ปราณบุรีและแรงดลใจ
posted on 06 Oct 2009 00:15 by lonelysyndrome in VW-OnTheWay



ถ้าจะบอกว่าชายแปดคนกับรถโฟล์คเต่าเก่าๆ อายุเจ้ารถเต่าแต่ละคันเฉลี่ยแล้วห้าสิบปี พวกเขาขับจากบ้านเกิดในประเทศเยอรมันนีเพื่อไปปักกิ่ง ประเทศจีน รูปภาพและเรื่องราวในบันทึกการเดินทางผ่านเวปไซต์ของพวกเขาในแต่ละวันตลอดการเดินทาง 32 วันนั้น( http://vintage-volkswagen-challenge-2009.net) เป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับการเดินทางครั้งนี้และครั้งต่อๆ ไปของผม
อย่างน้อยมันน่าจะเป็นความท้าทายและให้รสชาติของการเดินทางไปพร้อมกับบรรยากาศที่ผ่านแต่ละแห่งหนตำบลที่ไป เมื่อได้มองลอดผ่านกระจกหน้าของรถเต่าโฟล์คสวาเก้น ปี 1970 ของผม
ไม่รอช้า ผมมีแผนไว้ในใจที่จะเดินทางแม้ไม่ไกลและนานเป็นเดือนเหมือนพวกเขา แต่ก็ถือว่านานพอที่จะทำให้ใครๆ ได้รู้จักศักยภาพของรถเต่าที่มีอายุร่วมๆ สามสิบเก้าปีที่ผมใช้อยู่ แผนเดินทางถูกวางไว้ในเส้นทางที่อยากไปเป็นทุนเดิม สถานที่เก่าเป็นที่ๆ อยากไปเยี่ยมเยียนอีกหน ส่วนสถานที่ใหม่เป็นที่ๆ ยังไม่มีโอกาสได้ไปก็จะไปคราวนี้ทีเดียว โดยรวมแล้วประมาณสามพันกิโลเมตรในการเดินทางสองสัปดาห์
นั่นเป็นแผนในอนาคตอันใกล้ แต่ก่อนไปถึงวันนั้น ขอเดินทางสั้นๆ ประเดิมก่อนหาโอกาสเหมาะเจาะก็เดินทาง หากไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อสองเดือนก่อนจากกล้องตัวเดิมก็คงได้เล่าเรื่องระหว่างทางไปสามชุกให้ฟัง แต่แมมโมรี่การ์ดที่เสื่อมสภาพหมดอายุกลางคัน ภาพที่ถ่ายมาจึงเสียทั้งหมดอย่างที่ไม่สามารถกู้คืนมาได้
กับแมมโมรี่การ์ดตัวใหม่จึงทำให้เกิดอยากแก้ตัว เมื่อเวลาประจวบเหมาะจึงเกิดการเดินทางกับรถเต่าอีกครั้ง โดยคราวนี้จากตะวันออกไปจบตะวันตก โดยเริ่มต้นสตาร์ทจากบ้านที่บางแสนปลายทางที่ปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์
เปิดแผนที่ดูด้วยความตื่นเต้นแล้วระยะทางตามแผนที่แล้ว ไป-กลับรวมประมาณ 800 กิโลเมตรโดยตั้งใจว่าไม่รีบเหยียบคันเร่ง ขอไปเรื่อยๆ เจออะไรอยากแวะก็แวะไม่มีเวลาจำกัดในช่วง 2 วันนี้

หกโมงเช้าผมเริ่มต้นเดินทาง แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับรถเต่า แต่เมื่อเป็นทางไกลใจก็หวั่นๆ เป็นธรรมดา
นับแต่เริ่มต้น ทาง ถนน บ้าน ผู้คนก็มีรายละเอียดให้น่าใส่ใจ กล้องตัวเก่าทำหน้าที่เก็บรายละเอียดเหมือนเคย
