงเดียว แต่บางส่วนคิดว่ายังไม่ท้าทายพอ
ควรใช้วิธีขี่จักรยานเพื่อค้นหาหรือท้าทายตัวเองก็ตามที
แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่า เป้าหมายที่ได้เหมือนกัน
แต่วิธีการต่างกันก็ทำให้คนเราเติบโตขึ้นมาแตกต่างกันตามไปด้วย
เพราะวิธีการบ่งบอกถึงวิธีคิดของคนเราด้วย
จึงมองเห็นว่า “ชีวิตไม่ยากที่จะอยู่ แต่ยากที่จะใช้”

![]()
![]()
![]()
พบคนนั่งข้างๆ เป็นนักจัดสวนที่มาจากอิตาลี
ถือหนังสือภาพต้นไม้และสมุดโน๊ตเพื่อจดบันทึกอยู่ตลอดเวลา
สลับกับอ่านวรรณกรรมที่เขาเอ่ยปากว่าเจ๋งโดยมีเบียร์กระป๋องอยู่ในมือ
ส่วนผู้หญิงสองคนที่หน้าตาและหนังสือที่ถือปรากฏอักษรชัดเจนว่ามาจากฝรั่งเศส
เป็นพยาบาลที่รักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ
เวลาสองอาทิตย์ที่มีอยู่จากการลาพักร้อนของเธอ
ทำให้เธอได้เห็นโลกอีกแบบอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน
รอบข้างของชีวิตบนเรือ จึงเต็มไปด้วยคลื่นชีวิตที่หลงมาอยู่ในเรือลำเดียวกัน

หากมองกันผิวเผิน มีเรื่องราวและผู้คนให้น่าเรียนรู้และจดจำหากเราลดบทบาทลง
เป็นเพียงพยานผู้รับรู้เหตุการณ์ในเวลานั้นๆ
ฟังดูเหมือนไม่เข้าท่า หรือไร้ประโยชน์ในสายตาบางคู่ แม้ว่าจริง
แต่ทว่าการมองเห็นชีวิตระหว่างการเดินทาง
เป็นเรื่องที่มีส่วนต่อการลดทอนอะไรบางอย่างในชีวิตลงได้ ไม่มากก็น้อย
ที่พอจะทำให้เรามองเห็นบางแง่มุมของคนอื่นมากยิ่งขึ้น
อย่างหนึ่งคือการไม่ได้ออกมาเพื่อค้นหาหรือเพื่อบรรลุในมุมลึกของชีวิต
สิ่งที่ได้จากการเดินทางทุกครั้งคือการมองเห็น
และสะท้อนกลับมองเห็นชีวิตที่เหลือว่าจะยืนและอยู่ต่อไปอย่างไร
ในแง่ของมุมมองและอารมณ์ อย่างน้อยการอยู่กินโดยระหว่างการเดินทาง
ก็ช่วยให้จิตใจไม่ยึดติดและทำให้ปล่อยวางเรื่องต่างๆ ของชีวิตได้ง่ายมากขึ้น
ไม่ได้อยู่ กิน และนอนที่เคยสบาย หรือมีคนรู้จักคอยรองรับอารมณ์
แต่กลับมากและเต็มไปด้วยชีวิตที่สูงต่ำล้ำค่า
ให้เราได้พูดคุยและอ่อนน้อมถ่อมตนต่อชีวิตโดยรอบ
ยอมเปลี่ยนแปลงและลดบทบาทเพื่อที่จะเข้าใจ
ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ แต่บางสภาวะ อารมณ์ก็ไม่เป็นใจ
เมื่อไม่ให้เกรียติกัน สติที่ว่าจะควบคุมอยู่ก็ไม่เหลือ มีแตกหักกันไปบ้าง
แต่พอทุกอย่างสงบลง ความเสียหายปรากฏ
ความพ่ายแพ้กลับกลายเป็นตัวเราเอง
ที่เอาชนะความโกรธและด้านมืดไปไม่ได้
นั่นจะเรียกว่าเป็นบทเรียนก็ได้
หากเป็นเรื่องที่เกิดจากการรู้ตัวและสังเคราะห์ออกมาเร็ว
ระหว่างการเดินทางย่อมเกิดและเห็นเร็ว
แน่นอนว่าในชีวิตจริง เรามีเรื่องที่จะต้องทำตามหน้าที่การงาน
ภาระต่างๆ ที่ต้องกระทำ ในบทบาทที่ได้รับ
เมื่อไม่มีใครย้อนกลับไปเป็นเด็กๆ เหมือนเมื่อก่อน
มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยก็ตัวเองที่ต้องเอาให้รอด
ครึ่งชีวิตผ่านมาอย่างเหมือนเพิ่งผ่านเข้าวัยหนุ่ม เวลาสำหรับความฝันสั้นลงเรื่อยๆ
แม้มองในแง่บวก ยังเหลือเวลาอีกค่อนครึ่งชีวิต
แต่ไหงกลับลืมคิดว่า ช่วงเวลาที่เหลือนั้นจะไม่แรงเท่าครึ่งแรกที่ผ่านมา
“ชีวิตไม่ยากที่จะอยู่ แต่ยากที่จะใช้” ครึ่งหลังของชีวิตก็จะเดินตามประโยคนี้เช่นกัน
ฟังดูเหมือนมีนัยสำคัญ แต่ไม่มีบทพิสูจน์หรอกว่าชีวิตไหนสำเร็จกว่าใคร
หากแต่น้ำหนักที่ถ่วงวัดหรือบรรทัดยาวของความสุขอยู่แตกต่างกัน
บ้างก็ยืนยันว่า “รักที่จะทำและพร้อมที่จะทุกข์” เสมอๆ
เหมือนสุภาษิตฝรั่งว่า “เลือกที่จะอยู่ก็ต้องรักมัน”
ไม่มีใครยืนยันว่ามีสุขโดยสมบูรณ์ โดยไม่มีทุกข์ปะปน
คิดดูดีๆ เหมือนการกินข้าวกับล้างจาน
แต่ใครจะกินก่อนล้าง หรือล้างแล้วกิน
หากแต่สองแบบในเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นเพียงสลับกัน
ใครจะเลือกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับวิธีการหรือวิธีคิดของแต่ละคน
จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่สำคัญกว่านั้น
เรามีโอกาสและเวลาได้ทดลองหรือล้มเหลวอีกกี่มากน้อย
และอยู่ในส่วนแรกหรือครึ่งหลังของชีวิต
-3-
กลับมาบ้านนั่งเปิดดูไฟล์ภาพที่ถ่ายมาในมุมซ้ำๆ
โดยมีฉากที่คล้ายๆ หรือเหมือนๆ กันอยู่เนื่องๆ
หน้าต่างและตึกมีสัดส่วนที่เยอะที่สุดอยู่ในเมมโมรี่การ์ดของกล้อง
ก็แล้วแต่ใครจะเลือกมอง
แต่อาคาร ตึก และหน้าต่าง ณ ขณะหนึ่งเหมือนมีบทสนทนาต่อกันอยู่
ในระยะที่ต้องเงยหน้าดูสวยงามอย่างสำรวมในระหว่างหยิบยกกล้องขึ้นถ่ายสำหรับผม
ก็เสมือนบทหนึ่งที่ได้โต้ตอบระหว่างกัน
ขอนำมาทดแทนไว้ในความคิดถึงกันในหน้านี้
เสมอเหมือนเป็น “หน้าต่างของความคิดถึง” ระหว่างกัน
![]()

Noches De Bohemia - Antonio De Los Rios