กรุงเทพฯ สู่หัวหินใช้เส้นทางผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เข้าเพชรบุรี ชะอำและหัวหิน น้ำหนักเท้าที่ลงคันเร่งอยู่ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมันอาจจะช้าสำหรับใครๆ แต่ถ้าเป็นเต่าของผมแล้วมันสบายๆ หายหวง

หัวหินกับก๋วยเตี๋ยวมื้อเที่ยงพอได้คาปูชิโน่ที่ร้านบลูมูน คาเฟ่มา กี่ครั้งที่มาหัวหินก็ต้องแวะกินกาแฟร้านนี้ ที่ธรรมดาๆ แต่ทว่าสบายใจกับ เก้าอี้ โซฟาและหนังสือ หรือจะท่องเน็ตก็รับพาสเวิร์ดได้จากคนชงกาแฟ
ออกจากหัวหินอย่างสบายอารมณ์และอิ่มหมีพีมัน ไปตามถนนเส้นเล็กลงสู่ตัวอำเภอที่ใครๆ ก็อยากมาเพื่อพักวางภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวันไว้ชั่วครู่ แล้วมาหยิบจับความฝันหรือผ่อนพักกับเสียงคลื่นริมหาดปราณบุรี
สัมผัสแรกของทะเลปราณบุรีคือ “สงบ”
เสียงแรกที่ฟังและเพราะจากธรรมชาติคือ “คลื่น”
ภาพแรกที่มองเห็นแล้วสบายใจคือ “สีฟ้าและขอบทะเล”
ไม่ได้สัมผัสแบบนี้มานานมากแล้ว ทั้งๆ ที่บ้านก็เมืองทะเลเช่นกัน แต่เหมือนห่างไกลกันระหว่างบ้านกับชายหาดเพราะขาดแรงสนับสนุนจากภายในให้ไปยืนมองดู
แต่ที่นี่ ชัดเจนเกินกว่าจะต้องตีความ เพราะความงามอยู่ข้างหน้า
ปราณ ฮาวาน่า คือสถานที่ที่ปักหมุดไว้เกือบสี่ปีที่แล้วซึ่งรู้จักและจดจำก็เพราะโปสาร์ดที่วางให้หยิบในร้านอาหารที่กรุงเทพฯ เพิ่งจะได้มาก็จนบ้านใกล้เรือนเคียงเติบโตและขยับขยายเป็นรีสอร์ทโรงแรมหรูหราเรียงรายยาวเต็มหาด แต่ทว่าก็ยังรักษาความเรียบและลงตัวได้ดีพอสมควรแม้จะมีบางรีสอร์ทที่สีจัดจ้านเพราะอยากได้รสชาติความต่างจนลืมว่านี่คือทะเล
ความเงียบ ความเรียบง่ายยังคงแทรกอยู่ในบ้านช่องห้องหอ และพื้นที่ส่วนบุคคลของแต่ละหลังแต่ก็ต้องแลกด้วยปัจจัยทางการเงินและสังคมที่ฝ่าด่านมาก็ไม่น่าจะง่ายๆ หลายๆ หลังก็น่าอยู่ลงตัวจนขอบตาร้อนจี๋ และส่วนใหญ่ เจ้าของไม่ได้อยู่ ส่วนคนอยู่ไม่ใช่เจ้าของแต่เป็นคุณแจ๋วและแมวหมาที่รักษาการอยู่แทน
ค่ำที่ฝนตกปรอยๆ
เสียงคลื่นยังคงเป็นเสียงหลักอยู่หน้าบ้าน ยิ่งใกล้ค่ำปราณบุรีก็มอบสายฝนมาคลอบรรยากาศให้อีกแบบหนึ่ง ไม่ถึงกับเสียบรรยากาศ เพราะรู้อยู่แล้วว่าหน้าฝน และจดจำภาษาของวรรณกรรมไว้ตรงที่ว่า“หลังคืนฝนตก พอเช้าทะเลจะสวย”
จริงไหม ภาพที่ถ่ายคงพอประเมินกันได้ หากไม่ ก็ต้องโทษกล้องกับฝีมือหวยๆ ของผมที่ไม่สามารถเก็บรายละเอียดไว้ได้แต่มันก็พอให้คนถ่ายจดจำวินาทีนั้นได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งนั่นก็ทำให้นึกถึงภาพรวมๆ ของเช้านั้นได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ปราณ ฮาวาน่า ที่มีตัวอาคารขาวๆ ของตกแต่ง กรอบรูป เก้าอี้ หนังสือ ทางเดินไม้แคบๆ ทำให้ปราณ ฮาวาน่าผสมผสานได้กลมกลืนแม้จะมีความร่วงโรยไปตามวันเวลา แต่ตึกสีขาวๆ ก็มอบความสุขเล็กๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่ตั้งใจหนีความวุ่นวายมาพักชั่วข้ามคืน
ก็อยู่ที่ใครจะมองหรือหาต้นต่อที่มาที่ไปมากกว่าว่าที่ไหนเป็นอย่างไร แต่สุดท้ายหากหลงลืมความเป็นมาหรือประวัติศาสตร์ ไม่ได้สนใจปัญหาหรืออุปสรรค์ใดๆ ในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งนั้น เราก็ย่อมหลงลืมและยากที่จะจดจำ
ยามเช้า แสงแดดฉาดฉายจากอีกฝั่งของทะเล อาบแสงสีทองอุ่นพราวอยู่พักนึง หลายสิ่งบนหาดเคลื่อนไหวช้าๆ เรือ ทะเล ผู้คนที่บางตาที่ริมหาดตะวันตก

มื้อเช้าแรกที่ปราณไม่มีอะไรพิเศษ กาแฟ กับอาหารเช้าในที่พักแต่สิ่งที่ได้รับฟังกลับพิเศษกว่า เมื่อผู้ใหญ่ที่ดูแลปราณ ฮาวาน่าเปรยว่า “ทำธุรกิจเหมือนปลูกผักสวนผสม”
คือทำหลายอย่างกระจายความเสี่ยง ระหว่างบริษัทโฆษณา ร้านอาหาร และที่พักเล็กๆ ซึ่งก็แล้วแต่จังหวะและสถานการณ์ของประเทศนี้ว่าปีไหนดี รัฐบาลไหนแย่ ก็ทำให้แต่ละอันพยุงกันไปพอได้แม้จะต้องปิด ปรับเปลียนกิจการมาแล้วหลายที่
ขับรถเต่าจากปราณ ฮาวาน่ามาทางเลียบริมทะเล ตัดเข้าถนนสู่เมืองหัวหินอีกครั้ง สำหรับบ่ายวันอาทิตย์ที่แดดไม่ร้อนจัดทำให้หัวหินคึกคักพอสมควร
ตกลงกันว่ากินมื้อเที่ยงและแวะพักสักครู่ก่อนกลับกรุงเทพฯ
หลังมื้อเที่ยง มาได้ที่นั่งเหมาะๆ ที่จดจ้องต้องตากับทะเลอีกครั้งที่ Let’s sea ที่ใครๆ พูดถึง ซึ่งของจริงก็สมราคาคุย ที่สมใจคือได้เห็นความต่างและรายละเอียดที่เขาใส่ใจลงไป แม้กระทั่งถ้วยคาปูชิโน่ที่เรียบๆ เท่ๆ ทรงสูงสีขาวควันบุหรี่ พร้อมหูจับที่ถนัดมือและน้ำหนักเบาเหมาะกับการดื่มกาแฟมากๆ ถ้าจะบอกว่ามาจากฝีมือช่างปั้นอันเลืองชื่อจากดอยดินแดง แต่ใครเชื่อหรือสนใจเท่ากับภาพโดยรวมๆ ของที่นี่
ผมนึกถึงความหมายของประโยคหนึ่งที่ว่า “บางทีชีวิตก็ต้องการรายละเอียดเพื่อให้ภาพโดยรวมดูดี”
ปรัชญาหรือความหมายข้อนี้มาจากคนขายอะไหล่รถโฟล์คเต่าคนหนึ่งซึ่งเคยพูดกับผมไว้ว่าของจะสวยบางทีมันอยู่ที่สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละที่เราใส่ใจเลือกมันมา
เราออกจากหัวหินมาพร้อมกับสิ่งที่น่าประทับใจเพียงพอและพอดีที่จะจดจำสำหรับทริประยะสั้นๆ
ขับรถตรงผ่านกรุงเทพฯ และกลับบางแสนท่ามกลางคืนที่ฝนกระหน่ำจากพายุที่เกิดขึ้นซ้ำเล่าในช่วงนี้ และยังคงต้องเจออีกหลายสิบฤดูฝนข้างหน้าในชีวิต ที่ไม่รู้ว่าจะผ่านและฝ่าไปได้อย่างยากเย็นแค่ไหน
10 Things - เจ๊ยบ วรรธนา
